MEDIS ธุรกิจใหม่ที่ CDIP จำยอม “กลืนเลือดขาดทุน”
คว่ำหวอดอยู่ในแวดวงการวิจัยพัฒนา และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์มากว่า 10 ปี แต่ชื่อของ“CDIP” ซึ่ง JSP ถือหุ้นอยู่ 65 % กลับไม่เป็นที่คุ้นหูมากนักในฝั่งของผู้บริโภค ส่วนหนึ่งเพราะธุรกิจหลัก CDIP คือการรับจ้างวิจัยเชิงวิชาการในห้องปฏิบัติการ รับจ้างทดสอบและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงจัดงานฝึกอบรมและสัมมนา รวมทั้งให้คำปรึกษาการยื่นขอทุนวิจัยด้านการวิจัยและพัฒนา
ทั้งนี้ JSP ตั้งเป้านำ CDIP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ภายในปี 2568 และในระยะยาวไม่เกิน 5 ปี ตั้งเป้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จากเป้าหมายใหญ่นี้ ทำให้ CDIP ภายใต้การนำทัพของ “สิทธิชัย แดงประเสริฐ” ต้องหันมาจัดกระบวนทัพของ CDIP ใหม่และมุ่งสู่ตลาด B2C มากขึ้นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงของธุรกิจเพื่อรอวันเข้าตลาดหลักทรัพย์
เขย่าพอร์ต เติม BU ใหม่ครบเครื่องต้นน้ำยันปลายน้ำ
“สิทธิชัย แดงประเสริฐ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) ฉายภาพธุรกิจในมือของ CDIP ว่า “ธุรกิจเริ่มแรกของ CDIP คือการรับจ้างวิจัย โดยเข้ามาอยู่ใน “สวทช.” เพราะต้องการนักวิจัยระดับปริญญาเอกเก่งๆ เข้าถึงเครื่องมือแพงๆที่ สวทช. ลงทุนไปกว่า 4,000 ล้านบาท มาผนวกกับความเชี่ยวชาญของบริษัทนั่นคือองค์ความรู้ด้านการทำโพรดักซ์ การขึ้นทะเบียนอย. การขออนุญาตต่างๆ ไปจนถึงการผลิต วิจัยและหาโรงงานรับจ้างผลิต นอกจากนี้ยังนำงานวิจัยใน สวทช.ไปเชื่อมโยงกับผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์เพื่อทำให้เกิดสินค้าใหม่ๆไปขายในท้องตลาด ปัจจุบัน CDIP วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มากกว่า 200 รายการเฉลี่ยปีละ 20 รายการรับงานตั้งแต่หลัก 3,000 บาทไปจนถึงหลัก 2 ล้านบาท”
อย่างไรก็ตามผู้บริหารรับว่าในช่วงโควิด 3 ปีนั้น“CDIP ไม่มีรายได้เลย” นำมาซึ่งการขยายสู่ธุรกิจที่ 2 “เทรนนิ่ง” โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ธนาคาร สวทช.และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้สอนผู้ประกอบการกว่า 9 พันรายในปีที่ผ่านมาเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และต่อยอดสู่ธุรกิจที่ 3 “Consult” ให้ธุรกิจที่เดิมจ้างวิจัยและผลิตสินค้าไปขาย ก่อนจะมีรายได้และต้องการสร้างโรงงานเอง CDIP จะทำหน้าที่ออกแบบโรงงาน สร้างโรงงาน ขึ้นทะเบียนอย. และการขออนุญาตอื่นๆเพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ และธุรกิจที่ 4 บริการผลิตสินค้า แม้ว่า CDIP ไม่มีโรงงานผลิต แต่รับโจทย์จากลูกค้าและไปหาโรงงานรับจ้างผลิตที่สเกลเหมาะสมกับลูกค้าและควบคุมการผลิตให้กับลูกค้า “ทุกบริการหรือธุรกิจใหม่ๆที่เกิดขึ้น Pain Point ที่บริษัทค่อยๆพัฒนา ขณะที่ธุรกิจเดิมก็ยังคงมีอยู่”
M&A ตู้ยา Medis เปิดช่องทางขายให้ลูกค้า
