โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

**(E - book) ข้าคือราชันย์สัตว์ป่า (我是百獸之王)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 ธ.ค. 2566 เวลา 14.08 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2566 เวลา 14.08 น. • หอมราตรีกาล
'ดุจดารา' สัตวแพทย์สาวชาวไทยถูกเพื่อนร่วมงานยิงตายกลางป่าลึก ก่อนที่เธอจะเกิดใหม่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยพลังเวทย์!!

ข้อมูลเบื้องต้น

'ฝูชิงชิง' ลูกสาวพรานป่าแซ่ฝู ชื่นชอบความบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก 'ดุจดารา' พึ่งเข้าใจความว่ารู้หน้าไม่รู้ใจแจ่มแจ้งเมื่อวันที่เธอตาย ในฐานะสัตวแพทย์ประจำศูนย์รักษาพันธ์ุสัตว์ป่า หน้าที่ของ 'ดาว' คือการดูแลเพื่อนต่างเผ่าพันธ์เหล่านั้นให้ดีที่สุด และเพราะความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่นี่เอง ที่เป็นเหตุให้ความตายมาถึงตัวเธอเร็วชนิดที่ตั้งตัวไม่ทัน แม้จะเป็นการตายอย่างผิดธรรมชาติ แต่ดาวไม่ได้ถือโทษโกรธแค้นใคร เธอเพียงเสียดายที่ไม่สามารถดูและเพื่อน ๆ ของเธอต่อไปได้เท่านั้น
แรกทีเดียวนึกว่าตายแล้วต้องไปนรกหรือสวรรค์ตามคำสอนของผู้ใหญ่ที่ได้ยินมาตลอด จนเมื่อตายเองถึงได้รู้ พอตายแล้วเราก็แค่ไปเกิดใหม่ทั้งอย่างนั้น ไม่เห็นมีใครมาพิพากษา ไม่มีกระทั่งการลบความทรงจำ พร้อมกับความรู้ใหม่ที่ว่าโลกเราไม่ได้มีใบเดียวอย่างที่วิทยาศาสตร์พยายามบอก เพราะที่ที่เธอมาเกิดนั้นอยู่เหนือจากวิทยาศาสตร์ทั้งปวง ที่นี่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ สัตว์วิเศษ และการฝึกตน ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือบางคนสามารถอายุยืนได้กว่าร้อยปีโดยที่หน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลง ในฐานะหมอ…นี่มันเหนือกฎเกณฑ์ดีชะมัด!!!
ข้อมูลเบื้องต้น

แผ่นดินต้าลู่ คือ แผ่นดินที่เต็มไปด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ ทำให้มนุษย์ สัตว์ หรือแม้กระทั่งพืชที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้สามารถซึมซับพลังฟ้าดินเพื่อฝึกฝนพลังวิญญาณได้ แน่นอนทุกสิ่งย่อมมีขีดจำกัด สรรพสิ่งที่สามารถฝึกฝนไปจนถึงขั้นบรรลุนั้นมีน้อยจนใช้มือข้างเดียวนับได้ แผ่นดินต้าลู่ที่กว้างใหญ่นี้ แบ่งออกเป็น 3 แคว้น 1 ดินแดนพิเศษ ได้แก่

- แคว้นอู๋ ปกครองโดยราชสกุล โอวหยาง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ

- แคว้นหนันถัง ปกครองโดยราชสกุล เจินสุย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก

- แคว้นเฉียนสู ปกครองโดยราชสกุล ซือหม่า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก

ดินแดนพิเศษมีนามเรียกขานว่า ‘หัวลี่’ กินพื้นที่มากกว่าทั้งสามแคว้นรวมกัน เป็นที่ตั้งของสำนักใหญ่ทั้ง 9 สำนัก ได้แก่

1. เพลิงตะวัน

2. นาวาสวรรค์

3. องคาพยัคฆ์

4. ปักษาเหินหาว

5. โอสถสถาน

6. ประกายดาว

7. อนงค์นคร

8. ตำหนักเหยียบเมฆา

9. แดนหมื่นพิษ

เจ็ดสำนักแรกนั้นถือเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ ส่วนอีกสองสำนักเนื่องจากศึกษาวิชานอกรีตจึงถูกขนานนามว่าสำนักฝ่ายอธรรม หรือสำนักนอกรีต

แม้แผ่นดินต้าลู่จะแบ่งเป็น 3 แคว้น 1 ดินแดนพิเศษที่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัตินั้น คนของราชวงศ์หรือต่อให้เป็นฮ่องเต้ หากพบศิษย์สายตรงของสำนักใหญ่ก็ยังต้องไว้หน้าอยู่สามส่วนเสมอ พลังอำนาจของสำนักใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถท้าทายได้ ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์ที่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนทั้งหลาย ต่างรวมตัวกันอยู่ในสำนักใหญ่เหล่านี้

ระหว่างแคว้นทั้งสามกับดินแดนพิเศษมีผืนป่าขนาดใหญ่นามว่า ‘ป่านิลกาฬ’ กั้นอยู่ ป่านิลกาฬเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลากชนิด โดยแบ่งระดับออกเป็น

‘สัตว์ป่า’ เป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ทั่วไป มีจำนวนมากที่สุด ไม่พบพลังวิเศษ ไม่มีหินวิญญาณ โดยมากมักอาศัยอยู่ในตามป่าที่มีพลังวิญญาณไม่สูงนัก

‘สัตว์อสูร’ คือ สัตว์ป่าที่บำเพ็ญเพียรจนสามารถซึมซับพลังแห่งฟ้าดินมาเพิ่มระดับความสามารถของตัวมันเอง ความอันตรายแบ่งเป็น 10 ระดับ ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น สัตว์อสูรหลังจากสิ้นชีวิตแล้วจะทิ้งหินวิญญาณที่มีพลังเอาไว้ อย่างไรก็ตามมนุษย์ไม่สามารถดูดพลังจากหินวิญญาณโดยตรงได้ จำเป็นต้องอาศัยการหลอมยา หรือนำไปผสานกับอาวุธจึงจะสามารถใช้ประโยชน์ได้

สุดท้ายคือ ‘สัตว์เทวะ’ สัตว์เทวะคือสัตว์อสูรที่บรรลุพลังเหนือระดับ 10 ไปแล้ว เป็นสัตว์ที่สามารถบรรลุเป็นเซียนและสร้างกายทิพย์ได้ สัตว์เทวะถือว่าพบเจอได้ยากที่สุด หลายสิบหลายร้อยปีกว่าจะพบสักตัว

…………….

