โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อย่าประเมินต่ำไป เผด็จการทหารเมียนมาไม่ได้โค่นกันง่ายๆ

The Better

อัพเดต 14 ธ.ค. 2566 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2566 เวลา 12.10 น. • THE BETTER
ทหารพม่าไม่มีทางล้มง่ายๆ ยังไม่ได้งัดความโหดมาใช้ โค่นกันง่ายๆ ไม่มีทาง-รอโอกาสที่จะโต้คืน

ตอนที่ 1 ของบทความวิเคราะห์แนวโน้มของการสู้รบในเมียนมา กองทัพจะปราชัย ชนกลุ่มน้อยจะเป็นใหญ่ จีนจะแทรกแซง หรือว่ารัฐบาลพลเรือนจะคืนชีพ? ที่นี่มีคำตอบ

พูดถึงกันมากว่าตอนนี้กองทัพเมียนมาคงจะถึงกาลอวสานเป็นแน่แท้ เพราะแพ้แล้วแพ้อีกในการรบกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ รวมถึงฝ่ายกองกำลังรัฐบาลพลัดถิ่น (ที่กองทัพเมียนปล้นอำนาจไปจากการรัฐประหาร) ที่กรูกันเข้ามารบพร้อมๆ กัน จนกองทัพเผด็จการเสียที่มั่นอย่างต่อเนื่อง

การรบใกล้เข้ามาในดินแดนส่วนกลางของประเทศมาขึ้นเรื่อยๆ เช่น ภาคบาโก (หรือพะโค ที่เมืองหงสาวดี) รวมถึงที่ภาคซะไกง์ (หรือสะกาย) พื้นที่ที่เรียกว่า "ภาค" (Region/Division) เป็นดินแดนของคน "บะหม่า" หรือคนพม่าอันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นพื้นที่ส่วนกลางอันเป้นหัวใจของประเทศ เป็นที่ตั้งของรัญบาลกลาง กองทัพ และทุกสิ่งที่ทุกอย่างที่เป็น "สหภาพเมียนมา"

ต่างจาก "รัฐ" (State) ซึ่งปกครองโดยชนกลุ่มน้อย และมักเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังต่อต้านกองทัพเมียนมา กองกำลังเหล่านี้ไม่ต้องการเป็น "สหภาพ" แต่ต้องการให้เป็น "สหพันธรัฐ" เพราะการเป็นสหภาพหมายถึงการเป็นรัฐรวมศูนย์ ที่คนชาติพันธุ์อื่นๆ ปกครองตนเองไม่ได้ กำหนดอนาคตตัวเองไม่ได้ ขาดความเป็นประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยชนชาติที่หลากหลาย และชนชาติอื่นๆ ยังต้องเป็นเบี้ยล่างของคนบะหม่า ที่สำคัญคือ เมื่อทุกอย่างถูกรวบเข้าสู่ส่วนกลาง เช่น กองทัพเดียว มันจะเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตยได้ง่าย

กองทัพเมียนมา หรือ "ตั๊ดมะด่อ" เป็นแบบนั้น กองทัพเมียนมาคือศัตรูของระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด เพราะการเป็นประชาธิปไตยหมายถึงการต้องเลิกเป็นสหภาพที่รวมศูนย์อำนาจไว้ในมือคนไม่กี่กลุ่ม และต้องเปลี่ยนประเทศเป็นสหพันธรัฐ การเป็นสหพันธรัฐทำให้ชนกลุ่มน้อยมีอำนาจปกครองตนเองได้ และอาจมีเงื่อนไขให้มีกองทัพเป็นของตัวเองด้วย เรื่องพวกนี้ทหารส่วนกลางยอมไม่ได้

ดังนั้นเมื่อเมียนมาเป็นประชาธิปไตยอยู่พักหนึ่ง และเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปไตยมอบสถานะรัฐปกครองตนเองให้ชนกลุ่มน้อยต่างๆ พวกทหารจึงยอมไม่ได้ และปล้นอำนาจประชาชนในที่สุด โดยอ้างว่าเพื่อเอกภาพของชาติ

