โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เชิญร่ำสุรา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 ส.ค. 2566 เวลา 13.35 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2566 เวลา 13.35 น. • rosepublishing
นิยายที่คนอ่านรอคอยอันดับหนึ่งของโรสประจำปี 2022 มียอดเข้าชมในเว็บจิ้นเจียงถึง 16,948,689,920 วิว แปลไปแล้วถึง 2 ภาษาและขายลิขสิทธิ์ไปสร้างซีรีส์เป็นที่เรียบร้อย!

ข้อมูลเบื้องต้น

เชิญร่ำสุรา 將進酒

ถังจิ่วชิง 唐酒卿 เขียน

กอหญ้า แปล

เสิ่นเจ๋อชวน ผู้รอดชีวิตจากการถูกฝังเป็นในหลุมยุบฉาสือ
ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏจนต้องโทษ
แม้เขาจะปฏิเสธว่าบิดาของเขาไม่ได้กระทำความผิด แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อเขา

เพราะการเกิดมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเสิ่นเว่ย
ทำให้เสิ่นเจ๋อชวนจำต้องรับโทษทัณฑ์อย่างมิอาจหลีกหนี

แต่เสิ่นเจ๋อชวนผู้นี้ไม่ขอยอมแพ้!
เขาจะตายที่นี่ไม่ได้ จะยอมแพ้เพียงแค่นี้ไม่ได้เด็ดขาด!
ด้วยเหตุนี้ เรื่องราววุ่นวายในราชสำนักและเกมการเมืองสุดเข้มข้นจึงเริ่มต้นขึ้น!

จงปั๋วหกโจวถูกประเคนยกให้แก่ศัตรูต่างแคว้น เสิ่นเจ๋อชวนถูกคุมตัวมายังเมืองหลวง ถูกประณามหยามเหยียดจากทุกคน เมื่อเซียวฉือเหย่ได้ข่าว ก็มิร้องขอให้ผู้ใดลงมือแทน เขาหมายมั่นจะเตะเสิ่นเจ๋อชวนให้พิการด้วยตนเอง แต่ใครจะรู้เล่าว่า เจ้าคนอ่อนแอขี้โรคนี่จะแว้งกัดเขาเสียจนเลือดสาด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความแค้น ระหว่างชายหนุ่มทั้งสองที่จำต้องฉีกทึ้งกันทุกครายามเผชิญหน้ากัน

“ห้าปีก่อนข้าเคยถีบเจ้าหนึ่งที แค้นหรือไม่”
เสิ่นเจ๋อชวนตอบ “หากข้าตอบว่าแค้น มิใช่เป็นการเอาแต่คิดถึงเจ้าหรือ ไม่แค้นหรอก ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว”
เซียวฉือเหย่วางท่า “เช่นนั้นก็น่าเสียดาย หากเจ้าแค้นข้า วันนี้ย่อมได้ล้างแค้น”
เซียวฉือเหย่พูดเสริมอีกประโยคอย่างเชื่องช้า “…ถ้าเจ้าทำได้นะ”

ภ า ค ต้ น เดิมตัวข้าเป็นผู้ถูกผลักไส บทที่ 1 ลมหนาว

“เจี้ยนซิงอ๋องเสิ่นเว่ย พ่ายศึกที่แม่น้ำฉาสือในตงเป่ย[1]แนวป้องกันตุนโจว[2]ถูกข้าศึกยึดครอง ทหารสามหมื่นถูกฝังเป็นในหลุมยุบฉาสือ เจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ไฉนจึงมีเพียงเจ้าที่รอดชีวิต”

เสิ่นเจ๋อชวนแววตาเลื่อนลอย มิได้ตอบคำใด

ผู้สอบสวนตบโต๊ะอย่างแรง โน้มตัวเข้ามาด้วยสายตามาดร้าย“เพราะเสิ่นเว่ยสมคบกับพวกเปียนซาสิบสองเผ่า[3]ตั้งแต่แรกแล้ว จึงมีใจยกจงปั๋วหกโจว[4]ให้ข้าศึก พวกเจ้าคิดจะประสานในนอกตีนครหลวงชวี่ตูให้แตก ดังนั้นทหารม้าเปียนซาจึงไม่สังหารเจ้าใช่หรือไม่”

เสิ่นเจ๋อชวนขยับริมฝีปากที่แห้งแตกเป็นขุย ฟังคำพูดของผู้สอบสวนด้วยความเหน็ดเหนื่อย ลำคอขยับช้า ๆ ขณะตอบอย่างยากลำบาก “ไม่…ไม่ใช่”

ผู้สอบสวนตวาดเสียงเฉียบ “เสิ่นเว่ยฆ่าตัวตายด้วยกลัวความผิดหลักฐานที่เขาสมคบข้าศึก องครักษ์เสื้อแพร[5]มอบให้ฝ่าบาทหมดแล้ว เจ้ายังจะกล้าปากแข็งอีก ช่างดื้อรั้นไม่รู้ผิดชอบโดยแท้!”

เสิ่นเจ๋อชวนหัวสมองหนักอึ้งมึนงง ไม่รู้นานเพียงใดแล้วที่เขามิได้หลับตาลง เขาเหมือนถูกด้ายเส้นหนึ่งแขวนห้อยอยู่กลางอากาศสูงเป็นหมื่นจั้ง[6]แค่ประมาทแม้เพียงเล็กน้อยและคลายมือ ก็จะร่วงตกลงมาร่างกายแหลกลาญ

ผู้สอบสวนกางหนังสือสารภาพ กวาดตามองเล็กน้อยก่อนถาม“เมื่อคืนเจ้าบอกว่าที่เจ้ารอดชีวิตออกมาจากหลุมยุบฉาสือได้ เพราะพี่ชายเจ้าช่วยเจ้าไว้ใช่หรือไม่”

เบื้องหน้าของเสิ่นเจ๋อชวนปรากฏภาพเหตุการณ์ในวันนั้นอย่างเลือนราง หลุมลึกถึงเพียงนั้น ทหารนับไม่ถ้วนเบียดอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ว่าทำอย่างไรก็มิอาจปีนออกไปได้ ศพที่ถูกเหยียบหนาขึ้นทุกที ทว่าจนแล้วจนรอดก็เอื้อมไปไม่ถึงปากหลุม ทหารม้าเปียนซาล้อมอยู่รอบหลุมยุบลมหนาวยามค่ำคืนเจือเสียงลูกธนูที่พุ่งฝ่าอากาศ โลหิตไหลผ่านน่องขาเสียงร้องโหยหวนและเสียงหอบหายใจดังชิดริมหู

เสิ่นเจ๋อชวนลมหายใจถี่กระชั้น เริ่มตัวสั่นอยู่บนเก้าอี้ เขาดึงทึ้งผมอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แผดเสียงครางออกมาอย่างยากระงับ