Let's talk สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน กลับมาอีกครั้งกับนิยายเรื่องใหม่ ด้วยความที่ไรต์อยากลองเขียนอะไรที่มันแฟนตาซีหน่อย ๆ พลอตเรื่องนี้ก็เลยลอยเขามาในหัว หวังว่าจะมีความสุขกับเวลาอ่านนะคะ

ป.ล.1 แน่นอนว่าไรต์แต่งนิยายเป็นอาชีพ ดังนั้นก็จำเป็นต้องหารายได้เนอะ หลังจาก 10 ตอนไรต์จะติดเหรียญอ่านล่วงหน้า 15 วัน จากนั้นอ่านฟรี 3 วันแล้วจะกลับมาติดเหรียญอีกครั้งนะคะ ใครสายฟรีก็สามารถเข้ามาอ่านช่วงที่ไรต์ปล่อยฟรีได้เลย ถือว่าเราวินวินกันทั้งสองฝ่าย เข้าใจตรงกันนะคะ

ป.ล.2 คอมเมนต์มีผลต่อเรี่ยวแรงในใจไรต์ ช่วยคอมเมนต์กันด้วยนะคะ และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมสุภาพกับทุกคนด้วยน้า

****นิยายเรื่องนี้แต่งจากจินตนาการเท่านั้น ข้อมูลด้านอาชีพและอื่น ๆ เป็นจินตนาการของไรต์ ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่อ้างอิงจากความเป็นจริง ได้โปรดอ่านกันอย่างปล่อยใจไหลไปตามจินตนาการเพื่อความบันเทิงนะคะ****

บทที่ 1 แรกเริ่ม

“หัวหน้าคะ” ‘ดุจดารา’ สัตวแพทย์จบใหม่ประจำศูนย์รักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่งในภาคตะวันตกของประเทศไทย วางเอกสารลงบนโต๊ะของ ‘หัวหน้า’ อย่างแรง “วันนี้เจ้าหน้าที่พบซากเจ้าคีรีที่กลางป่า”

‘เจ้าคีรี’ ที่ดุจดาราพูดถึงคือ ช้างป่าตัวผู้อายุราว 27 ปี เป็นช้างป่าตัวล่าสุดที่ทางศูนย์พบระหว่างการออกสำรวจป่า

“ช้างป่าตาย แล้วคุณมาโวยวายใส่ผมทำไมหมอดาว” คำตอบที่ได้รับยิ่งทำให้ดุจดาราหัวเสีย ตั้งแต่เธอมาทำงานที่นี่ มีการพบสัตว์ป่าหายากหลายต่อหลายชนิด สามารถจัดเก็บทั้งข้อมูลและช่วยดูแลการขยายพันธุ์ของสัตว์ได้มากมาย แต่ยิ่งทำงานนานเท่าไหร่ ความฟอนเฟะของระบบมันก็เริ่มกัดกินเธอมากขึ้นเท่านั้น

“เจ้าคีรีอายุยังน้อย มันยังสามารถขยายพันธุ์ออกไปได้อีกหลายต่อหลายรุ่น” ความอดทนของดุจดาราน้อยลงทุกที เจ้าคีรีเป็นช้างที่มีงาสวยงามมาก ก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครพบ จนครั้งก่อนที่เธอเข้าป่า เจ้าคีรีเดินออกมาตามแนวเขา จ้องมองเธอแล้วร้องออกมาสองสามครั้งก็เดินหายไป ดุจดาราและทีมตื่นเต้นกันมาก เพราะเจ้าคีรีเป็นช้างหนุ่มที่ลักษณะดี ดูแล้วยังอายุไม่มาก หากมันสามารถสร้างช้างน้อยออกมาได้มากหน่อย ผืนป่าแห่งนี้ก็จะมีสีสันมากยิ่งขึ้น คิดไม่ถึง…

“แล้วยังไง?” ชายวัยกลางคนยังคงไม่มีท่าทีแยแสต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ความโมโหเข้าครอบงำสัตวแพทย์สาวจนไร้ซึ่งความกลัว “หัวหน้าจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านหรอคะ!!”

“พูดอะไรของคุณหมอดาว! ระวังปากหน่อย ผมเป็นหัวหน้าที่นี่นะ!!” ถูกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมไร้มารยาทใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวหน้าศูนย์ก็ทนไม่ได้ ลุกขึ้นทุบโต๊ะอย่างแรง “อายุผมพอจะเป็นพ่อคุณได้ด้วยซ้ำ! อย่าล้ำเส้นให้มันมากนัก!!!”

ดุจดารามองชายตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ แม้จะพึ่งมาทำงานที่นี่ได้ไม่นาน แต่ความเน่าเฟะมันส่งกลิ่นแรงจนกลบไม่มิด มีใครบางคนใช้ศูนย์อนุรักษ์บังหน้าเพื่อหาประโยชน์จากชีวิตของสัตว์ป่า ทั้งที่สัตว์เหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับต้องมาสังเวยชีวิตให้กับความโลภของมนุษย์ เรื่องนี้มันน่ารังเกียจจนเธอยอมรับไม่ได้อีกต่อไป

“คุณเป็นพ่อดิฉันไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพ่อของดิฉันรักป่าผืนนี้เท่าชีวิต แต่คุณไม่ใช่ ใครทำอะไรเอาไว้ก็รู้ตัวดี ในไม่ช้า…ความเลวของคนบางคนก็จะถูกเปิดเผย” พูดเพียงเท่านั้นดุจดาราก็เดินออกมา เธอสาวเท้ากลับเข้าที่พักของตัวเอง มือขาวนวลเปิดแล็ปท็อปตรวจสอบข้อมูลที่ใช้เวลาในการรวบรวมกว่า 20 ปีตั้งแต่รุ่นพ่อของเธอ

พ่อของดุจดาราเคยเป็นหัวหน้าศูนย์แห่งนี้ ท่านเกิดและเติบโตมากับป่า ผืนป่าจึงเป็นเสมือนบ้าน และสัตว์เหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับลูกของท่าน น่าเสียดาย…ความตั้งใจที่จะดูแลทุกชีวิตสิ้นสุดลงเร็วมาก พ่อถูกลอบยิงกลางผืนป่ากว้างใหญ่ ในบรรดาคณะสำรวจมีเพียงพ่อคนเดียวที่ทิ้งชีวิตได้ที่นั่น ส่วนคนอื่นรวมถึง ‘หัวหน้า’ ของเธอในตอนนี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องเดาก็รู้ได้ว่าพ่อของเธอคงไปขัดแข้งขัดขาใครเข้าแล้ว

ดุจดาราได้รับมรดกจากพ่อเป็นเพียงหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่ง แรกทีเดียวเธอไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าทำไมพ่อถึงให้หนังสือกายวิภาคสัตว์กับเธอ จนกระทั่งวันที่บังเอิญพบว่าด้านในปกมีกล่องแผ่นซีดีรอมเก็บไว้อย่างดี นั่นเป็นครั้งแรกที่ดุจดารารู้ว่าพ่อของเธอตายเพราะอะไร…

ข้อมูลเครือข่ายการลักลอบค้าสัตว์ป่าเป็นสายยาวตั้งแต่ระดับชาวบ้านธรรมดาจนถึงนักการเมืองชั้นสูงถูกเรียบเรียงด้วยตัวเธอเอง จัดวางข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ เข้าใจง่ายและมีรายละเอียดที่ชัดเจน ถึงเวลาที่ควรปล่อยมันออกสู่สายตาประชาชนเสียที เพียงปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น

คลิก!

เช้าวันต่อมาดุจดารายังคงออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง วันนี้เธอต้องออกสำรวจผืนป่าอีกครั้ง เป้าหมายคือการตรวจสอบความสมบูรณ์แข็งแรงของสัตว์ป่า โดยเฉพาะบรรดาสัตว์กินพืช เนื่องจากปริมาณน้ำในลำธารเริ่มลดน้อยลงทุกที หน้าแล้งใกล้จะมาถึงแล้ว หากสัตว์ป่ามีร่างกายที่อ่อนแอหรือผ่ายผอมเกินไป พวกมันอาจผ่านความแห้งแล้งไปไม่ได้

“เจ้าหมูน้อย มานี่เร็ว” เป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับคนในทีม ทุกครั้งที่มากับหมอดาว สัตว์ป่าทั้งหลายดูเหมือนจะเชื่องเป็นพิเศษ ขอแค่หมอเรียกมัน หากเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้ายก็จะเดินเข้าหาหมอแต่โดยดี แต่หากเป็นสัตว์นักล่าที่พบเจอได้ยากก็จะหยุดนิ่งรอให้หมอเข้าไปหา พวกเขามีหน้าที่แค่นำทางให้เธอและดูแลความปลอดภัยของตัวเองก็พอ

“ดูเหมือนข้างในจะยังมีอาหารดีอยู่สินะ แกถึงได้อ้วนท้วนสมบูรณ์แบบนี้” ดุจดาราใช่สองมือตรวจร่างกายของลูกหมูป่าเสร็จก็บอกลามันแล้วออกเดินทางต่อ คนกลุ่มใหญ่เดินเข้าไปในป่าโดยไม่มีใครสังเกตเห็นเงาร่างในความมืด

ยามกลางคืนที่ท้องฟ้าดำสนิท ดุจดาราและทีมยังคงปักหลักกันอยู่ในป่า ทั้งหมดนั่งล้อมกองไฟกันเป็นวง ทานอาหารเสร็จสนทนากันต่ออีกครู่หนึ่งก็แยกย้ายกันไปนอน ในฐานะผู้หญิงคนเดียวในทีม ดุจดาราจึงรับหน้าที่เฝ้ายามผลัดแรกร่วมกับลุงผลซึ่งเป็นพรานประจำทีม

“ลุงผลนอนก่อนได้นะคะ ผลัดแรกถึงแค่สี่ทุ่ม ดาวเฝ้าคนเดียวได้ค่ะ” เพราะลุงผลเป็นพรานที่มีความชำนาญแถมยังต้องเฝ้าถึงสองผลัด ดุจดาราจึงไม่อยากให้คนสูงอายุต้องลำบากมากจนเกินไป สำหรับเธอต่อให้อดนอนสักคืนก็ยังสามารถทนไหว อย่าได้ดูถูกคนที่ผ่านการเรียนในระบบการศึกษาไทยเชียว ทุกคนเคยอดนอนอย่างนอนหนึ่งหรือสองคืนกันทั้งนั้น