ทหารเมียนมามักจะอ้างว่ารักชาติจนตัวสั่นแบบนี้ทุกครั้งที่ยึดอำนาจ แต่สมัยนี้มันต่างจากสมัยเมื่อทศวรรษที่ 50, 60, 70, 80 และ 90 ซึ่งประชาชนยังไม่รู้ประสีประสาเรื่องการปกครองตนเอง และทหารปิดหูปิดตาและปิดปากประชาชนได้ง่าย เพียงแค่ปิดประเทศแล้วดองเมียนมาเอาไว้ใน " time capsule" จนเมียนมาเหมือนหลงยุคอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะตามโลกภายนอกไม่ทัน

ทหารเมียนมาแต่ก่อนยังเหี้ยมโหดผิดมนุษย์มนา ไม่เพียงฆ่าประชาชนง่ายๆ แต่บางครั้งยังฆ่าพระสงฆ์องค์เจ้าเอาด้วย หากเห็นว่าศาสนจักรล้ำเส้น แม้ว่าตามปกติทหารเมียนมาจะเกรงใจพระสงฆ์ก็ตาม เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครให้คอยตักบาตร

กับชนกลุ่มน้อย ทหารเมียนมาแต่ก่อนอำมหิตเหลือเกิน นอกจากจะฆ่าจะแกงกันง่ายๆ แล้ว ยังทารุณกรรมอย่างจินตนาการไม่ออก เช่น เกณฑ์ชนกลุ่มน้อยมาเป็นกุลีแบกหามในสงคราม วันดีคืนดีก็จะเกณฑ์มาเดินนำหน้าเพื่อเคลียร์กับระเบิด ส่วนผู้หญิงน่ะหรือ? ตกเป็นเหยื่อถูกขืนใจมีบ่อยครั้ง

นั่นเป็นเรื่องเมื่อตอนที่เผด็จการทหารไม่แคร์ชาวโลก ปิดประเทศตีชนกลุ่มน้อยหนักๆ กะว่าต้องเอาให้ตายกันข้างหนึ่ง ช่วงนั้นกองทัพชนกลุ่มน้อยอ่อนแออย่างยิ่ง เพราะทหารเมียนมาโหดเกินไป และทรัพยากรไม่มีขีดจำกัด

พอทหารคิดว่าถึงเวลาจะต้องคบกับชาวโลกบ้าง ก็ทำเป็นมอบประชาธิปไตยให้ประชาชน ยอมให้เลือกตั้งหาผู้นำประเทศ แต่รัฐบาลจะแตะต้องกองทัพไม่ได้ ทหารจะทำอะไรก็เรื่องของทหาร เมียนมาจึง "มีโลกสองใบ" ที่พลเรือนเป็นรัฐบาลฉากหน้า แต่ทหารยังควบคุมส่วนใหญ่ของประเทศเอาไว้

ดังนั้น เราจึงเห็นว่าตอนที่เกิดกรณีโรฮิงจา ทหารเมียนมาจึงกำจัดคนโรฮีนจาอย่างเลือดเย็นทั้งที่รัฐบาลพลเรือนเต็มไปด้วยนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและนักสิทธิมนุษยชนดังๆ ระดับโลก แต่กลับปล่อยให้คนโรฮีนจาถูกกวาดล้างอย่างบ้าคลั่ง นั่นก็เพราะหน้าที่นั้นคืออำนาจของทหาร

จนกระทั่งวันหนึ่งทหารเห็นว่ารัฐบาลพลเรือนชักจะโอ๋พวกชนกลุ่มน้อยเกินไปแล้ว เสี่ยงที่ "สหภาพ" (ซึ่งเป็นการปกครองที่เอื้อต่อการผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ของทหาร) จะถูกสั่นคลอน ทหารจึงก่อรัฐประหารซะ

เช่นเดียวกับคราวก่อนๆ ประชาชนเมียนมาไม่ว่าชนชาติใดก็ตาม ไม่ยอมทหารง่ายๆ จึงเข้าป่าจับอาวุธขึ้นสู้ เหมือนกับกรณี 8888 (การลุกฮือต่อต้านเผด็จการทหารเมื่อวันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988) ที่คนหนุ่มสาวเข้าป่าร่วมกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยเพื่อรบกับเผด็จการ บางคนก็หนีเข้ามาเป็นมันสมองของการเคลื่อนไหวในไทยหรือประเทศที่สาม