นอกจากนี้ยังมีการทำ Trading ให้ลูกค้าเช่น นำสารสกัดของลูกค้าไปขายเข้าโรงงานอุตสาหกรรมและอีกหนึ่ง Pain Point ที่ CDIP เจอคือ “ลูกค้าขายไม่ได้” ไม่มีช่องทางการขายCDIP จึงเข้าไป M&A แพลตฟอร์มตู้จำหน่ายยาอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง “Medis” เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและกระจายสินค้าให้กับลูกค้า ปัจจุบันมี 44 ตู้ โดยมีเป้าขยายครบ 200 ตู้ ในปี 2567 จากนั้นจะระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ภายในปี 2568 และในระยะยาวไม่เกิน 5 ปี ตั้งเป้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เพื่อขยายไปถึง 2,000 ตู้
“ข้อดีของตู้กดยา Medis คือสามารถนำไปวางใต้คอนโดหรือที่อยู่อาศัย ทำให้เรารู้ว่าคอนโดผู้สูงอายุ คอนโดนักศึกษาหรือคอนโดที่มีสัตว์เลี้ยงอะไรขายดี เพื่อนำสินค้าของลูกค้าไปวางในตู้ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้ ลูกค้าไม่ต้องรับความเสี่ยงมากนักเพราะสินค้าไปถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง และในฝั่งของผู้บริโภคได้รับความสะดวกในการซื้อยา เพราะร้านยาส่วนใหญ่ปิดบริการ 21:00 น ทำให้ลูกค้าเข้าถึงยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์พื้นฐานได้ตลอด 24 ชั่วโมง”
ลงทุนสูง-อัดเทคโนโลยีลงตู้ รอปลดล็อก “Telepharmacy”
อีกหนึ่งความได้เปรียบของ ตู้กดยาMedis คือ CDIP ไม่จำเป็นต้องจ้างเภสัชกรเหมือนร้านยาทั่วไป แต่สามารถจัดซื้อยาเข้าตู้ได้ในราคาต้นทุนเดียวกับร้านขายยาและได้ค่า GP 40% การันตี ส่วนต้นทุนตู้ยังแพงเพราะว่า Medis มีจอ LED ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ขายโฆษณา 4 ช่องเพื่อรับโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือประกัน
นอกจากนี้ยังสามารถ Video Conference พูดคุยกับเภสัชกรออนไลน์ของ JSP ที่ประจำตลอด 24 ชม. นอกจากนี้ยังสามารถเสียบบัตรประชาชน วัดความสูง วัดอุณหภูมิเพื่อสั่งจ่ายยาอันตรายที่กำหนดให้สั่งจ่ายโดยเภสัชกรเท่านั้น ทั้งหมดนี้แม้วันนี้จะยังไม่ได้ใช้แต่เป็นการเตรียมการเพื่อรออนาคตที่อาจมีโอกาสทำ Telepharmacy
“ปัจจุบันยาอันตรายจะต้องขายผ่านเภสัชกรเท่านั้น แต่กฎหมายเริ่มเดินแล้วว่าเราสามารถสั่งยาอันตรายผ่านร้านขายยาและจัดส่งผ่านไรเดอร์ได้ แปลว่าในอนาคตถ้าสามารถคุยกับเภสัชกรออนไลน์ได้ก็สามารถรับสินค้าได้ทันที ตู้นี้จึงมีที่เสียบบัตรประชาชน สามารถคุยกับเภสัชกรออนไลน์ สั่งซื้อและรับยาผ่านตู้ได้เลย แต่คาดว่าน่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปีถึงจะมีโอกาสได้เกิด
เพราะตอนนี้นอกจากกฏหมายแล้วในฝั่งของร้ายยาและเภสัชกรเองเริ่ม“เสียงแตก” กลุ่มแรกคือ เชนหรือร้านยาขนาดใหญ่ กังวลว่าตู้นี้จะไป Disruption ทำให้ร้านยาอยู่ยากและอีกกลุ่มคือ ร้านยาขนาดเล็ก ที่เภสัชกรเป็นเจ้าของและต้องการให้ตู้ขายยาแทนในช่วงเวลาที่ร้านยาปิด
“ทุกธุรกิจมีรายเล็กกับรายใหญ่ รายใหญ่อยากจะคุมกำเนิดไม่ให้ตู้เกิด ส่วนรายเล็กอยากอยู่รอดและอยากมีรายได้เพิ่ม”
Medis ไม่กำไร CDIP “กลืนเลือดขาดทุน” ทุกเดือน
ปัจจุบันนอกจาก CDIP จะเริ่มวางตู้ขายยาMedis ไปแล้วกว่า 44 ตู้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 6 เดือนนับตั้งแต่ปิดดีล ยังมี MOU กับ LPN ในการวางตู้ขายยา Medis 400 ตู้ในโครงการคอนโดของ LPN อยู่ในมือ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ “สิทธิชัย” ยอมรับว่าวันนี้ “ธุรกิจไม่กำไร” Medis ยังอยู่ในขั้นตอนทดสอบระบบว่าบริษัทสามารถบริการจัดการตู้ขายยา 44 ตู้นี้ให้มีกำไรได้จริงหรือไม่