“ไม่เป็นไรครับหมอ ผมอยู่เป็นเพื่อนหมอดีกว่า” เห็นลุงผลยืนยันอย่างนั้น ดุจดาราก็ไม่พูดอะไรอีก เธอชงกาแฟสำเร็จรูปเผื่อลุงผลอีกหนึ่งแก้วแทนคำขอบคุณ

เมื่อเวลาเปลี่ยนผลัดมาถึง สองชายหญิงต่างวัยก็แยกย้ายกันเข้านอน ไม่ไกลจากตรงนั้นชายหญิงอีกกลุ่มหนึ่งก็ยืนมองพวกเขาอยู่เช่นกัน

“เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นวันนี้?” สตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย วันทั้งวันนางเฝ้ามองนายท่านอยู่ตลอด อีกไม่นานแสงแห่งวันใหม่ก็จะมาถึงแล้ว ยังไม่มีวี่แววของสิ่งที่รอคอย

“เจ้าไม่เชื่อการทำนายของข้าหรือ? อย่างไรก็วันนี้แน่นอน” ชายชราตอบอย่างสุขุม มือก็ลูบเครายาวไปด้วย จากการโคจรของดวงดาว อย่างไรก็ต้องเป็นวันนี้แน่ ๆ

“พวกเจ้าอย่าพึ่งเถียงกัน ยังมีเวลา” ชายหนุ่มผมสีเงินยวงสะท้อนแสงจ้องมองหญิงสาวขณะที่ตนเองแสร้งทำเป็นใจเย็น แต่มือที่ถือตะเกียงกลับชื้นไปด้วยเหงื่อ

“เราเตรียมตัวกันให้พร้อมก็พอ ทำเช่นนี้กันมาตั้งกี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว จะวุ่นวายไปทำไม” บุรุษรูปงามอีกคนดุทั้งสองอย่างไม่จริงจังนัก ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลมองตรงอย่างมั่นคง ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่อาจปล่อยให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเด็ดขาด

ทั้งสี่มองสตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มมนุษย์อย่างจดจ่อ ไม่กล้าคลาดสายตาแม้เพียงเสี้ยวนาทีด้วยเกรงจะพลาดวินาทีสำคัญ

ดึกสงัดที่ไม่มีแม้แต่เสียงของแมลง ดุจดาราสะดุ้งตื่นขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ท้องน้อยบีบตัวเป็นจังหวะจากการเรียกร้องของมวลน้ำตามธรรมชาติ

“ลุกมาทำไมครับหมอ?” เจ้าหน้าที่ชายสองคนร้องทักหลังจากเห็นดุจดาราตื่นขึ้นมากลางดึก

“มวลน้ำตามธรรมชาติไหลบ่าน่ะค่ะ ต้องไปเอาออกสักหน่อย” แต่ละคนที่มาร่วมทางกันครั้งนี้เป็นทีมที่ทำงานร่วมกันมานาน ดุจดาราจึงเป็นตัวเองมากตอนที่อยู่ด้วย

“ให้ไปเป็นเพื่อนไหมหมอ?” คนที่มาด้วยเป็นชายวัยกลางคนทั้งนั้น เป็นกลุ่มผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษ แถมบางคนมีลูกอายุน้อยกว่าเธอแค่ไม่กี่ปีจึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล กระนั้นดุจดาราก็ยังปฏิเสธออกไป

“ไม่เป็นไรค่ะ ดาวไปเองได้” เพราะตั้งแต่ที่เข้ามาทำงาน ดุจดารายังไม่เคยถูกสัตว์ป่าทำร้ายเลยสักครั้ง เรื่องหลงป่ายิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอเพียงหยิบไฟฉายคู่กายพร้อมกระดาษชำระเดินเลี่ยงเข้าไปในความมืด หาที่ที่เหมาะสมยกมือไหว้บอกเจ้าป่าเจ้าเขาสองสามคำก็ทำธุระของตัวเอง

กำจัดมวลน้ำตามธรรมชาติและทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วดุจดาราก็เตรียมตัวกลับเข้าที่พัก แต่ยังเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เงาในความมืดก็ทำให้เธอตกใจจนสะดุ้ง “ลุงผล! ดาวตกใจหมดเลย มาทำอะไรมืดๆ คะ?”

ชายชรายืนนิ่งในความมืดไม่ได้ตอบคำ ดุจดารามองเขาอย่างแปลกใจ ยังไม่ทันจะถามไถ่อีกครั้ง มือเหี่ยวย่นก็ยกวัตถุสีดำสนิทขึ้นมาก่อน แม้รอบข้างจะมืดขนาดไหน แต่แสงจากไฟฉายก็ทำให้มองเห็นของในมือพรานเฒ่าได้อย่างชัดเจน เธอก้าวขาถอยหลังตามสัญชาตญาณของตัวเอง

“ลุงผลจะทำอะไรคะ?” ดุจดาราเสียงสั่นอย่างไม่อาจห้ามได้ เธอสังเกตเห็นว่าที่ปืนในมือของลุงผลสวมที่เก็บเสียงเรียบร้อย ชัดเจนแล้วว่าเตรียมการมาเป็นอย่างดี ดูเหมือน…วันนี้เธอจะไม่รอดแล้ว

“อโหสิให้ลุงนะหมอ ลุงไม่ได้อยากทำแบบนี้เลย” เสียงของลุงผลเองก็สั่นเครือเช่นกัน ดุจดาราเหมือนจะเดาบางอย่างได้ คนสั่งการคงไม่พ้นหัวหน้าศูนย์สารเลวนั่น

