โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“แลนด์บริดจ์” คืออะไร ดีพอที่เพิ่มศักยภาพให้ไทยเป็นประตูการค้านานาชาติหรือไม่

SMART SME

อัพเดต 24 ม.ค. 2567 เวลา 07.36 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2567 เวลา 07.20 น. • Smart SME

ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่กับโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ ว่าสุดท้ายแล้วควรดำเนินการเดินหน้าต่อ หรือหยุดอยู่แค่นี้ ไม่ควรไปต่อ แน่นอนว่าต่างฝ่ายก็ยกข้อดี-ข้อเสีย ออกมานำเสนอถึงความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นกับผลกระทบที่จะตามมา

โดยวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จังหวัดระนอง ซึ่งงานนี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการสร้างแลนด์บริดจ์ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไทยก็มีการทวิตข้อความผ่าน X ว่าจังหวัดระนองเป็นเป้าหมายจะมีบทบาทสำคัญมาพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย โครงการแลนด์บริดจ์จะมาสร้างอาชีพ รายได้ และพัฒนาพื้นที่ให้คนในพื้นที่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน เรียกได้ว่าเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ยักษ์ 1 ล้านล้านบาท โดยโปรเจ็กต์นี้เคยมีการพูดถึงกันมาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ปี 2528 แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างที่ต้องเป้าหมายไว้สักที และปัจจุบันถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการรับหลักการไว้เรียบร้อยแล้ว

หากเรามองว่า ทำไมโครงการแลนด์บริดจ์ถึงต้องเกิดขึ้น หากเกิดขึ้นจริง และทำสำเร็จ ประโยชน์ที่ตามมาคือประเทศไทยจะกลายเป็นประตูการค้านานาชาติด้านโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้าทางเรือเลยทีเดียว โดยโครงการนี้จะแบ่งจะแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่

1.ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน จ.ระยอง
2.ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย จ.ชุมพร
3.เส้นทางเชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร
4.การถมทะเลเพื่อพัฒนาสนับสนุนท่าเรือ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทุกวันนี้การเดินเรือขนส่งสินค้า หากจะเดินทางมาจากฝั่งอ่าวไทยมาอันดามัน หรือจะข้ามมายังอีกฝากหนึ่ง เรือจะต้องไปอ้อมที่ช่องแคบมะละกาที่อยู่ทางตอนใต้ของมาเลเซีย และสิงคโปร์ นั่นหมายความว่าตอนนี้การขนส่งทางน้ำในภูมิภาคนี้สิงคโปร์ควบคุมทั้งหมด แต่หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นก็จะทำให้ประเทศไทยเนื้อหอมมากขึ้น เพราะจะทำให้เรือขนส่งสินค้าไปต้องเดินทางไกลไปถึงสิงคโปร์ ซึ่งใช้ระยะเวลาเฉลี่ย 9 วัน แต่สามารถตัดเข้าจากจังหวัดชุมพรไปยังระนองจะใช้ระยะเวลาเพียง 5 วันเท่านั้น จะทำให้สิงคโปร์มีคู่แข่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการเดินเรือขนส่งสินค้า

นอกจากนี้ ยังมีข้อดีในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจของภาคใต้ที่จะทำให้จีดีพีเติบโต เกิดความคึกคักทางด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากมีเรือขนส่งสินค้าสัญจรมากขึ้น และเกิดการจ้างงานให้กับคนในพื้นที่ได้มีรายได้ แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกัน ซึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องสิ่งแวดล้อมจากการขุดคลองเป็นระยะทาง 90 กิโลเมตร ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ป่าไม้ สัตว์ พันธุ์พืช ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมลพิษที่ปริมาณเรือขนส่งสินค้าที่มากขึ้น บางทีคราบน้ำมัน หรือของเสียถูกปล่อยปะปนไปกับน้ำทะเล และมีการพูดถึงความไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนที่ไม่ตอบโจทย์ผู้ขนส่งเท่าไหร่

สุดท้ายก็ต้องมาปรับความสมดุลทั้งในเรื่อง “เศรษฐกิจ” และ “สิ่งแวดล้อม” ให้สามารถเดินควบคู่ไปด้วยกันได้

ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท จะเป็นการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งเราจะเห็นที่ผ่านมารัฐบาลมีการเดินสาย Road Show เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น ให้เข้ามาลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...