“เจ้าโกหก” ผู้สอบสวนหยิบคำสารภาพขึ้นมาและใช้มันตบตัวเสิ่นเจ๋อชวน “พี่ชายเจ้าคือเสิ่นโจวจี้ บุตรชายสายตรงคนโตของเจี้ยนซิงอ๋องก่อนหน้านี้เขาทิ้งทหารสามหมื่นไว้ที่หลุมยุบฉาสือ จากนั้นพาทหารใกล้ชิดหลบหนีไปคนเดียว แต่กลับถูกทหารม้าเปียนซาคล้องด้วยเชือกและใช้ม้าลากไปบนทางหลวงริมแม่น้ำฉาสือจนตาย ตอนพวกเปียนซาสิบสองเผ่าฝังเป็นเหล่าทหาร เขาตายไปแล้ว ไม่มีทางช่วยเจ้าได้”

เสิ่นเจ๋อชวนหัวสมองมึนงง เสียงของผู้สอบสวนเหมือนอยู่ไกลสุดขอบฟ้า ข้างหูเขามีเพียงเสียงร้องไห้และเสียงตะโกนไม่สิ้นสุด

ทางออกอยู่ที่ใด กองหนุนอยู่ที่ใด

คนตายเบียดเสียดกัน เนื้อเน่าเหม็นโฉ่กดทับอยู่บนมือ พี่จี้มู่บังศีรษะเขาไว้ เขาหมอบอยู่บนกองเลือดและซากศพ ฟังเสียงหอบหายใจกระชั้นของพี่ชาย เสียงร้องไห้ถูกเปล่งออกมาจากลำคอด้วยความสิ้นหวังเหลือเกิน

‘พี่มีสามเศียรหกกร’ จี้มู่เค้นรอยยิ้มอย่างยากลำบาก ทว่าน้ำตากลับไหลอาบหน้า พูดต่อด้วยเสียงสะอื้น ‘พี่แข็งแรงประหนึ่งผนังทองแดงกำแพงเหล็ก! อดทนหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว อดทนจนผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ทหารกองหนุนก็จะมาถึง ถึงเวลาพี่จะกลับบ้านพร้อมเจ้า ไปรับท่านพ่อท่านแม่ พี่ยังต้องไปหาพี่สะใภ้ของเจ้า…’

ผู้สอบสวนตบโต๊ะดังโครม ตวาดว่า “ตอบมาตามตรง!”

เสิ่นเจ๋อชวนดิ้นรนจะลุกขึ้น เขาเหมือนต้องการดิ้นให้หลุดจากพันธนาการที่มองไม่เห็น แต่กลับถูกองครักษ์เสื้อแพรที่กรูเข้ามากดลงบนโต๊ะ

“เจ้าเข้ามาในคุกหลวง[7]ของพวกเรา ข้าเห็นว่าเจ้าอายุยังน้อย ดังนั้นจึงไม่ได้ลงทัณฑ์สถานหนัก แต่ในเมื่อเจ้าไม่รู้ดีชั่วเช่นนี้ อย่าหาว่าพวกเราใจไม้ไส้ระกำก็แล้วกัน เด็ก ๆ ลงทัณฑ์!”

สองแขนของเสิ่นเจ๋อชวนถูกคล้องด้วยเชือก จากนั้นเขาก็ถูกลากตัวไปยังพื้นที่ว่างกลางห้องโถง ม้านั่งยาววางกระแทกลงมา สองเท้าของเขาถูกมัดกับม้านั่ง บุรุษรูปร่างกำยำด้านข้างถือไม้พลองลงทัณฑ์กะเกณฑ์น้ำหนัก จากนั้นก็หวดไม้ลงมา

“ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง” ผู้สอบสวนเกลี่ยฟองชา จิบน้ำชาอย่างใจเย็นหลายอึกก่อนพูด “เสิ่นเว่ยสมคบข้าศึกทรยศแผ่นดิน ใช่หรือไม่”

เสิ่นเจ๋อชวนไม่ยอมรับ ยังคงร้องตะโกนต่อไปท่ามกลางการลงทัณฑ์“ไม่ ไม่ใช่!”

ผู้สอบสวนวางถ้วยชา “หากเจ้าเอาความดึงดันนี้ไปใช้ในสนามรบวันนี้พวกเจ้าสกุลเสิ่นคงไม่ต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ โบยต่อไป!”

เสิ่นเจ๋อชวนเริ่มทนไม่ไหว ก้มหน้าพูดเสียงแหบ “เสิ่นเว่ยไม่ได้สมคบข้าศึก…”

“ศึกที่แม่น้ำฉาสือพ่ายแพ้ก็เพราะเสิ่นเว่ยรับมือข้าศึกอย่างประมาทหลังพ่ายศึกที่แม่น้ำฉาสือ ตุนโจวยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ แต่เขากลับถอยทัพโดยไร้สาเหตุทั้งที่กำลังพลของสองฝ่ายแตกต่างกันมาก ตวนโจวสามเมืองถูกข้าศึกยึดครองเพราะเหตุนี้ ประชาชนหลายหมื่นในเมืองต้องตายอยู่ใต้ดาบโค้งของพวกเปียนซา” ผู้สอบสวนพูดถึงตรงนี้และถอนหายใจยาว เอ่ยอย่างเคียดแค้น “จงปั๋วหกโจวโลหิตไหลนองเป็นสายน้ำ เสิ่นเว่ยนำกำลังถอยลงใต้ สงครามที่เติงโจวนับว่าประหลาดที่สุดทหารรักษาการณ์ชื่อจวิ้น[8]ในมณฑลฉี่ตงอุตส่าห์เดินทัพข้ามหอประตูเทียนเฟยมาช่วยแล้ว แต่เขากลับละทิ้งโอกาสในการใช้กลยุทธ์ตีกระหนาบโยกย้ายทหารม้าหลายพันไปคุ้มกันครอบครัวที่จะเดินทางไปเมืองตันเฉิงทำให้แนวป้องกันเติงโจวถูกทำลาย…เช่นนี้ไม่เรียกว่าจงใจหรือ หากไม่เพราะทหารม้าเหล็กหลีเป่ยเร่งเดินทางข้ามแม่น้ำปิงเหอเป็นเวลาสามวันสามคืนทหารม้าเปียนซาคงมาจ่ออยู่หน้าประตูเมืองชวี่ตูแล้ว!”

เสิ่นเจ๋อชวนสติสัมปชัญญะเลือนราง เหงื่อเย็นแตกพลั่ก ผู้สอบสวนขว้างคำให้การออกมาอย่างเหยียดหยัน กระแทกใส่ศีรษะด้านหลังของเขา

“ยอมเป็นสุนัขตัวหนึ่งก็ไม่ยินดีเป็นขุนนางจงปั๋ว ครานี้เสิ่นเว่ยกลายเป็นคนบาปของแผ่นดินต้าโจวไปแล้ว เจ้ายังไม่ยอมรับอีกรึ เจ้าได้แต่ต้องยอมรับเท่านั้น!”