แต่ครั้งนี้ ทหารเมียนมามาแนวซอฟต์ๆ แทนที่จะไล่ตามเพื่อเข่นฆ่าไม่เลือกเหมือนกรณี 8888 กลับไม่ไล่บดขยี้แต่ปล่อยประชาชนให้ใช้ชีวิตเกือบจะปกติ ไม่ปิดประเทศและหันมาพีอาร์ประชาสัมพันธ์มากขึ้น เหมือนจะเลียนแบบสูตรการยึดอำนาจของทหารบางประเทศ

ฝ่ายรัฐบาลพลเรือนก็หนีเข้าป่าไปจัดตั้งกองกำลังป้องกันประชาชน (People's Defence Force/PDF) พร้อมกับจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพ (National Unity Government of Myanmar) ซึ่งมุ่งเน้นที่จะสร้างสหพันธรัฐขึ้นมา นัยหนึ่งก็เพื่อซื้อใจกองกำลังชนกลุ่มน้อยให้มาช่วยสู้กับกองทัพเมียนมานั่นเอง

แต่ PDF ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก และกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ได้แต่รบไปตามเรื่องตามราว ไม่มีวี่แววว่าจะพลิกฟ้าคว่ำดินอะไรได้เหมือนกัน บ้านเมืองเมียนมาก็อยู่กันราบรื่นดีเพราะแท็กติกใหม่ในการยึดอำนาจ ทำให้กระแสต่อต้านที่เคยรุนแรงตอนแรก ค่อยๆ ซาไปเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น

อันที่จริงแล้วตั้งแต่ก่อน "คืนอำนาจให้ประชาชน" ทหารเมียนมาได้วางกลศึกสำคัญเอาไว้ คือการเจรจากับชนกลุ่มน่อยที่ทรงพลังตามแนวชายแดนจีน คือ กลุ่มโกกั้ง กลุ่มว้า กลุ่มในรัฐฉาน แน่นอนว่าการเจรจานี้มีส่วนได้เสียอะไรกันบางอย่าง เช่น ทหารเมียนมาสนับสนุนบางกลุ่มในศึกการชิงอำนาจในโกกั้ง พวกที่ได้รับการสนับสนุนก็ตอบแทนทหารเมียนมาด้วยการยอมเป็น "กองกำลังตระเวนชายแดน" (Border Guard Forces/BGF) เป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่เป็นเอกเทศ แต่ภักดีกับทหารเมียนมา

ถามว่าทำไมต้องเป็นกองกำลังแถวชายแดนกับจีน? เพราะจุดนี้เป็นแหล่งทำงเงินมหาศาลมหาแต่ไหนแต่ไร ทั้งยาเสพติด การพนัน จนกระทั่งธุรกิจฉ้อโกงออนไลน์ แถมยังเป็นจุดเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์และจีนใส่ใจเป็นพิเศษด้วย

กลุ่ม BGF ทำเงินทำทองกันไม่หวาดไม่ไหว โดยมีทหารเมียนมาได้ส่วนแบ่งด้วย เงินเหล่านี้ทำให้ BGF และทหารเมียนมาแข็งแกร่งขึ้น จนกองกำลังต่อต้านอื่นๆ เทียบไม่ได้

แต่มันนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะธุรกิจที่หล่อเลี้ยงเผด็จการเมียนมาตามชายแดนเหล่านี้ มันไปสร้างความขุ่นเคืองให้กับจีนเข้า

ความขุ่นเคืองนี้นำไปสู้การที่บางฝ่ายในกองกำลังโกกั้งที่เคยถูกยึดอำนาจ จู่ๆ ก็กลับมามีศักยภาพในการรบที่แข็งแกร่งขึ้น แล้วจับมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่อต้านทหารเมียนมากลุ่มอื่นๆ สร้าง "พันธมิตรภราดรภาพ" ขึ้นมา โดยชูธงกำจัด "จีนเทา" ที่ทำให้จีนไม่พอใจ และเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กองทัพเมียนมา