“หยุดเถอะนะลุง ดาวส่งหลักฐานให้นักข่าวไปหมดแล้ว ยังไงหัวหน้าก็ไม่รอดแน่ ถ้าลุงหยุด ดาวสัญญาว่าจะช่วยให้ลุงกลายเป็นพยานนะ” พรานเฒ่าคนนี้ไม่มีลูก ทั้งชีวิตมีแค่เมียที่ป่วยกระเสาะกระแสะเท่านั้น หากมีเขาช่วยให้การในชั้นศาล หลักฐานก็จะมัดคนผิดแน่นหนาขึ้น

“ไม่มีประโยชน์หรอกหมอ” น่าเสียดายที่ลุงผลไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของดุจดารา อย่างไรเขาก็ต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นเขาก็ไม่รอดเช่นกัน

พรานเฒ่าย่างสามขุมเข้าหาสัตวแพทย์สาวขณะที่เธอถอยห่างด้วยความหวาดกลัว ไม่รอให้หญิงสาวรุ่นราวคราวลูกส่งเสียงร้องออกมา ข้อนิ้วเหี่ยวย่นก็ออกแรงลั่นไก

ตึก! ตึก!

ความแม่นยำของนายพรานไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพียงสองนัดเท่านั้น ร่างที่เคยยืนประจันหน้ากันก็ล้มลงกับพื้นโดยไม่ทันได้ร้อง บาดแผลมีเพียงรอยกระสุนเจาะเข้าที่กะโหลกสองแผล เมื่องานที่ทำสำเร็จแล้ว ชายชราก็จากไปทิ้งร่างไร้วิญญาณของหมอไว้เป็นอาหารของสัตว์ป่า…

ขณะที่รอบข้างกลับเข้าสู่ความเงียบสนิท เงาในความมืดกลับไม่สงบด้วย ร่างโปร่งแสงสี่ร่างในชุดจีนโบราณเร่งรีบเข้ามาล้อมคนที่พึ่งตายเอาไว้ จัดวางตำแหน่งตามทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เรียบร้อยก็เริ่มโคจรพลัง

ไอพลังสีฟ้า แดง ขาว และดำครอบคลุมร่างหมอสาว ศพที่พึ่งตายอย่างอนาถไปนั้นไม่มีความเคลื่อนไหว แต่บริเวณหว่างคิ้วของดุจดารากลับมีแสงสีทองเรืองรองออกมา ใช้เวลาไม่นานดวงแก้วสีทองก็ลอยออกมาจากร่างนั้น ไม่รอช้า ชายที่มีเส้นผมสีเงินยวงก็ใช้ตะเกียงบัวแก้วรับดวงจิตสีทองเอาไว้

“ได้แล้ว” สิ้นเสียงของชายผมเงิน ทั้งหมดก็เปลี่ยนเป้าหมายมาสะกดดวงจิตนั้นลงในตะเกียงแทน รอกระทั่งทุกอย่างเรียบร้อยดีการโคจรพลังจึงหยุดลง

“นายท่าน!” หญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามวิ่งเข้ามาดูตะเกียงบัวแก้วอย่างตื่นเต้น ในที่สุดก็ใกล้แล้ว เหลืออีกเพียงที่เดียวเท่านั้น อีกแค่ครั้งเดียวนายท่านของนางก็จะกลับมา

“เรารีบไปกันเถิด ยังต้องผสานดวงจิตของนายท่านอีก” เจ้าของดวงตาสีน้ำทะเลสะบัดแขนเสื้อทีหนึ่ง เมฆมงคลกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏ ทั้งสี่ไม่กล้าชักช้ากระโดดขึ้นเมฆนั้นกลับไปบ้านทันที ยังมีงานอีกมากที่พวกเขาต้องทำ

แผ่นดินต้าลู่ แคว้นอู๋ จวนสกุลจ้าว

บรรยากาศในจวนสกุลจ้าวไม่ดีนัก อันเนื่องมาจาก ‘จ้าวจิ้นสิง’ ผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองของแคว้นอู๋หลายวันมานี้เอาแต่เมาหัวราน้ำ เรื่องของเรื่องเกิดจาก
ฮูหยินซุน ภรรยาอันเป็นที่รักออกไปถือศีลกินเจที่อารามชีไป๋หนิงได้กว่าหนึ่งเดือนแล้ว ส่วนสาเหตุต้องเล่าย้อนไปอีก…

สมัยผู้บัญชาการจ้าวจิ้นสิงยังเป็นหนุ่ม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกองผู้ดูแลประตูเมืองธรรมดาคนหนึ่ง ได้พบรักกับคุณหนูบุตรสาวคหบดี ‘ซุนกุ้ยอิง’ ยอดพธูผู้มีรูปโฉมเป็นหนึ่งไม่มีสอง ครั้นเมื่อวันเวลาผ่านไปจากคู่รักยวนยางก็กลายเป็นสามีภรรยาที่รู้ใจ ทั้งที่รักใคร่กลมเกลียวกันมาหลายปี แต่ท้องของฮูหยินซุนผู้นี้ก็ยังไม่มีข่าวดี แม้สามีจะไม่เร่งรัดแต่ตัวกุ้ยอิงเองกลับร้อนใจ นางพยายามทุกวิถีทาง แทบจะดื่มยาสมุนไพรแทนข้าว สุดท้ายก็สามารถตั้งครรภ์ลูกคนแรกได้ในวัยยี่สิบห้าปี

การตั้งครรภ์ครั้งนี้แทบจะสูบเอาพลังชีวิตของฮูหยินซุนไปทั้งหมด นางซีดเซียวจนไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้ หมอแต่ละคนที่ได้ตรวจรักษาพากันส่ายหน้าจากไป ท่านจ้าวพยายามร้องขอให้ภรรยาทิ้งลูกคนนี้แต่นางก็ไม่ยินยอม ขู่ว่าหากลูกเป็นอะไรไปนางจะฆ่าตัวตายตาม สุดท้ายเจ้าสำนักประกายดาว หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ก็ชี้ทางสว่างให้ทั้งสอง โดยระบุผ่านนกพิราบสื่อสารให้ฮูหยินซุนไปถือศีลกินเจที่วัดแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น สองสามีภรรยาที่รักใคร่จึงต้องแยกจากกันด้วยสาเหตุนี้…

