โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องแพคเกจ 'อีวี3.5' ปลุกซื้อ-ลงทุน ดันไทยฮับผลิต

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 พ.ย. 2566 เวลา 15.55 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2566 เวลา 22.37 น.

อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ อีวี ของไทยจะยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง หลังคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) มี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ไฟเขียวมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (อีวี3.5) ในช่วง 4 ปี (2567-2570)

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ระบุว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

เป็นไปตามนโยบาย 30@30 ประเทศไทยตั้งเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน

ดังนั้น จึงเห็นชอบมาตรการอีวี3.5 เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ๆ และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมมาตรการอีวี 3 สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการใหม่นี้เพิ่มเติมได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละมาตรการด้วย

สำหรับรายละเอียด มาตรการอีวี3.5 รัฐจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่

รถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 50,000-100,000 บาท/คัน สำหรับขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 20,000-50,000 บาท/คัน

ขณะที่รถกระบะไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 50,000-100,000 บาท/คัน

และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 150,000 บาท ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh จะได้รับเงินอุดหนุน ระหว่าง 5,000-10,000 บาท/คัน

หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือร่วมกันเพื่อกำหนดอัตราเงินอุดหนุนที่เหมาะสมและจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

นอกจากส่วนลด มาตรการอีวี3.5 จะมีการลดอากรนำเข้าไม่เกิน 40% สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (ซีบียู) ในช่วง 2 ปีแรก (2567-2568) กรณีเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท รวมทั้งลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท

ค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการ จะต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขกระตุ้นการลงทุนในประเทศคือ ผู้ได้รับการสนับสนุนต้องผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี 2569 ในอัตราส่วน 1:2 (นำเข้า 1 คัน ผลิตชดเชย 2 คัน) และจะเพิ่มอัตราส่วนเป็น 1:3 ภายในปี 2570

พร้อมทั้งกำหนดให้แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้า และผลิตในประเทศไทยจะต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานตามมาตรฐานสากลจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (แอททริค)

บอร์ดอีวีมั่นใจว่า มาตรการอีวี3.5 จะตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นฮับยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค หลังออกมาตรการอีวี 3 มาตการใหม่จะดึงนักลงทุนรายใหม่ให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายเดิมเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

จะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศไทย และทำให้ไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านยานยนต์อันดับ 1 ในอาเซียน และ 1 ใน 10 ของโลก รวมทั้งสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก และก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ.2050

จากมาตรการแพคเกจอีวี3.5 บอร์ดอีวีอนุมัติครั้งนี้ ภาคเอกชนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ค่ายรถยนต์ต่างๆ ต่างตอบรับ ให้การสนับสนุนมาตรการนี้ เพราะเป็นมาตรการที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เรียกร้องความชัดเจนจากรัฐบาลของนายเศรษฐา ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ค่ายรถยนต์ที่เตรียมพร้อมเข้ามาลงทุนอีวีในไทย หลักๆ คือนักลงทุนจีน ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่น คาดว่าจะตัดสินใจลงทุนอีวีในประเทศไทยมากขึ้น

ขณะที่ค่ายยุโรปอาจต้องรอให้มาตรการรัฐเอื้อลงทุนมากกว่านี้ เพราะค่ายยุโรปทำราคารถอีวีสูงกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคารถสูงสุดที่แพคเกจอีวี3.5 ให้การสนับสนุน

ส่วนค่ายรถยนต์สหรัฐอเมริกาหลายคนจับตาอย่างเทสลา มีข้อมูลว่า นายเศรษฐาจะใช้โอกาสระหว่างเยือนสหรัฐอเมริกาเร็วๆ นี้ เข้าหารือกับผู้บริหารเทสลา พร้อมนำเสนอแพคเกจอีวี3.5 พ่วงกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านอื่นๆ ของไทย อาทิ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

ไม่เพียงแพคเกจ 3.5 บอร์ดอีวีให้ความสำคัญไฟเขียวรอบนี้ ยังพบว่าที่ประชุมได้เห็นชอบให้กรมสรรพสามิตขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าได้รับสิทธิตามมาตรการอีวี 3 จากเดิมต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้ขยายเวลาเป็นต้องจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2567

เหตุผลการขยายเวลาจดทะเบียนดังกล่าวก็เพื่อให้ผู้บริโภคที่จะตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าภายในงาน Thailand International Motor Expo จัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2566 ยื่นจดทะเบียนได้ทันภายในเดือนมกราคม 2567

โดยมาตรการอีวี 3 ส่วนลดสูงสุดไม่เกิน 150,000 บาท กำหนดให้ผู้เข้าโครงการต้องผลิต 1:1 เป็นมาตรการระยะแรก เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วม 13 แบรนด์ จาก 15 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นค่ายจีน ทั้งในประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

สร้างผลสำเร็จในการกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้ไม่น้อย

สถิติช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2566) มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 50,340 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7.6 เท่า

เมื่อนับตั้งแต่ประเทศไทยมีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าปี 2560 ถึงปัจจุบัน 2566 ได้ก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มูลค่ารวม 61,425 ล้านบาท ทั้งจากโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (บีอีวี) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้า

นอกจากนี้ บอร์ดอีวีอนุมัติต่ออายุรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ระยะ 1 ต่อไปอีก 2 ปี (2567-68) จากสิ้นสุดสิ้นปีนี้ ตรงกับนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาต้องการสนับสนุนรถยนต์สันดาปภายในโดยเฉพาะรถยนต์จากค่ายญี่ปุ่นต่อไป เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตสุดท้ายของรถยนต์สันดาปภายในในอีก 15 ปีจากนี้

ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนการผลิตรถส่วนใหญ่ 70% ของไทยให้เกิดความคึกคัก พร้อมปรับตัวไปสู่ยานยนต์อนาคต หลังปักหมุดผลิตอีวีให้ได้ 30%

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ให้ความเห็นต่อมติบอร์ดอีวีที่อนุมัติมาตรการอีวี3.5 ว่า เป็นมาตรการที่มาถูกทางแล้ว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน และกระตุ้นการลงทุนจากค่ายรถอีวีในไทยให้ต่อเนื่องจากมาตรการอีวี 3 จะสิ้นสุดสิ้นปีนี้ และคาดว่าจะปี 2567 จะมีค่ายรถทั้งรายใหม่และรายที่เข้ามาตรการอีวี 3 ขอเข้าโครงการแน่นอน

นับเป็นนโยบายต่อเนื่องในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...