“ธุรกิจนี้เป็นสตาร์ทอัพ ปัจจุบันเราลงทุนเอง 100% เพื่อเทสระบบและเก็บดาต้าเบส เรายอมรับว่า 44 ตู้ตอนนี้ขาดทุนทุกเดือน เพราะมี Operationใหญ่จากปริมาณทีมงาน 20 กว่าคน ทีม IT-Developer แก้ปัญหาตลอดเวลา ทีม management วิ่งจัดซื้อหายา ทีมจัดส่งยา 3 รอบ/สัปดาห์แล้วนั่งว่าง แต่เป็นการพิสูจน์ว่า Medis กำไรทุกตู้ถ้าไม่นับ Operation ข้างใน”
เบื้องต้นเราได้รับอนุมัติงบให้ขยาย Medis ให้ครบ 200 ตู้ ซึ่งจะ “เสมอตัว” ตู้ไหนไม่กำไรเราย้ายที่ตั้งในระยะแรกเราจะวางตู้ในกรุงเทพและปริมณฑลแต่อาจจะมีต่างจังหวัดต้นแบบ 2 จังหวัด หลังจากนั้นจะขยายให้ครบ 1,000 ตู้ ถ้าเงินทุนจากบริษัทแม่ไม่พอจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หาเงินมาลงทุนเพิ่มขยายไปจนถึง 2,000 ตู้ ซึ่งจะเป็นจุดที่เราอยู่ได้และกำไรมหาศาลเพราะไม่ต้องเพิ่มทีมงานและค่าใช้จ่าย Fixed Cost แต่ตอนนี้เราต้องยอมกลืนเลือดขาดทุนทุกเดือนก่อน
หาแนวร่วมเชนร้านยา-ยี่ปั๊วยา ตีตลาดภูธร”
นอกจากคอนโด LPN 400 ตู้ในมือและคอนโดอื่นๆที่จะขยายในอนาคต CDIP ยังมีแผนจะนำ Medis ไปตั้งในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีคนงานมากกว่า 1,000 คน รวมทั้งรุกตลาดต่างจังหวัด ซึ่งเริ่มมีการพูดคุยกับร้านยาในต่างจังหวัดเช่นเชียงใหม่ อุดรและภูเก็ต
“เราเข้าไปเติมยาเองไม่ไหว จึงมีการพูดคุยกับร้านยาที่เป็นยี่ปั๊วใหญ่สำหรับขยายใน 2 โมเดลคือ ยี่ปั๊วเป็นเจ้าของตู้และเติมยาเข้าตู้ รับกำไรจากยา หรือหากไม่ต้องการลงทุนเอง CDIP จะเป็นผู้ลงทุนเป็นเจ้าของตู้ แต่ให้ยี่ปั๊วเป็นคนเติมยาและคิดราคายา ข้อดีคือเราไม่ต้องเข้าไปจัดการและคอยเติมยาแต่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์”
ลุ้น Medis ไปรอดต่อยอดผลิตยาเอง
ในอนาคตเมื่อขยายตู้ยาMedis ครบตามแผนหรืออย่างน้อยมากกว่า 1,000 ตู้ JSP ซึ่งเป็นบริษัทแม่มีแผนจะผลิตยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์Medis เช่น ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ยาทั่วไป ยาแก้ปวด แก้ไอ แก้ไข้ เข้าไปวางในตู้
นอกจากนี้เดือนที่ผ่านมา CDIP ได้เปิดแลปเช็คอัพ ให้บริการตรวจเลือดในชลบุรี จับกลุ่มพนักงานโรงงานและนักศึกษา เพราะต้องการรวบรวมข้อมูลสุขภาพของพนักงานโรงงาน เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับผู้บริโภคมากขึ้น เช่น ออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ และ product ตามไลฟ์สไตล์และนำไปจำหน่ายในตู้Medis
“CDIP เติบโตจากบริษัทรับจ้างวิจัย ทำงานจากหิ้งสู่ห้าง แต่ที่เหลือเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เราเจอในระหว่างทาง จุดเด่นของเราคือการเป็นองค์กรที่ส่งต่องานวิจัย และรู้จัก supply chain ทั้งหมด
เพราะฉะนั้นเราจึงเป็น One Stop Service ในเรื่องของ Research combination ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาลองผิด ลองถูก และเราก็ยังมีตำแหน่งเป็น innovation Service provider ของสวทช. เพราะฉะนั้นลูกค้าที่มาจ้างเราผลิตสามารถขอทุนสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐได้ง่าย”