กลับสู่ปัจจุบัน เมื่อนายท่านของจวนเมาหัวราน้ำทั้งยังมีอารมณ์รุนแรงอยู่ตลอดเวลา บ่าวไพร่จึงไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว พยายามอยู่ห่างออกไปให้มากที่สุด แม้จะกลัวแต่ก็ไม่อาจปล่อยนายไว้คนเดียวได้ สุดท้ายเพื่อให้ตัวเองรอดตายจึงรวมหัวกันส่งสาวใช้ที่พึ่งมาใหม่ไปดูแลนายท่านที่เรือนใหญ่แทน

“นายท่านเจ้าคะ บ่าวเตรียมน้ำร้อนไว้แล้ว เชิญนายท่านไปชำระร่างกายเจ้าค่ะ” ‘ชิวไป๋ฮวา’ เด็กรับใช้วัยสิบสี่ย่างเข้าสิบห้าปีคุกเข่าบอกเจ้านายอย่างนอบน้อม

ไป๋ฮวาพึ่งเข้ามาทำงานที่จวนนี้ได้ไม่นาน เพราะบิดาป่วยตายหลังจากเดินทางรอนแรมมารักษาตัวไกลถึงเมืองหลวง จากนั้นมารดาก็ตรอมใจตายตาม นางจึงยอมขายตัวเองเพื่อหาเงินฝังศพบุพการี อีกไม่นานนางก็จะอายุครบสิบห้าปีแล้ว เงินทองที่สะสมไว้มากพอจะไถ่ตัวเองออกไปได้ รอเพียงฮูหยินกลับมา นางก็จะไถ่ตัวเองออกไปแต่งงานกับคนรักได้ตามสัญญา

จิ้นสิงมองเด็กสาวที่ก้มตัวอย่างพิจารณา ตอนนั้นอิงเอ๋อร์ของเขานางก็อายุเท่านี้ ยามที่นางมองเขาแล้วเขินอายอย่างไร้เดียงสา ยามนั้นใจเขาก็เป็นของนางแล้ว ผ่านมาหลายปีนางก็ยังงามไม่เปลี่ยน อิงเอ๋อร์เจ้าไม่โตขึ้นเลย…

สุราก็เหมือนไฟที่เผาผลาญสติ จ้าวจิ้นสิงดื่มจนตัวเองก็ลืมไปแล้วว่ามากเพียงไหน แต่แน่นอนว่ามากพอที่จะทำให้เขาสายตาพร่ามัวเห็นบ่าวกลายเป็นภรรยาได้ มือแข็งแกร่งคว้าเอาร่างนั้นขึ้นมากกกอดไว้ใต้ร่างตน เรี่ยวแรงของทหารหักหาญน้ำใจของสตรีน้อยไม่ประสีประสาจนสิ้น กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งฟ้าก็สว่างแล้ว

ไป๋ฮวาหมดสิ้นเรี่ยวแรงและกำลังใจ นางทรุดตัวลงร้องไห้อยู่ข้างเตียงโดยไม่กล้าส่งเสียง ชายเลวทรามที่ขืนใจนางเมื่อคืนยังนั่งนิ่ง บนใบหน้าแสดงความโกรธออกมาจนสัมผัสได้ เกรงว่าหากตนส่งเสียงออกมาเพียงนิด ปีศาจร้ายจะกลับมาอีกครั้ง

“เจ้าออกไปจากจวนนี้ซะ แล้วอย่ากลับมาอีก” จิ้นสิงตรึกตรองอยู่นานก็ตัดสินใจได้ เรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงความผิดพลาด ชาตินี้เขาจะมีกุ้ยอิงเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น…จะให้นางรู้ไม่ได้เด็ดขาด

…..

อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ

ป.ล. วันนี้มี 5 ตอนนะคะ ตอนสุดท้ายลงตอน 8.40 อาจไม่มีการแจ้งเตือน เพราะเด็กดีแจ้งเตือนได้แค่ 3 ครั้ง/วัน ไรต์จึงต้องพิมพ์บอกไว้ก่อน

หอมราตรีกาล

บทที่ 2 เมื่อมาแล้วก็อยู่ไป

ไป๋ฮวานั่งรถม้ากลับบ้านเกิดที่หมู่บ้านติงชุนทางตอนใต้ของแคว้นอู๋ การเดินทางตลอดหลายวันนี้นางไม่สามารถหยุดน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสายได้ ความเจ็บปวดที่สูญเสียสิ่งสำคัญของสตรี ยังไม่เท่าความรู้สึกผิดต่อคนรัก คำสัญญาว่าจะแต่งงานอยู่กินกันไปชั่วชีวิตไม่อาจสำเร็จได้อีกแล้ว ตอนนี้นางไม่คู่ควรกับพี่หยางเซิงอีกแล้ว

ยิ่งคิดมือน้อยก็ยิ่งกำแน่น ในมือมีถุงเงินที่เขาพากเพียรหามาไถ่ตัวนางกลับบ้านไปเป็นเมีย หลายเดือนที่ผ่านมานี้ เพื่อให้ช่วยนางจากการเป็นบ่าว เขาต้องลำบากขนาดไหนแม้ไม่เห็นแต่ไป๋ฮวาก็รู้ ด้วยอาชีพพรานป่าของเขา มีอันตรายอยู่รอบตัว กระนั้นเพื่อเงินจำนวนนี้ เขาก็ยังยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อนางเพียงแต่ชาตินี้…นางไม่สามารถทดแทนความรักนี้ได้แล้ว