แต่ฉากหลัง นี่คือการยึดอำนาจคือจากพวกโกกั้ง BGF ที่สวามิภักดิ์กับกองทัพเมียนมา และเพื่อ "เอาใจจีน" จึงชูธงปราบธุรกิจจีนเทาไปด้วย ทำให้ได้รับเสียงเชียร์จากคนจีนอย่างมากมาย มาถึงตอนนี้คนเริ่มสงสัยกันว่า "พันธมิตรภราดรภาพ" ได้รับการหนุนหลังจากจากจีนหรือไม่?

และเริ่มถามกันเองว่า ตกลงนี่คือ "สงครามสั่งสอน" ทหารเมียนมาหรือไม่? เพราะจีนเคยบอกให้ทหารเมียนมาจัดการพวกจีนเทาให้เรียบร้อย แต่ทหารเมียนมาทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เมื่อทำเป็นหูทวนลม จีนจึงอาจหนุนกองกำลังฝ่ายตรงข้ามให้ก่อกวนทหารเมียนมาเสียเลย

อีกสัญญาณคือ ฝ่ายต่อต้านแข็งแกร่งจนผิดสังเกต หลังจากเริ่มปฏิบัติการในเดือนตุลาคม ฝ่ายต่อต้านมีแต่ชนะและยึดที่มั่นได้ไม่หยุด ส่วนทหารเมียนมามีแต่ถูกตีแตก และยังแสดงอาการลุกลี้ลุกลน จนต้องระดมพลมารักษาเมืองใหญ่ๆ ในเขตส่วนกลาง ซึ่งตามปกติ "ปลอดภัย" เพราะห่างไกลจากการรบกับพวกกองกำลังต่างๆ

ความพ่ายแพ้ของทหารเมียนมาให้หลายคนเริ่มพูดกันว่านี่คือเป็นจุดจบแล้ว?

แต่คนพูดว่าทหารเมียนมากำลังจะปิดฉาก ไม่รู้จักทหารเมียนมาดีพอ พวกเขาคงรู้จักแต่ทหารเผด็จการนุ่มๆ นิ่มๆ ที่พยายามจะไม่รบกวนชีวิตประชาชน และพยายามเข้าหาโลกภายนอกให้ปกติที่สุด

แต่พวกเขาไม่รู้จักตัวตนทหารเมียนมาแท้ๆ ที่พร้อมจะทำตรงกันข้ามถ้าพวกเขาถูกคุกคามมากเกินไป อันที่จริงนี่ก็ถือว่าเป็นภาวะที่ถูกคุกคามมากแล้ว เพียงแต่รอเวลว่าทหารเมียนมาจึงสวมบทยักษ์เมื่อไรเท่านั้น

บทยักษ์ของทหารเมียนมา คือความเหี้ยมแบบไร้ความปราณี ซึ่งเราไม่ค่อยเห็นกันมานานแล้ว แต่ไม่ใช่ว่ามันหยุดลง มันยังเกิดกับชนกลุ่มน้อยบางพื้นที การรบล่าสุดก็เช่นกัน เริ่มมีสัญญาณของการฆ่าที่อำมหิตมากขึ้น

มันคือยุทธวิธีที่เรียกว่า "สี่ตัด" (Four cuts) นั่นคือ ตัดการเข้าถึงอาหาร, ตัดการเข้าถึงกองทุน, ตัดการเข้าถึงข่าวกรอง, ตัดการเข้าถึงการสนับสนุนของมวลชน

ทหารจะกราดยิงไม่เลือกหน้าว่าเป็นกองกำลังติดอายุวธหรือพลเรือน ทำลายอาหารและสิ่งของที่อาจเป็นคุณกับฝ่ายต่อต้าน จับตัวผู้ต้องสงสัยว่าคอยส่งอาหารความช่วยเหลือให้ฝ่ายต่อต้านและยังจะจับสมาชิกครอบครัวของคนๆ นั้นไปด้วย และยังข่มขืนผู้หญิงและสั่งอพยพประชาชนจากพื้นที่ตามใจชอบ