เสิ่นเจ๋อชวนเจ็บจนชาไปครึ่งตัว เขาหมอบอยู่บนม้านั่งยาว มองคำให้การตรงหน้า รอยหมึกด้านบนชัดเจน แต่ละตัวอักษรเหมือนแส้ที่หวดลงบนใบหน้าเขา สร้างความอัปยศอดสู ประกาศให้คนทั่วหล้ารู้ว่า

เสิ่นเว่ยขายชาติ ต่ำช้ายิ่งกว่าสุนัขตัวหนึ่ง

พวกเขาทำให้จงปั๋วหกโจวเต็มไปด้วยซากศพ จวบจนบัดนี้ศพที่ถูกฝังอยู่ในหลุมยุบฉาสือยังไม่มีคนไปเก็บ เพราะเมืองต่าง ๆ ในตุนโจวถูกกวาดล้างสังหารจนไม่เหลือแล้ว

เสิ่นเว่ยเผาตัวเองตาย ทว่าหนี้ที่เต็มไปด้วยโลหิตนี้กลับต้องให้คนที่มีชีวิตอยู่แบกรับ เสิ่นเว่ยมีภรรยาและอนุมากมาย มีบุตรชายจำนวนมากแต่ตอนที่ทหารม้าเปียนซาบุกยึดตุนโจว พวกเขาเหล่านั้นตายหมดแล้วเหลือเพียงเสิ่นเจ๋อชวนผู้มีชาติกำเนิดต่ำต้อยและถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวนที่เคราะห์ดีรอดชีวิตมาได้

เสิ่นเจ๋อชวนถูกลากตัวกลับไป เลือดไหลลงมาตามส้นเท้าจนทิ้งคราบไว้เป็นทาง เขาหันหน้าเข้าหาผนังห้อง มองหน้าต่างเล็กแคบบานนั้น ลมหนาวพัดหวีดหวิว หิมะตกหนัก ราตรีมืดทะมึนไร้จุดสิ้นสุด

สติรับรู้ของเขาพร่าเลือน ท่ามกลางเสียงลม เขาเหมือนกลับไปอยู่ในหลุมยุบอีกครั้ง

จี้มู่ไม่ไหวแล้ว เขาหายใจอย่างยากลำบาก โลหิตไหลไปตามชุดเกราะและหยดลงบนหลังคอเสิ่นเจ๋อชวน ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ เสียงโหยไห้รอบด้านหายไป เหลือเพียงเสียงครางอย่างเจ็บปวดยากจะทานทนตลอดจนเสียงลมหนาวหวีดร้องคำราม

เสิ่นเจ๋อชวนเผชิญหน้ากับคนตายที่ใบหน้าเละเทะ ขาถูกทับอยู่ใต้ร่างของใครบางคนที่หนักอึ้ง โล่บาดเอวและท้องของเขา หอบหายใจแต่ละทีมีแต่กลิ่นคาวเลือดเข้มข้น เขากัดฟันหลั่งน้ำตา แต่กลับมิอาจเปล่งเสียงออกมาได้ เขาจ้องมองใบหน้าที่ถูกเหยียบย่ำจนเละอย่างอ่อนล้าแต่กลับแยกแยะไม่ได้ว่านี่เป็นทหารที่เคยพบเจอหรือเปล่า

“พี่ชาย” เสิ่นเจ๋อชวนสะอื้นเสียงเบา “ข้า ข้ากลัวเหลือเกิน…”

ลำคอของจี้มู่ขยับทีหนึ่ง ใช้ฝ่ามือลูบศีรษะเสิ่นเจ๋อชวนเบา ๆ“ไม่เป็นไร…ไม่เป็นไร”

เสิ่นเจ๋อชวนได้ยินทหารที่กำลังจะตายเปล่งเสียงร้องเพลง เสียงเพลงถูกลมแรงฉีกทึ้ง ล่องลอยอยู่ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บอย่างกระท่อนกระแท่น

“ทำศึกทางใต้…ตายนอกเมืองทางเหนือ…ศพไร้ที่ฝัง…เป็นอาหารเหยี่ยวกา[9]”

“พี่ชาย” เสิ่นเจ๋อชวนพูดเสียงแผ่วอยู่ใต้ร่างเขา “ข้าจะแบกท่านออกไป…พี่ชาย”

ร่างกายของจี้มู่เหมือนโล่ที่บิดเบี้ยวอันหนึ่ง เขายิ้มตอบเสียงแหบ“พี่เดินไหว”

“ท่านถูกลูกธนูยิงหรือ”

“เปล่า” น้ำตาของจี้มู่แห้งเหือด เขาพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย“…พวกหัวโล้นเปียนซายิงธนูไม่แม่น”

นิ้วมือของเสิ่นเจ๋อชวนแช่อยู่ท่ามกลางเลือดเนื้อ เขาพยายามเช็ดหน้าและพูดต่อ “อาจารย์หญิงห่อเกี๊ยวไว้ รอข้ากับท่านกลับไปเมื่อไร พวกเราจะกินหลาย ๆ ชามเลย”

จี้มู่ถอนหายใจ “…พี่กินช้า เจ้า…อย่าแย่งพี่”

เสิ่นเจ๋อชวนที่อยู่ข้างล่างผงกศีรษะแรง ๆ

หิมะค่อย ๆ ปกคลุมร่างของจี้มู่ ดูเหมือนเขาจะง่วงมาก เสียงเขาแผ่วเบาถึงเพียงนั้น แม้แต่แรงขยับนิ้วมือยังไม่มี เพลงนั้นร้องช้ามากเมื่อถึงท่อนที่ว่า ‘อาชาดีล้วนตายในสมรภูมิ’ จี้มู่ก็หลับตาลง

เสิ่นเจ๋อชวนพูด “ข้าจะ…จะเอาเงินของข้าให้พี่ชาย แต่งภรรยา…

“พี่ชาย

“พี่ชาย”

จี้มู่เงียบสนิท เหมือนฟังเขาพูดจนเบื่อและผล็อยหลับไปอย่างห้ามไม่อยู่

เสิ่นเจ๋อชวนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว เขาลืมไปแล้วว่าทหารม้าเปียนซาจากไปตั้งแต่เมื่อใด ทั้งยังลืมไปแล้วว่าตัวเองคลานออกมาได้อย่างไร ตอนที่เขาใช้แขนยันกายขึ้น ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักมีเพียงความเงียบ ศพมากมายซ้อนทับกันอยู่ใต้หัวเข่า ดูเหมือนกระสอบผ้าป่านที่ถูกทิ้ง