“ถึงแล้ว” เสียงของบ่าวชายเรียกไป๋ฮวาออกจากภวังค์ จ้าวจิ้นสิงเมตตาให้บ่าวชายมาส่งสาวใช้ให้ถึงบ้านเกิดพร้อมกับหีบเงินอีกหนึ่งหีบ

“ขอบคุณทุกท่าน” พอลงจากรถม้าได้ ไป๋ฮวาก็หันไปก้มหัวขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกคน ดวงตาที่ชื้นไปด้วยน้ำตามองหีบในมือของบ่าวชายอย่างปวดใจ เงินหีบนี้แลกกับความบริสุทธิ์ของนาง “เงินนั้นพวกท่านเอาไปแบ่งกันเถิด ข้าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว” จบคำนางก็หันหลังเดินจากมาทันที ปลายทางเพียงหนึ่งเดียวที่คิดออก คือบ้านของพี่หยางเซิง

เพราะมาถึงในเวลากลางวัน ที่บ้านดินผุกร่อนจึงไม่มีใครอยู่ ไป๋ฮวามองไปรอบๆ ก็ยิ่งไม่อาจกลั้นน้ำตา พี่หยางเซิงยอมทนขัดสนเพื่อเอาเงินทุกอีแปะไปให้นางที่เมืองหลวง ทุกครั้งก่อนกลับเขายังชอบย้ำให้นางซื้อข้าวของให้มากหน่อย แล้วดูตัวเองสิ…จานชามแตกร้าวเช่นนี้ยังทนใช้ ทำไมถึงได้โง่งมนัก

ไป๋ฮวาพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวด กลืนน้ำตาทุกหยดลงท้อง นั่งรอชายคนรักอย่างสงบ เพียงตะวันตกดินไปไม่นาน คนที่นางรอก็กลับมาถึง

“นั่นใคร?” ‘ฝูหยางเซิง’ ที่บนบ่ามีคอนแขวนหมูป่าร้องถามคนที่นั่งอยู่ในความมืด วันนี้เขามีโชค กับดักที่วางไว้มีหมูป่าตัวใหญ่เข้ามาติด หากนำไปขายในเมืองต้องได้เงินหลายอีแปะแน่ รวมกับรายได้หลายวันนี้ก็มากพอดู จะได้รวมกันเอาไปให้ไป๋ฮวาที่เมืองหลวงคราวเดียว

แม้จะพยายามข่มใจให้เข้มแข็ง แต่เมื่อได้ยินเสียงของคนรักก็เหมือนความพยายามตลอดครึ่งวันพังทลายลง น้ำตาที่เก็บเอาไว้ไหลออกมาเป็นสาย ไป๋ฮวาสะอื้นไห้จนไหล่เล็กสั่นไหว

ในที่สุดหยางเซิงก็รู้ว่าร่างเล็กที่นั่งอยู่ในลานบ้านของเขาก็คือไป๋ฮวา พอได้เห็นไหล่สั่นๆ ได้ยินเสียงนางร้องไห้ หยางเซิงก็กุลีกุจอเข้าไปหาทันที “ไป๋ฮวาเจ้าเป็นอะไรไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” สองมือหยาบกระด้างจากการทำงานหนัก พยายามเช็ดน้ำตาที่ไหลเป็นสายให้กับคนรัก

เนิ่นนานพอดูกว่าไป๋ฮวาจะข่มใจตัวเองลงได้ นางเงยหน้ามองพี่หยางเซิงที่ร้อนใจจนเห็นได้ชัด วันนี้นางมาถึงที่นี่ก็เพื่อทำให้ทุกอย่างชัดเจน พี่หยางเซิงจะได้ไม่ต้องรอนางอีก เขาคู่ควรกับผู้หญิงที่ดีพร้อมกว่านาง สองขาพาตัวเองถอยเว้นระยะห่างออกมาจากความเป็นห่วงนั้น มือน้อยที่ยื่นถุงเงินออกไปให้เขา “พี่หยางเซิง เงินนี่ข้าคืนให้ท่าน ชาตินี้เราอย่าเจอกันอีกเลย”

หยางเซิงมองหญิงคนรักอย่างไม่เข้าใจ นางต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อไถ่ตัวเองออกจากการเป็นบ่าวแล้วทำไมถึงมาคืนเงินเขา? ยังมีอีก เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่บ้านเขาในเวลานี้ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไป๋ฮวา?”

ไป๋ฮวาทำเป็นไม่สนใจหยางเซิงอีก นางวางเงินไว้บนโต๊ะไม้แล้วเดินออกมาทันที เพื่อให้เขาสามารถตัดนางออกไปจากใจและเริ่มต้นชีวิตใหม่กับใครสักคน
ไป๋ฮวาจึงเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านแห่งนี้แทนที่จะแขวนคอล้างมลทินให้กับตัวเอง

เห็นหญิงคนรักหันหลังให้หยางเซิงก็ยิ่งงุนงง แต่ในใจเขากลับรู้ชัดอยู่เรื่องหนึ่ง ที่เมืองหลวงในจวนผู้บัญชาการจ้าว ได้มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับไป๋ฮวาของเขาแน่ ไม่เช่นนั้นนางไม่มีทางตัดสัมพันธ์กับเขา

“มีเรื่องเกิดขึ้นใช่หรือไม่ไป๋ฮวา?” หยางเซิงเดินมาดักหน้าไป๋ฮวาเอาไว้ ร่างกายสูงใหญ่ของพรานหนุ่มบดบังทางของหญิงสาวจนสิ้น พอนางจะเลี่ยงไปอีกทางเขาก็ก้าวตามไปอย่างไม่ยอมถอย ไป๋ฮวาทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ไม่กล้ามองหน้าชายคนรักอีก เห็นเช่นนั้นพรานหนุ่มจึงถามย้ำอีกครั้ง “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็ยังเป็นพี่หยางเซิงของเจ้า”

