เชิดชู 10 สตรีไทยผู้สรรค์สร้าง ผู้หญิงคุณภาพ ทุ่มเทเพื่อสังคม
เชิดชู 10 สตรีไทยผู้สรรค์สร้าง ผู้หญิงคุณภาพ ทุ่มเทเพื่อสังคม
เพื่อเป็นการเชิดชูสตรีไทยผู้สรรค์สร้าง คุณประโยชน์และสิ่งดีงามให้แก่สังคม อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างในการสร้างคุณค่า และพัฒนาบทบาทสตรีในสังคมไทย ‘สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส.ไทย)’ จึงได้จัดงาน‘ชื่นชมสตรีไทยผู้สรรค์สร้าง’ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อยกย่องสตรีไทยจำนวน 10 ท่าน ที่ทำหน้าที่สรรค์สร้างผลงาน ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อสังคม สตรี เด็ก ผู้ด้อยโอกาส และบุคคลต่าง ๆ ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ อดทน และเสียสละ
‘คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์’ นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย กล่าวว่า เพศหญิงและชาย มีคำนิยามว่า ‘เพศตรงข้าม’ แต่ในทางกลับกัน ส่วนตัวมองว่าเป็นเพศที่‘แตกต่าง’ ที่สามารถเสริมสร้างประโยชน์ซึ่งกันและกัน ทั้งต่อครอบครัว และสังคม เราสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีระหว่างสองเพศได้ เนื่องจากสังคมนี้เป็นสังคมที่ต้องร่วมกันสร้าง ร่วมกันพัฒนา และร่วมกันปรึกษาหารือแก้ไขทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
สมาคมฯ เกิดขึ้นจากกลุ่มสตรีที่ไปร่วมประชุมครั้งที่ 4 ของโลกที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 2538 เป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นในหัวใจ ซึ่งก่อนประชุมรู้สึกถึงความไม่เสมอภาคระหว่างชายหญิง แต่ไม่เคยคิดว่าความต่างของเพศสภาพจะเป็นปัญหาต่อสังคม หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น ได้รับฟังรายงานระหว่างประชุมจากประเทศต่าง ๆ ถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับสตรี และเด็ก ได้เกิดความตระหนักรู้ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมว่าถ้าหากหญิงชายสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองตามศักยภาพ สังคมคงจะดีขึ้นกว่านี้
เป็นเวลากว่า 27 ปี ที่สมาคมได้ก่อตั้งขึ้น เราได้เห็นอุปสรรคมากมายต่อการพัฒนาบทบาท และศักยภาพของสตรี ในทางตัวอักษรนั้น เรื่องดังกล่าวได้ถูกกำจัดลงไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังหลงเหลือตะกอนในจิตใจมนุษย์ที่ยังคงอคติ มีความเกลียดชังต่อสตรี ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคอยู่ ดังนั้นสิ่งใดที่เราทำให้สังคมดีขึ้น เราพร้อมจะทำ เราได้กวาดสายตามองสังคมและพบว่ามีกลุ่มสตรีเป็นจำนวนมากที่ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ของตนเองตามความสามารถ ด้วยความกล้าหาญ ความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ เพื่อสรรค์สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
“ความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย จะเป็นสิ่งที่จะสร้างให้สังคมเกิดความเป็นธรรม และเป็นสังคมที่มีคุณภาพ ขอให้โกาสนี้เป็นโอกาสที่เราช่วยกันคิด และหากมีโอกาสก็อยากให้ร่วมกันสร้างสังคมที่ดีเพื่อลูกหลาน” คุณหญิงทิพาวดี กล่าว
ในครั้งนี้มีสตรีผู้ที่ได้รับรางวัล‘สตรีไทยผู้สรรค์สร้าง’ จำนวน 10 ท่าน ได้แก่
1. รศ.ดร.สายสุรี จุติกุล ด้านส่งเสริมสิทธิสตรี และสิทธิเด็ก
2. ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์ ด้านส่งเสริมหัตถกรรมและผ้าไทย
3. ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล ด้านส่งเสริมภาษาไทย
4. ศ.พญ.ชนิกา ตู้จินดา ด้านส่งเสริมสุขภาพเด็ก
5. ภิกษุณีธัมมนันทา (รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) ด้านส่งเสริมพระพุทธศาสนาสำหรับสตรี
6. รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ด้านส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย และส่งเสริมคุณธรรมเด็ก และเยาวชนให้โตไปไม่โกง
7. นางผาณิต พูนศิริวงศ์ ด้านส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ และสื่อเพื่อคุณภาพสังคม
8. นางสายสัมพันธ์ สุวรรณประทีป ฮิลตัน ด้านส่งเสริมสถานภาพคนไทยในต่างแดน
9. ผศ.สุนี ไชยรส ด้านส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสิทธิเด็ก
10. นางอโนชา ชีวิตโสภณ ด้านกฏหมายส่งเสริมความยุติธรรมเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว
ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล สตรีผู้สรรค์สร้างด้านส่งเสริมภาษาไทย ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย และมีหน้าที่เป็นวิทยากรในการจัดอบรมครูภาษาไทยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องภาษา และวรรณคดีไทย ฝากผลงานเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือการจัดรายการ ‘ภาษาไทยวันละคำ’ โดยจะมีการหยิบยกคำในภาษาไทยที่มักใช้ผิดพลาดมาอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
ศ.ดร.กาญจนา กล่าวว่า “ภาษาเป็นสมบัติของเรา เราเป็นคนได้เพราะมีภาษา เราเป็นคนไทยก็ต้องใช้ภาษาไทยเพื่อสื่อสารกัน ปัจจุบันมีการใช้ภาษาไทยผิดอยู่มาก ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ใช้ไม่เข้าใจว่า ภาษาคือตัวตนของเรา ถ้าใช้ภาษาที่ดี ก็จะทำให้ผู้อื่นเห็นว่าเราเป็นคนดี คนน่ารัก หากเราใช้คำหยาบคาย ผู้คนก็ไม่ชอบ การใช้ภาษาดีจะทำให้สังคมน่าอยู่” ศ.ดร.กาญจนากล่าว
ด้านผศ.สุนี ไชยรส สตรีผู้สรรค์สร้าง ด้านส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสิทธิเด็ก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต อีกทั้งยังเป็นประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 450 องค์กร ผู้ประสานงานร่วมขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove) รองประธานมูลนิธิ 14 ตุลา และรองประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย
ผศ.สุนี กล่าวว่า “เราตื่นตัวมาจากสถานการณ์ที่พบในชีวิตจริง และเจอปัญหาสิทธิสตรีตั้งแต่เรื่องส่วนตัว ในครอบครัว ไปจนถึงปัญหาเมียเช่า ทำให้สนใจเรื่องการเมือง เลยต้องการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ จะได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ชาวบ้าน”
ซึ่งหลังจากที่เธอเข้าศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอได้ก่อตั้ง ‘กลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์’ในปี พ.ศ. 2514 เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมสิทธิสตรี ได้ร่วมกับกรรมกรหญิงเพื่อขอขึ้นค่าแรงจากวันละ 10 บาทต่อ 10 ชั่วโมง ให้ขยับขึ้นเป็น 20 บาทต่อวัน
“การที่ผู้หญิงลุกขึ้นสู้ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การต่อสู้ของกรรมกรเป็นเรื่องของทุกคน เพื่อค่าแรงขึ้น ไม่ได้ขึ้นเพียงแค่แรงงานหญิง แต่เป็นค่าแรงของกรรมกรทุกคนในประเทศ” เธอกล่าว
นอกจากนั้น เธอยังต่อสู้เพื่อเด็กเล็กอายุ 0-6 ขวบ โดยผลักดันให้สังคมและรัฐบาลตระหนักได้ว่า การดูแลเด็กควรเป็นหน้าที่ของครอบครัว สังคม และรัฐบาล สิทธิเด็กควรได้รับการคุ้มครองดูแล ทั้งด้านจิตใจ อารมณ์และความปลอดภัยอย่างเสมอภาค
“ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า จะยังคงเดินหน้าต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมสำหรับเด็กเล็กต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กไทยทุกคน”
เป็นเหล่าสตรีไทยที่ทุ่มเททั้งกาย ใจ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม และสร้างการตระหนักรู้ถึงความเสมอภาคทางเพศ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อผู้หญิงเท่านั้น แต่เพื่อทุกคนในสังคม