เสิ่นเจ๋อชวนหันกลับไป ก่อนสะอื้นไห้ออกมา

แผ่นหลังของจี้มู่เต็มไปด้วยก้านธนู ดูเหมือนเม่นที่ขดตัวจนตัวงอโลหิตมากมายหยดลงบนหลังของเสิ่นเจ๋อชวน แต่เขากลับไม่รู้สึกแม้แต่น้อย

เสียงเกือกม้าเร่งร้อนไล่ตามมา ดังกึกก้องเหมือนเสียงฟ้าผ่า เสิ่นเจ๋อชวนพลันสะดุ้งและตกใจตื่น

เขาอยากอาเจียน แต่กลับพบว่าข้อมือสองข้างถูกมัดไว้แน่น บนร่างมีกระสอบผ้าป่านที่บรรจุดินกดทับอยู่

กระสอบผ้าป่านหนักขึ้นทุกที กดทับหน้าอกจนเขามิอาจเปล่งเสียงได้นี่คือ ‘กระสอบดินกดทับ’ ที่ถูกใช้บ่อยครั้งในคุก เอาไว้รับรองนักโทษที่ไม่อยากให้รอดชีวิตโดยเฉพาะ วิธีนี้จะไม่ทิ้งบาดแผลใด ๆ ไว้ทั้งสิ้น เมื่อครู่หากเขาไม่ตื่นมา พอฟ้าสาง เขาคงกลายเป็นศพที่เยียบเย็น

มีคนจะฆ่าเขา

[1]ตงเป่ยคือพื้นที่แถบตะวันออกเฉียงเหนือ

[2]โจวเป็นเขตการปกครองในสมัยโบราณของจีน ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย

[3]เปียนซาสิบสองเผ่า หมายถึงชนเผ่าสิบสองเผ่าที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายแถบชายแดน

[4]หกโจว หรือหกเขตในมณฑลจงปั๋ว ได้แก่ ฉือโจว ฉาโจว เติงโจว ตวนโจว ตุนโจว ฝานโจว

[5]องครักษ์เสื้อแพร ทำหน้าที่รวบรวมข่าวกรองทางทหารในสมัยราชวงศ์หมิง คุ้มกันจักรพรรดิ และสืบสวนสอบสวนคดีที่ได้รับมอบหมายจากจักรพรรดิโดยตรง

[6]จั้ง เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน เทียบได้กับระยะประมาณ 3.33 เมตร

[7]คุกหลวงสมัยราชวงศ์หมิงอยู่ภายใต้การดูแลขององครักษ์เสื้อแพร นักโทษในคุกหลวง ส่วนใหญ่จะเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรือเจ้าเมืองต่างๆ คุกหลวงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการไต่สวนคดีและ ลงโทษโดยที่กรมอาญา ศาลยุติธรรม และสำนักตรวจการไม่มีอำนาจก้าวก่าย ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย ทารุณจนชาวบ้านขนานนามว่าเป็น‘นรกบนดิน’ การส่งตัวนักโทษเข้าคุกหลวงต้องมีราชโองการจับกุม จากกษัตริย์เท่านั้น

[8]จวิ้นเป็นเขตปกครองในสมัยโบราณของจีน ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่สมัยสุยถังเป็นต้นมา โจวและจวิ้นใช้แทนกันได้ ชื่อจวิ้นเป็นหนึ่งในเขตปกครองภายใต้มณฑลฉี่ตง ซึ่งประกอบด้วยห้าจวิ้น ได้แก่ ชื่อจวิ้น เช่อจวิ้น เปียนจวิ้น ชางจวิ้น ฉูจวิ้น

[9]ท่อนหนึ่งของบทเพลงจั้นเฉิงหนาน เป็นเพลงพื้นบ้านที่บรรยายถึงความโหดร้ายทารุณของสงคราม ประชาชนเป็นเพียงเครื่องสังเวยของศึกสงครามเท่านั้น

บทที่ 2.1 โบยให้ตาย

ภายในคุกหลวง แสงไฟมืดสลัว เสิ่นเจ๋อชวนมือเท้าเย็น เริ่มหายใจไม่ออก เชือกตรงข้อมือรัดแน่น เขาถูข้อมือสองข้างไม่หยุด แต่ก็ไม่ช่วยอะไร

กระสอบดินกดทับอยู่บนหน้าอก เขารู้สึกเหมือนถูกโยนลงไปในบ่อน้ำลึก ข้างหูดังอื้ออึง ลมหายใจสับสน เหมือนคนจมน้ำที่มิอาจหายใจต่อไปได้

เสิ่นเจ๋อชวนกลอกตาจ้องมองแสงไฟนอกรั้วลูกกรง

องครักษ์เสื้อแพรหลายคนกำลังดื่มสุราในห้อง พวกเขาเล่นทายนิ้วมือปรับสุรา[1]พลางร้องตะโกน ไม่มีเวลาหันกลับมามองเขาแม้แต่แวบเดียวเสิ่นเจ๋อชวนถูกกระสอบดินตรึงอยู่บนเสื่อหญ้าหยาบแข็ง ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกประหนึ่งน้ำไหลบ่าที่กลบฝังเขา

ตรงหน้าพร่าเลือนเล็กน้อย เสิ่นเจ๋อชวนยกหัวสูง กัดฟันขยับเท้าสองขาถูกโบยจนชา ยามนี้เมื่อยกขึ้นจึงไม่มีความรู้สึก เขาเหยียบมุมซ้ายของเตียงไม้ ไม้กระดานตรงนั้นถูกแมลงแทะจนผุแล้ว ก่อนหน้านี้หนึ่งวันเขายังนั่งทับจนมันหักไปเล็กน้อย

เขาหายใจลำบากมากขึ้นทุกที

เสิ่นเจ๋อชวนเหยียบตรงมุมนั้น ออกแรงทั้งหมดกระทืบเท้าลงไปทว่าแข้งขาเขาไร้เรี่ยวแรง ขนาดกระทืบเท้ายังไม่มีเสียงแม้แต่น้อย เตียงไม่ขยับเลยสักนิด เหงื่อเย็นหลั่งไหลไม่หยุด เสื้อผ้าด้านหลังเปียกชุ่ม

เขาอยากมีชีวิตรอด

เสิ่นเจ๋อชวนเปล่งเสียงออกมาจากลำคออย่างคลุ้มคลั่ง กัดปลายลิ้นจนเป็นแผล ออกแรงกระทืบไม้กระดานเตียงต่อไป

ศพที่สภาพไม่เหมือนคนของจี้มู่เปรียบดังแส้ที่หวดฟาด กระตุ้นให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อ เหมือนข้างหูเขายังมีเสียงของจี้มู่ดังสะท้อน

เขาต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป!

