โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

เงินดาวน์บ้านและคอนโด 2567 ต้องจ่ายเท่าไหร่

DDproperty

เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2566 เวลา 20.15 น.
เงินดาวน์บ้านและคอนโด 2567 ต้องจ่ายเท่าไหร่

เงินดาวน์บ้านหรือคอนโด เป็นสิ่งที่จำเป็น และถือเป็นขั้นตอนแรก ๆ ที่ต้องเตรียม ก่อนจะเริ่มต้นการกู้ซื้อบ้านหรือคอนโด ผู้กู้จำเป็นต้องเตรียมเงินสดนับแสนบาทไว้เพื่อดาวน์บ้าน จึงจะสามารถขอกู้และผ่อนกับธนาคารได้ ใครที่คิดจะซื้อบ้านหรือคอนโดอยู่จึงต้องทำความเข้าใจกับเรื่องเงินดาวน์ให้ดี

เพื่อให้การขอกู้บ้านไม่สะดุดเพียงเพราะเตรียมเงินไม่เพียงพอ นอกจากนี้มีเรื่องของหลักเกณฑ์เงินดาวน์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งบังคับใช้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับผู้ที่กำลังเก็บเงินซื้อบ้านในตอนนี้ด้วย

อ่านหัวข้อที่คุณสนใจ

  • เงินดาวน์คืออะไร
  • หลักเกณฑ์เงินดาวน์ขั้นต่ำ
  • ได้เงินดาวน์คืนหรือไม่หากกู้ไม่ผ่าน

เงินดาวน์คืออะไร

เงินดาวน์ (ภาษาอังกฤษคือ Down Payment) เป็นเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับผู้ขายเมื่อต้องการผ่อนชำระทรัพย์สินมูลค่าสูง โดยผู้ซื้อจะจ่ายเงินดาวน์มากกว่าหรือเท่ากับจำนวนเงินที่ผู้ขายกำหนดไว้ก็ได้ และยิ่งจ่ายดาวน์เยอะขึ้น จำนวนเงินที่จะต้องกู้ก็ยิ่งลดลง โดยเงินก้อนนี้มักจะถูกใช้ในการซื้อขายสินทรัพย์ 2 กลุ่ม ดังนี้

เงินดาวน์รถ

เงินดาวน์รถคือ เงินก้อนที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับผู้จำหน่ายรถยนต์เมื่อขอผ่อนชำระกับธนาคารหรือผ่อนกับผู้จำหน่ายเอง แต่ผู้ซื้อต้องจ่ายดาวน์ก้อนเดียวเมื่อรับรถเท่านั้น ไม่สามารถผ่อนดาวน์ได้แบบการผ่อนดาวน์บ้าน และอาจมี VAT เงินดาวน์ที่ต้องเสียเพิ่มในกรณีที่ผู้ขายมีส่วนลดให้กับผู้ซื้อด้วย

เงินดาวน์บ้าน

เงินดาวน์บ้านคือ เงินก้อนที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้กับโครงการเมื่อขอกู้บ้านหรือคอนโดกับธนาคาร หากบ้านที่ต้องการซื้อยังไม่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ ก็สามารถขอผ่อนดาวน์บ้านได้ด้วย โดยขึ้นอยู่กับการตกลงกับผู้ขาย และเงินดาวน์บ้านก็คือสิ่งที่จะมาพูดถึงรายละเอียดกัน

หลักเกณฑ์เงินดาวน์ขั้นต่ำ

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้บังคับใช้หลักเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยฉบับใหม่ โดยกำหนดเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV หรือ Loan to Value) ของการกู้ซื้อบ้านและคอนโดทั้งมือหนึ่งและมือสอง โดยมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

ที่อยู่อาศัยราคา < 10 ล้านบาท

จำนวนสัญญาที่ยังผ่อนอยู่ การวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ สัญญาที่ 1 กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน และกู้เพิ่มได้ 10% สำหรับซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน หรือสิ่งจำเป็นอื่นในการเข้าอยู่อาศัย สัญญาที่ 2 10% หากผ่อนสัญญาที่ 1 ≥ 2 ปี และ 20% หากผ่อนสัญญาที่ 1 < 2 ปี (เดิมกำหนดระยะเวลา 3 ปี) สัญญาที่ 3 ขึ้นไป 30%

ที่อยู่อาศัยราคา ≥ 10 ล้านบาท

จำนวนสัญญาที่ยังผ่อนอยู่ การวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ สัญญาที่ 1 10% (เดิมวางดาวน์ขั้นต่ำ 20%) สัญญาที่ 2 20% สัญญาที่ 3 ขึ้นไป 30%

ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับมาตรการ LTV เพื่อช่วยให้ประชาชนกู้บ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงได้ง่ายขึ้น โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1. ส่งเสริมให้ประชาชนเป็นเจ้าของบ้านหลังแรกได้ง่ายขึ้นและช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเข้าอยู่อาศัย โดยในการกู้ซื้อบ้านหลังแรกที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท แม้ว่ายังคงเพดาน LTV 100% สำหรับสินเชื่อบ้าน

แต่ผู้กู้สามารถกู้เพิ่มได้อีก 10% ของมูลค่าหลักประกัน สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเข้าอยู่อาศัยจริง เช่น การตกแต่งบ้าน การซ่อมแซมหรือต่อเติม ซึ่งหนี้ส่วนนี้เมื่อกลายเป็นหนี้ที่มีบ้านเป็นหลักประกันจะมีดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการกู้แบบไม่มีหลักประกัน