โดยรวบรัดก็คือ ฆ่าทิ้งทั้งหมด เผาทิ้งทั้งหมด ทำลายทิ้งทั้งหมด ปิดช่องทางทั้งหมด

ครั้งล่าสุด ที่ทหารเมียนมาใช้ "สี่ตัด" ก็คือตอนที่กองกำลังโรฮีนจาโจมตีกองทัพ กองทัพจึงใช้ "สี่ตัด" กวาดล้างชาวโรฮีนจาอย่างไร้ปราณี และนั่นคือจุดเริ่มของการหนีตายของชาวโรฮีนจาจนถึงทุกวันนี้ และหลังการรัฐประหารก็มีรายงานว่าใช้ "สี่ตัด" เช่นกัน แต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งก่อนๆ

ตอนนี้ดูเหมือนว่ากองทัพเมียนมายังไม่ได้ใช้ "สี่ตัด" ในพื้นที่รบกับพันธมิตรภราดรภาพ แต่อีกไม่นานมันก็ไม่แน่

เพราะพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย เปรยขึ้นมาแล้วว่า “หากกลุ่มติดอาวุธยืนหยัดต่อความผิดพลาด มีแต่คนในท้องถิ่นเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ [ของการสู้รบ]”

บางคนมองว่า การที่รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาไป "หารือ" กับ หวางอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเรื่องสงครามใน "เมี่ยนเป่ย" (เมียนมาภาคเหนือ) คือการไปอ้อนวอนให้จีนเลิกหนุนหลังฝ่ายต่อต้าน

แต่เราอาจมองในมุมกลับได้เช่นกันว่า เมียนมาอาจจะไปบอกกล่าวอะไรบางอย่างกับจีนเรื่องการกวาดล้างที่หนักมือขึ้น

เรื่องนี้คนภายนอกไม่มีทางรู้ชัด เพราะแม้แต่ท่าทีบางอย่างของจีนยังถูกตีความไปคนละทางสองทาง

เช่น การซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของจีนที่ชายแดนยูนนาน-รัฐฉาน ในช่วงที่พันธมิตรภราดรภาพกำลังไล่ต้อนกองทัพเมียนมา ถูก (ฝ่ายต่อต้านกองทัพ) มองว่านี่คือการส่งสัญญาณว่าจีนสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน

แต่มันยังอาจมองได้เช่นกันว่า จีนกำลังเตือนฝ่ายต่อต้านไม่ให้ล้ำเส้น และยังมีอีกสัญญาณก็คือ จีนส่งเรือรบ 3 ลำมาร่วมซ้อมรบกับกองทัพเมียนมา

ใครที่มองว่าจีนสั่งสอนเมียนมา จึงควรมองเสียใหม่ เพราะกองทัพเมียนมาไม่อยู่ในฐานะต้องรับการสั่งสอนจากใคร พวกเขามีความหยิ่งทรนงสูงมาก และความจำเป็นของกองทัพเมียนมาต่อจีนนั้นมีสูง และจีนน่าจะตระหนักเรื่องนี้ดี

ฝ่ายที่ต้องรับการสั่งสอน (และคุ้มครอง) จากจีนควรเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างหาก รวมถึงพวกพันธมิตรภราดรภาพด้วย

จีนอาจจะแสดงท่าที "ไม่เอา" ทหารเมียนมาในบางครั้ง เพราะไม่สบอารมณ์อะไรบางอย่าง แต่ถ้าจะบอกว่าจะ "ไม่สังฆกรรม" ร่วมกันเลยนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะความวุ่นวายในเมียนมาเป็นผลร้ายกับจีน

หากฝ่ายต่อต้าน "ได้รับการคุ้มครอง" ต่อไปแบบนี้ กองทัพเมียนมาคงจะไม่มีทางเลือก คงต้องเปิดหน้ายักษ์ ปิดประตูตีแมว ใช้ "สี่ตัด" แล้วทุกฝ่ายจะอยู่กันไม่เป็นสุข

และมันมีเหตุผลที่จีนต้องสนับสนุนกองทัพเมียนมามากกว่าใคร

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo by AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...