เสิ่นเจ๋อชวนกระแทกไม้กระดานบนเตียงอย่างแรง ในที่สุดก็ได้ยินเสียงดังเป๊าะ ไม้กระดานถูกกระทืบจนหักไปครึ่งหนึ่ง ร่างกายเขาไถลลงไปข้างล่าง กระสอบดินเลื่อนตกลงไป เขาเหมือนคนที่โผล่พ้นน้ำ ร่วงลงบนพื้นหอบหายใจคำโต

พื้นห้องเย็นเฉียบ ขาที่บาดเจ็บของเสิ่นเจ๋อชวนไม่ฟังคำสั่งอีกเขาใช้ข้อศอกยันกายขึ้น เหงื่อไหลตามสันจมูกและหยดลงมา ภายในคุกอากาศเย็น แต่เขากลับรู้สึกเหมือนร่างกายถูกไฟแผดเผาไปทั้งร่าง ร้อนจนอวัยวะภายในเดือดพล่านไปหมด ในที่สุดก็กลั้นไม่อยู่ ก้มศีรษะลงอาเจียนแห้ง ๆ

เสิ่นเว่ยสมควรตาย

จงปั๋วมีกำลังทหารหนึ่งแสนสองหมื่น แบ่งเป็นหกโจวเพื่อตั้งแนวป้องกันข้าศึก หลังจากพ่ายศึกที่แม่น้ำฉาสือ ทหารม้าเปียนซารุกเข้ามาในแนวป้องกันตุนโจว เป็นเช่นที่ผู้สอบสวนพูด ตอนนั้นยังมีโอกาสกอบกู้สถานการณ์ เสิ่นเว่ยไม่เพียงมีกำลังทหารที่แข็งแกร่ง มีอาชาที่พ่วงพีมีเสบียงอาหารสมบูรณ์ แต่ยังมีทหารรักษาการณ์ของสามเมืองในตวนโจวที่สามารถสั่งการโยกย้ายได้ ทว่าเขากลับสละตวนโจวทิ้งอย่างเหนือคาดหนีกลับจวนอ๋องในตุนโจวอย่างขี้ขลาดตาขาว

การหลบหนีครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความปราชัยของจงปั๋ว ตวนโจวสามเมืองถูกทหารม้าเปียนซากวาดล้างสังหารทั้งหมด ทหารรักษาการณ์เสียขวัญและหนีลงใต้ ทุกคนต่างคิดว่าเสิ่นเว่ยจะต่อสู้ตัดสินเป็นตายกับพวกเปียนซาสิบสองเผ่าที่ตุนโจว ทว่าพอเขาทราบข่าวกลับหนีไปอีกครั้ง

ทหารจงปั๋วพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง ทหารม้าเปียนซาเหมือนดาบเหล็กที่สาดประกายคมกริบเล่มหนึ่ง แทบจะแทงทะลุหกโจวทั้งหมด พวกเขาควบม้าเข้าสู่สมรภูมิโดยไม่สวมชุดเกราะ ใช้ศึกเลี้ยงศึก[2]รุกไล่มาจนถึงบริเวณแปดร้อยหลี่[3]นอกนครหลวงชวี่ตูของอาณาจักรต้าโจว

หากตอนล่าถอยเสิ่นเว่ยเผายุ้งฉางในเมือง ใช้กลยุทธ์ซ่อนเสบียงกำจัดศัตรู[4]ทหารม้าเปียนซาย่อมไม่มีทางรุกล้ำเข้ามาได้ไกลถึงเพียงนี้เพราะพวกเขาไม่มีเสบียงอาหาร ล้วนอาศัยอาหารในเมืองที่ยึดได้เป็นเสบียงของกองทัพ หากเสบียงอาหารภายในเมืองถูกเผาจนสิ้น ต่อให้เป็นทหารม้าเปียนซาที่ห้าวหาญเพียงใดก็ต้องหิวโหย

เมื่อท้องหิวย่อมมิอาจทำศึกต่อได้ พอถึงเวลาทหารม้าเหล็กหลีเป่ยจะข้ามแม่น้ำปิงเหอมา ตัดทางถอยของพวกเปียนซาสิบสองเผ่าจากด้านบนทหารรักษาการณ์ในฉี่ตงจะปิดกั้นทางหนีของเปียนซาสิบสองเผ่าบริเวณหอประตูเทียนเฟย เมื่อเป็นเช่นนี้ ชนเผ่าที่ใช้ดาบโค้งเป็นอาวุธย่อมกลายเป็นตะพาบในโอ่ง[5]มิอาจอดทนจนผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้แน่นอน

ทว่าเสิ่นเว่ยหาได้ทำเช่นนี้ไม่

เขาไม่เพียงไม่ต่อต้าน ยังทิ้งเสบียงอาหารทั้งหมดภายในเมืองไว้ให้ทหารม้าเปียนซา ทหารม้าเปียนซาอาศัยอาหารของชาวต้าโจว กวาดล้างเมืองต่าง ๆ และสังหารชาวต้าโจว ม้าของพวกเขาถูกเสิ่นเว่ยเลี้ยงดูจนอ้วนพี คอยไล่ต้อนชาวบ้านและทหารเชลยที่แม่น้ำฉาสือ ก่อนจะฝังพวกเขาทั้งเป็นภายในคืนเดียว

ทว่าเสิ่นเจ๋อชวนหนีรอดจากความตายมาได้

บัดนี้ชวี่ตูจะสะสางบัญชี คำสั่งโยกย้ายทั้งหมดของเสิ่นเว่ยสมัยยังมีชีวิตอยู่ดูสะเพร่าเป็นพิเศษ เขาเหมือนกำลังประสานในนอกกับพวกเปียนซาสิบสองเผ่าอยู่จริง ๆ กระนั้นเสิ่นเว่ยกลับกลัวความผิดและฆ่าตัวตายไปเสียก่อน เขาเผาตัวเอง รวมถึงเผาทำลายเอกสารทั้งหมด แม้แต่องครักษ์เสื้อแพรที่ปฏิบัติงานว่องไวเฉียบขาด บัดนี้ยังจนปัญญามิอาจหาหลักฐานได้

ในเมื่อองค์เหนือหัวต้องการสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้ง พวกเขาจึงได้แต่สอบปากคำเสิ่นเจ๋อชวนที่อาจจะรู้เรื่องไม่หยุด ทว่ามารดาของเสิ่นเจ๋อชวนเป็นเพียงนางรำในตวนโจว เสิ่นเว่ยมีบุตรชายมากเกินไป เสิ่นเจ๋อชวนเป็นบุตรอนุลำดับที่แปด ไม่ว่าอย่างไรตำแหน่งผู้สืบทอดก็ไม่มีทางตกมาถึงเขา เขาจึงถูกขับออกจากจวนอ๋องในตุนโจวไปอยู่ตวนโจว ใช้ชีวิตตามยถากรรมตั้งนานแล้ว เกรงว่าแม้แต่เสิ่นเว่ยเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีบุตรชายคนนี้อยู่