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ดังนี้

  • กรณีซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูงที่มีราคาซื้อขาย 1 ล้านบาท เดิมผู้กู้จะมีโอกาสได้รับวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 900,000 บาท แต่เกณฑ์ใหม่จะทำให้ได้รับวงเงินสินเชื่อสูงสุดได้ถึง 1,100,000 บาท
  • กรณีซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีราคาซื้อขาย 1 ล้านบาท เดิมผู้กู้จะมีโอกาสได้รับวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 950,000 บาท แต่เกณฑ์ใหม่จะทำให้ได้รับวงเงินสินเชื่อสูงสุด 1,100,000 บาท

นอกจากนี้ กำหนดให้วางเงินดาวน์น้อยลงจาก 20% เป็น 10% สำหรับการกู้ซื้อบ้านหลังแรกที่มีราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป

2. ผู้ที่จำเป็นต้องมีบ้าน 2 หลังที่มีวินัยในการผ่อนชำระหนี้สัญญาที่ 1 มาแล้วพอสมควร ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ขณะที่ยังคงส่งเสริมให้มีการออมก่อนกู้ โดยผ่อนเกณฑ์ให้การกู้ซื้อบ้านสัญญาที่ 2 ที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ต้องมีเงินดาวน์ 10% หากผ่อนชำระสัญญาที่ 1 มาแล้วอย่างน้อย 2 ปี (จากเดิมกำหนด 3 ปี)

อย่างไรก็ตาม ทาง ธปท. ยังไม่ยกเลิกเพดาน LTV สำหรับการกู้ซื้อบ้านสัญญาที่ 2 เพราะจากข้อมูลพบว่ามากกว่าครึ่งของผู้กู้ซื้ออาคารชุด 2 หลังพร้อมกันมีระยะห่างระหว่างการกู้สัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2 ไม่ถึง 1 ปี สะท้อนว่าเป็นการกู้เพื่อเก็งกำไรมากกว่าเพื่ออยู่อาศัยจริง

การเตรียมเงินดาวน์ซื้อบ้านหรือคอนโด

การเตรียมเงินดาวน์

บ้านหรือคอนโดพร้อมอยู่

สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือหนึ่งหรือมือสอง ผู้ซื้อจำเป็นต้องเตรียมเงินดาวน์ไว้เต็มจำนวนตามที่โครงการหรือธนาคารแจ้งให้ทราบ และต้องจ่ายทันทีก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อจึงต้องเตรียมเงินก้อนใหญ่ให้พร้อมก่อนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยนั้นได้

บ้านหรือคอนโดที่กำลังก่อสร้าง

สำหรับการซื้อบ้านและคอนโดที่ยังสร้างไม่เสร็จ ผู้ซื้อจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่อยู่อาศัยกับผู้ขาย และโครงการส่วนใหญ่ก็มักจะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถผ่อนดาวน์บ้านหรือคอนโดได้ตามระยะเวลาที่ตกลงไว้ ทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องเตรียมเงินก้อนใหญ่เพื่อจ่ายดาวน์บ้าน และยังถือเป็นการซ้อมผ่อนบ้านไปในตัวอีกด้วย

ข้อควรระวังในการเตรียมเงินดาวน์

ผู้ที่คิดจะซื้อบ้านต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การกู้บ้านและคอนโดจะได้รับวงเงินอนุมัติไม่เต็มราคาบ้านที่ต้องจ่าย โดยมักจะอยู่ที่ 80-90% ของราคาบ้าน

ดังนั้น ก่อนซื้อบ้านควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 10-20% เพื่อใช้ชำระส่วนต่างของวงเงินที่อนุมัติมาไม่เต็ม แต่ธนาคารก็สามารถเรียกเงินดาวน์ได้มากกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับประวัติทางการเงินและรายได้ของผู้กู้เอง อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินดาวน์ไม่พร้อมต้องทำอย่างไร

ได้เงินดาวน์คืนหรือไม่หากกู้ไม่ผ่าน

ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายดาวน์ก้อนเดียวหรือผ่อนชำระเงินดาวน์ในระหว่างการก่อสร้าง เมื่อยื่นเอกสารให้ธนาคารพิจารณาแล้วกลับขอกู้ไม่ผ่าน ผู้กู้ก็สามารถขอคืนเงินดาวน์ทั้งหมดจากโครงการได้ตามกฎหมาย

แต่ทั้งนี้ผู้กู้จะได้รับเงินทำสัญญาและเงินจอง (ถ้ามี) คืนด้วยหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของโครงการ เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ต้องสูญเงินดังกล่าว ก่อนที่จะจอง ทำสัญญา และจ่ายเงินดาวน์ ขอแนะนำให้ยื่นขอ Pre-approve กับธนาคารต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบในเบื้องต้นว่ามีโอกาสได้รับอนุมัติเงินกู้หรือไม่ และจะได้วงเงินกู้เท่าไร

สุดท้ายนี้ การพยายามซื้อบ้านหรือคอนโดโดยที่เงินดาวน์ยังไม่พร้อมอาจเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ผู้กู้ขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ง่าย ๆ แม้ว่าธนาคารจะอนุมัติวงเงินกู้เต็มราคาบ้าน แต่ผู้กู้ก็ต้องมีเงินดาวน์สำรองเผื่อไว้ก่อนด้วย นั่นก็เพื่อใช้ชำระค่าใช้จ่ายในวันโอน หรือใช้ตกแต่งต่อเติมบ้านก่อนเข้าอยู่ และที่สำคัญยังช่วยลดวงเงินกู้และดอกเบี้ยที่ต้องเสีย ซึ่งจะช่วยให้ผู้กู้ผ่อนง่ายสบายกว่าเดิมในระยะยาว อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเตรียมตัวกู้ซื้อบ้าน 7 ขั้นตอนพื้นฐานที่คุณต้องรู้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...