มีคนจะเอาชีวิตเขา

นี่หาใช่ความลับแต่อย่างใด เขามาชวี่ตูก็เพื่อรับโทษแทนบิดา เขาเป็นทายาทที่เหลืออยู่ของสกุลเสิ่นในจงปั๋ว หนี้บิดาบุตรต้องชดใช้ หลังการสอบสวนในคุกหลวงเสร็จสิ้น ฝ่าบาทจะต้องเอาชีวิตเขาไปเซ่นสังเวยดวงวิญญาณของทหารสามหมื่นนายที่ถูกฝังในสงครามที่แม่น้ำฉาสือแน่นอน

แต่นั่นก็ไม่ควรเป็นการลอบสังหารเช่นนี้

เสิ่นเจ๋อชวนใช้นิ้วโป้งเช็ดมุมปาก เอียงศีรษะไปด้านข้างถ่มน้ำลายปนเลือดออกมา

ถ้าเสิ่นเว่ยสมคบข้าศึกหมายก่อกบฏจริง เช่นนั้นช้าเร็วเสิ่นเจ๋อชวนก็ต้องตายอยู่แล้ว ไยต้องวุ่นวายส่งคนมาลอบสังหารลูกอนุไร้ชื่อไร้แซ่คนหนึ่งอย่างเขาด้วย แสดงว่าในชวี่ตูยังมีคนกังวลเกี่ยวกับผลการสอบสวนอยู่ หากเป็นเช่นนี้ย่อมหมายความว่า การแพ้สงครามครั้งนี้ของเสิ่นเว่ยมีลับลมคมใน

เสิ่นเจ๋อชวนไม่รู้อะไรเลย

ตอนอยู่ตวนโจวเขามีอาจารย์ พี่น้องของเขาคือจี้มู่ บุตรชายคนเดียวของอาจารย์ สำหรับเขาแล้ว เสิ่นเว่ยเป็นเพียงเจี้ยนซิงอ๋อง ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเขา ตกลงแล้วเสิ่นเว่ยสมคบข้าศึกจริงหรือไม่ เขาไม่มีทางรู้ได้

ทว่าเขาต้องยืนกรานปฏิเสธเท่านั้น

เสิ่นเจ๋อชวนหมอบอยู่บนพื้นเย็นเยียบบาดกระดูก หนาวจนสติแจ่มชัดกว่าเมื่อตอนกลางวัน เขาเป็นนักโทษฉกรรจ์ขององครักษ์เสื้อแพรหนังสือจับกุม หนังสือคุมขัง ตลอดจนตราอนุมัติที่เกี่ยวกับเขาล้วนถ่ายทอดลงมาจากเบื้องบน เขาถูกนำตัวมาจากรัฐทายาทแห่งหลีเป่ย[6]เซียวจี้หมิงเพื่อเข้าคุกหลวง ฝ่าบาทถึงขั้นปฏิเสธไม่ให้สามตุลาการ[7]ร่วมพิจารณาคดีนี้

นี่แสดงให้เห็นว่าฝ่าบาทไม่มีทางยุติเรื่องนี้ง่าย ๆ ทั้งยังตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะสืบให้แน่ชัด แต่ใครกันที่บังอาจถึงเพียงนี้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ยังจะเสี่ยงอันตราย หมายกำจัดเขาก่อนที่ฝ่าบาทจะสอบสวนด้วยตัวเอง

ลมหนาวยังคงคำรามอยู่นอกหน้าต่าง เสิ่นเจ๋อชวนกลอกตาไปมาจับจ้องผนังห้องท่ามกลางความมืด ไม่กล้าหลับตาลงอีก

[1]ทายนิ้วมือปรับสุราเป็นการละเล่นในวงเหล้า วิธีเล่นคือสองฝ่ายชูนิ้วมือออกไปพร้อมกันและ เอ่ยตัวเลข ตัวเลขของใครตรงกับจำนวนนิ้วมือของสองฝ่ายรวมกันเป็นผู้ชนะ ผู้แพ้จะถูกลงโทษด้วยการดื่มสุรา

[2]ใช้ศึกเลี้ยงศึก หมายถึงการใช้กำลังคน กำลังทรัพย์ และทรัพยากรต่างๆที่ได้มาจากการสงครามทำศึกสงครามต่อไป

[3]หลี่ หรือลี้ เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน เทียบความยาวได้ประมาณ 500 เมตร

[4]ซ่อนเสบียงกำจัดศัตรูเป็นนโยบายทางทหาร จุดประสงค์เพื่อทำลายทุกสิ่งที่อาจเป็นประโยชน์แก่ข้าศึกที่กำลังเดินทัพเข้ามา เช่น เสบียงอาหาร ที่หลบภัย เป็นต้น

[5]ตะพาบในโอ่ง ใช้เปรียบเปรยถึงบุคคลที่ตกอยู่ในกำมือผู้อื่นไม่มีทางหนีรอด

[6]รัฐทายาท เป็นตำแหน่งทายาทของอ๋องผู้ได้รับแต่งตั้งให้ไปปกครองเมืองอื่น

[7]สามตุลาการ หมายถึง กรมอาญา ศาลยุติธรรม และสำนักตรวจการ

บทที่ 2.2 โบยให้ตาย

เช้าวันต่อมาฟ้าเพิ่งสว่างได้เล็กน้อย เสิ่นเจ๋อชวนก็ถูกพาตัวเข้ามาในห้องโถงใหญ่อีกครั้ง ลมหิมะนอกหน้าต่างพัดรุนแรง ผู้สอบสวนที่สองวันก่อนยังตีหน้าเย็น บัดนี้กลับระบายยิ้มเต็มหน้า สองมือถือถ้วยชา ยืนอยู่ข้างเก้าอี้ไท่ซือ[1]ด้วยท่าทางเคารพนบนอบ

ขันทีสูงวัยหน้าขาวปราศจากหนวดเครานั่งอยู่บนเก้าอี้ ศีรษะสวมหมวกเยียนตุน[2]ประดับขนกระเรียน ชุดขุนนางปักลายน้ำเต้า[3]เสื้อคลุมตัวนอกไม่ได้ถอดออก เขากำลังหลับตาพักผ่อนพลางกอดเตาอุ่นมือทรงดอกเหมยที่ทำจากทองประดับหยกอย่างประณีต ครั้นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงลืมตาขึ้น มองไปที่เสิ่นเจ๋อชวน

“พ่อบุญธรรม” จี้เหลยที่รับบัญชาสอบสวนนักโทษตลอดหลายวันที่ผ่านมาค้อมเอวเอ่ย “นี่ก็คือทายาทที่เหลืออยู่ของเจี้ยนซิงอ๋องเสิ่นเว่ย”

พันหรูกุ้ยมองเสิ่นเจ๋อชวน “ไฉนจึงเป็นเช่นนี้”

จี้เหลยรู้ดีว่าพันหรูกุ้ยไม่ได้ถามว่าเหตุใดเสิ่นเจ๋อชวนจึงมีสภาพสกปรกทรุดโทรมเช่นนี้ แต่กำลังถามเขาว่าเหตุใดสอบสวนมาจนป่านนี้แล้วยังไม่ได้ข้อสรุป

จี้เหลยเหงื่อซึมบริเวณขมับ เขาไม่กล้าเช็ด ได้แต่ยืนอยู่ในท่าค้อมเอวต่อไป “เจ้าหนุ่มผู้นี้โง่เขลายิ่งนัก ตั้งแต่พากลับมาจากจงปั๋วก็ไม่ค่อยได้สติ ไม่รู้ว่าถูกผู้ใดยุแยง จึงไม่ยอมปริปากเสียที”

“สิ่งที่ฝ่าบาทต้องการคือนักโทษฉกรรจ์ที่ทรงประกาศจับกุมด้วยองค์เอง” พันหรูกุ้ยไม่รับน้ำชา “เด็กอายุสิบห้าสิบหกคนหนึ่ง เข้ามาในคุกหลวงอันเลื่องชื่อและให้ใต้เท้าจี้เป็นผู้สอบสวนด้วยตัวเอง ทว่าบัดนี้กลับยังมิอาจส่งมอบคำให้การได้”

จี้เหลยประคองน้ำชายิ้มฝืด “ก็เพราะเป็นนักโทษฉกรรจ์ของฝ่าบาท ข้าจึงมิกล้าลงทัณฑ์ส่งเดช ตอนเขามาถึงเป็นโรคลมหนาวอยู่ก่อนแล้ว หากลงทัณฑ์อย่างไม่รู้หนักเบาจนตายไป คดีเสิ่นเว่ยย่อมกลายเป็นคดีค้างที่ไม่มีข้อสรุป”

พันหรูกุ้ยพิจารณาเสิ่นเจ๋อชวนครู่หนึ่ง “พวกเราต่างเป็นสุนัขรับใช้ของเจ้านาย หากเขี้ยวไม่คม เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ ข้ารู้ว่าเจ้ามีความลำบากใจแต่นี่เป็นงานในหน้าที่ของเจ้า ตอนนี้ฝ่าบาทต้องการพบคน เพราะเข้าพระทัยพวกเจ้าองครักษ์เสื้อแพร เจ้ายังจะบ่นอันใดอีก”

จี้เหลยรีบหมอบลงไป “พ่อบุญธรรมกล่าวถูกต้องยิ่งนัก ลูกน้อมรับคำสั่งสอน”

พันหรูกุ้ยส่งเสียง “อืม” ออกมาทางจมูก “จัดการเขาให้สะอาดเรียบร้อย เนื้อตัวสกปรกแบบนี้จะเข้าเฝ้าได้อย่างไร”

เสิ่นเจ๋อชวนถูกทหารรับใช้พาไปชำระล้างร่างกาย แผลที่ขาถูกพันไว้ง่าย ๆ ก่อนจะสวมชุดผ้าฝ้ายสะอาด เขาปล่อยให้คนอื่นจัดแจงทุกอย่างเพราะร่างกายเดินเหินไม่สะดวก ตอนขึ้นรถม้ายังต้องเปลืองเวลาไม่น้อย

ในที่สุดพันหรูกุ้ยก็รับน้ำชาจากจี้เหลย มองแผ่นหลังของเสิ่นเจ๋อชวน“นี่คือทายาทที่เหลืออยู่ของสกุลเสิ่นจริง ๆ รึ”

จี้เหลยตอบ “ขอรับ เขาเป็นคนเดียวในหลุมยุบฉาสือที่รอดชีวิตรัฐทายาทเซียวแห่งหลีเป่ยจับกุมเขาได้ด้วยตัวเองและขังเขาไว้ในรถนักโทษของทหารม้าเหล็กหลีเป่ยตลอดเวลา ระหว่างทางไม่มีผู้ใดแตะต้องทั้งสิ้น”

พันหรูกุ้ยจิบน้ำชาที่เย็นชืด นานครู่ใหญ่จึงคลี่ยิ้มเย็นชา “รัฐทายาทเซียวเป็นคนรอบคอบ”

เสิ่นเจ๋อชวนลงจากรถม้าและถูกองครักษ์เสื้อแพรหิ้วตัวเดินไปบนทางยาว หิมะที่เหมือนขนห่านพัดปะทะใบหน้าขันทีผู้นำทางต่างก้าวเดินอย่างเร่งรีบไม่มีการพูดคุยไร้สาระ

พันหรูกุ้ยมาถึงหน้าตำหนักหมิงหลี่ ขันทีน้อยที่ยืนรออยู่ใต้ชายคาเข้ามาต้อนรับทันที เขาถอดเสื้อคลุมตัวใหญ่ให้พันหรูกุ้ยก่อน แล้วเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวในให้ จากนั้นค่อยรับเตาอุ่นมือจากมือของพันหรูกุ้ย ขันทีด้านในรายงานฝ่าบาทเรียบร้อยแล้ว พันหรูกุ้ยโขกศีรษะอยู่ข้างประตู“ฝ่าบาท ข้าน้อยพาคนมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงทุ้มเนิบจึงดังมาจากข้างใน “พาเข้ามา”

เสิ่นเจ๋อชวนลมหายใจชะงัก เขาถูกหิ้วตัวเข้าไป ภายในจุดกำยานไว้แต่กลับไม่รู้สึกร้อนชื้น เขาได้ยินเสียงไอกระท่อนกระแท่นหลายที หางตาเหลือบเห็นเท้าสองข้างภายในท้องพระโรง

จักรพรรดิเสียนเต๋อสวมฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้ม แผ่นหลังผอมจนเห็นกระดูก สุขภาพอ่อนแอ ตลอดสามปีที่ครองราชย์มา เขาล้มป่วยไม่หยุด ยามนี้เมื่อนั่งอยู่บนบัลลังก์ เนื่องจากเลือดลมไม่เพียงพอ ใบหน้ารูปเหลี่ยมขาวซีดจึงดูเกลี้ยงเกลาหมดจดเป็นพิเศษ

“จี้เหลยสอบสวนอยู่หลายวัน” จักรพรรดิเสียนเต๋อปรายตามองจี้เหลยที่คุกเข่าข้างหลัง “ได้ความกระจ่างหรือยัง”

จี้เหลยโขกศีรษะ “ทูลฝ่าบาท เจ้าเด็กคนนี้พูดจาวกวนไปมา เต็มไปด้วยช่องโหว่ เรื่องที่รับสารภาพตลอดหลายวันนี้มีความขัดแย้งมากมายล้วนมิอาจเชื่อถือได้พ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิเสียนเต๋อสั่ง “ส่งคำให้การของเขาขึ้นมา”

จี้เหลยหยิบคำให้การที่เตรียมไว้อย่างดีออกมาจากอกเสื้อ ประคองส่งให้พันหรูกุ้ยด้วยสองมือ พันหรูกุ้ยรีบก้าวขึ้นไป ค้อมกายถวายให้จักรพรรดิเสียนเต๋อ

จักรพรรดิเสียนเต๋ออ่านดูรอบหนึ่ง พอถึงหลุมยุบฉาสือก็ปิดปากไอเขาไม่ต้องการให้พันหรูกุ้ยเช็ดให้ แต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเลือดที่ริมฝีปากด้วยตัวเอง เอ่ยเสียงขรึม “ทหารสามหมื่นตายอยู่ในหลุมยุบ หากเสิ่นเว่ยไม่ตาย ประชาชนย่อมโกรธแค้น”

เสิ่นเจ๋อชวนหลับตา หัวใจเต้นรัวเร็ว ไม่ผิดจากที่คิด อึดใจต่อมาได้ยินจักรพรรดิเสียนเต๋อเอ่ยต่อ

“เงยหน้าขึ้น!”

เสิ่นเจ๋อชวนลมหายใจถี่กระชั้น ฝ่ามือที่ยันพื้นอยู่เย็นเฉียบ เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตาจับจ้องที่รองเท้าหุ้มแข้งของจักรพรรดิเสียนเต๋ออย่างระมัดระวัง

จักรพรรดิเสียนเต๋อมองเขาและถาม “เจ้าคือบุตรชายของเสิ่นเว่ยทั้งยังเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากหลุมยุบฉาสือ เจ้ามีวาจาใดจะสั่งเสียหรือไม่”

เสิ่นเจ๋อชวนขอบตาเริ่มแดงเรื่อ เขาตัวสั่นนิด ๆ สะอื้นไห้แต่ไม่ตอบอันใด

จักรพรรดิเสียนเต๋อสีพระพักตร์ไม่เปลี่ยนแปลง “ตอบคำถามเรา!”

เสิ่นเจ๋อชวนช้อนตาขึ้นฉับพลัน น้ำตาในดวงตาไหลรินออกมาและกลิ้งไปบนแก้ม เขาเหลือบตาขึ้นเพียงชั่วพริบตาสั้น ๆ เท่านั้น ก่อนจะออกแรงกระแทกหน้าผากกับพื้น หัวไหล่สั่นเทิ้ม เสียงสะอื้นในลำคอถูกเปล่งออกมา

“ฝ่าบาท…ฝ่าบาท! บิดาข้าทำเพื่อบ้านเมือง เมื่อพ่ายศึกก็รู้สึกละอายแก่ใจ ไม่มีหน้าจะพบผู้ใดในจงปั๋วอีก ด้วยเหตุนี้จึงเผาตัวเองตายเพื่อรับผิดพ่ะย่ะค่ะ!”

จักรพรรดิเสียนเต๋อตวาด “เหลวไหล! หากเขามีใจทำเพื่อบ้านเมืองไฉนจึงถอยหนีครั้งแล้วครั้งเล่า”

เสิ่นเจ๋อชวนสะอื้นไห้เสียงแหบ “บิดาข้าส่งบุตรชายทั้งหมดเข้าสู่สมรภูมิ พี่ใหญ่ข้าเสิ่นโจวจี้ถูกชาวเปียนซาใช้ม้าลากไปบนทางหลวงฉาสือจนตาย หากมิได้มีใจภักดี จะทำถึงขั้นนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิเสียนเต๋อกริ้ว “เจ้ายังกล้าพูดถึงสงครามที่ฉาสืออีกรึเสิ่นโจวจี้หนีศึกกลางคัน ความผิดมิอาจอภัย”

เสิ่นเจ๋อชวนเงยหน้ามองจักรพรรดิเสียนเต๋อ น้ำตาพรั่งพรูราวสายฝนแผดเสียงตอบ “สงครามที่แม่น้ำฉาสือ โลหิตไหลนองเป็นสายน้ำ พี่ใหญ่ข้าแม้เลอะเลือนไร้ความสามารถ แต่ก็ต้านข้าศึกไว้ได้สามวัน ภายในสามวันนี้ข่าวทางทหารถูกรายงานไปยังฉี่ตงและหลีเป่ย หากไม่มีเวลาสามวันนี้…”

เขาสะอึกสะอื้นจนมิอาจพูดต่อได้

จักรพรรดิเสียนเต๋อมองคำให้การในมือ ภายในท้องพระโรงไม่มีเสียงอื่นใด มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของเสิ่นเจ๋อชวน ท่ามกลางความเงียบอันยาวนานปลายนิ้วของเสิ่นเจ๋อชวนจิกเข้าไปในเนื้อ

จักรพรรดิเสียนเต๋อพลันถอนหายใจยาว “เสิ่นเว่ยสมคบข้าศึกหรือไม่”

เสิ่นเจ๋อชวนตอบอย่างหนักแน่นยืนกราน “ไม่พ่ะย่ะค่ะ”

คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิเสียนเต๋อจะวางคำให้การทันใด น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น “เจ้ามันเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก หมายจะหลอกลวงเบื้องสูงเก็บไว้ไม่ได้! พันหรูกุ้ย ลากตัวเขาออกไป โบยให้ตายที่ประตูตวนเฉิง!”

“ข้าน้อยน้อมรับพระบัญชา!” พันหรูกุ้ยรับคำสั่งทันที ค้อมกายและถอยออกมา

เสิ่นเจ๋อชวนเหมือนถูกน้ำเย็นราดรดศีรษะ รู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัวเขาดิ้นรนทันที แต่กลับถูกองครักษ์เสื้อแพรปิดปากแน่นและลากตัวออกจากตำหนักหมิงหลี่อย่างรวดเร็ว

[1]เก้าอี้ไท่ซือเป็นเก้าอี้แบบโบราณของจีน ด้านหลังมีพนักพิง ด้านข้างมีที่เท้าแขน

[2]หมวกเยียนตุนเป็นหมวกพิธีการชนิดหนึ่งของขันทีปีกหมวกตรง ปลายยอดแหลมเล็กน้อย อาจประดับขนนกหรือไข่มุกด้านบนตามยศ

[3]ลายปักบนชุดเครื่องแบบขุนนาง หรือปู่จื่อ หมายถึงลายที่ปักเป็นแบบกลมหรือแบบเหลี่ยม บนหน้าอกหรือกลางแผ่นหลังของชุดขุนนาง เพื่อแบ่งแยกขั้นยศของขุนนางจีน ขุนนางฝ่ายบุ๋นมักปักลายสัตว์ปีก ขุนนางฝ่ายบู๊ปักลายสัตว์ดุร้าย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...