ในที่สุดไป๋ฮวาก็ไม่สามารถกักเก็บความเจ็บปวดเอาไว้ได้ นางร่ำไห้เล่าความจริงทั้งหมดให้คนรักฟังจนสิ้น น้ำตาหลั่งไหลพร้อมกับคำพูดที่พรั่งพรู

หยางเซิงไม่ขัดนางสักคำ เพียงแต่โอบกอดหญิงที่รักเอาไว้ในอก เขารู้ว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ คนที่ทำร้ายไป๋ฮวาเป็นขุนนาง ต่อให้ไปฟ้องร้องกับทางการก็ไม่มีทางชนะ ในฐานะบ่าวนางต้องทำตามที่เจ้านายสั่ง ต่อให้ไม่ยินยอมก็ตาม เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วเขาก็ต้องยอมรับ

“เจ้าจะไปเป็นอนุของเขาหรือ? ดีแล้ว…” หากนางได้เป็นอนุของขุนนาง
หยางเซิงก็มีแต่ต้องยินดีด้วยเท่านั้น ดีแล้วที่ไม่ต้องจมปลักกับพรานจนๆ อย่างเขา

“ไม่…ข้าไม่เป็น ฮึก ข้าได้สัญญาขายตัวคืนมาแล้ว เขาบีบบังคับข้าไม่ได้อีกแล้ว” ไป๋ฮวาร้องไห้กับอกอบอุ่น นางยอมรับจากหัวใจเลยว่าพี่หยางเซิงเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในแผ่นดิน เขาไม่แม้แต่จะตำหนินางสักคำ ยังคงเป็นห่วงนางอยู่เสมอ

“เช่นนั้นเจ้าจะไปที่ใด? หรือ…เจ้าคิดจะตาย?” แรกทีเดียวหยางเซิงเข้าใจว่าไป๋ฮวาคงต้องไปเป็นอนุให้ขุนนางชั่วคนนั้น แต่เมื่อมันคืนสัญญาให้นางแล้ว เหตุใดนางยังมาบอกลาเขาเช่นนี้ หากไม่ใช่…

“ข้าอยู่เช่นนี้ไม่ได้พี่หยางเซิง ฮึก…ข้าอยู่ไม่ได้” ความบริสุทธิ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของสตรี ไป๋ฮวารังเกียจร่างกายของตัวเองจนแทบไม่อยากหายใจ นางไม่สามารถมีชีวิตอยู่เช่นนี้ได้ นางทำไม่ได้

“อย่าทำนะไป๋ฮวา เจ้าห้ามทำเช่นนั้นเด็ดขาด” หยางเซิงหลั่งน้ำตาออกมาทันทีที่ได้ยิน นางเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้ายเพียงลำพัง ในตอนที่เจ็บปวดที่สุดยังคิดถึงเขา กังวลว่าเขาจะไม่ยอมใช้ชีวิตต่อไปถึงได้เดินทางรอนแรมมาเช่นนี้ นางโทษตัวเองทั้งที่ไม่มีความผิดเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้คนที่ผิดมีเพียงคนเดียวคือจ้าวจิ้นสิง! เจ้าคนสารเลวนั่น!!

“ไป๋ฮวา เจ้ายังจำสัญญาของเราได้อยู่หรือไม่?” ตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนที่ทั้งเขาและไป๋ฮวาจะสูญเสียครอบครัวไป สองบ้านได้สร้างสัญญาเกี่ยวดองกันเอาไว้ แม้นางจะยังไม่พ้นช่วงไว้ทุกข์ แต่สตรีก็ไม่ควรอยู่ตัวคนเดียว หากเขาและนางจะอยู่กินกันตั้งแต่ตอนนี้ย่อมไม่มีใครตำหนิแน่

“แต่พี่หยางเซิง ข้าไม่ใช่…ข้ามะ” ไป๋ฮวายังไม่ทันพูดประโยคนั้นจบ มือหยาบกร้านก็ปิดปากนางเอาไว้ก่อน พี่หยางเซิงมองนางทั้งน้ำตา

“เจ้ายังคงเป็นไป๋ฮวาของข้า” สำหรับหยางเซิงแล้ว ความรักความผูกพันที่เขามีให้นางมากเกินกว่าเรื่องไร้สาระพวกนั้น ขอเพียงมีนางอยู่เคียงข้างอะไรก็ได้ทั้งนั้น

คำพูดที่หนักแน่นของเขาทำให้ใจของไป๋ฮวาสั่นไหว นางซบหน้าลงกับอกอุ่น ร่ำไห้ราวกับจะขาดใจ ทั้งที่เขาควรได้เจอผู้หญิงที่ดีกว่านาง ผู้หญิงสะอาดบริสุทธิ์กว่านาง กระนั้นนางก็ยัง…นางก็ยังอยากเป็นเจ้าของอ้อมกอดนี้ ไป๋ฮวาไม่อยากสูญเสียพี่หยางเซิงไป

กว่าสองเดือนแล้วที่ไป๋ฮวากลับมาอยู่ที่หมู่บ้านติงชุน มีหยางเซิงคอยดูแลเป็นอย่างดี นางไม่เคยต้องลงมือทำงานอะไรด้วยตัวเอง ก่อนออกจากบ้านเขาจะทำทุกอย่างเอาไว้ให้ และหลังกลับมาเขาก็จะจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ ไป๋ฮวาไม่ปฏิเสธว่านางมีความสุขกับชีวิตเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น…เรื่องคืนนั้นก็ยังคงตามหลอกหลอน

คนทั้งหมู่บ้านคิดว่านางเป็นเมียพี่หยางเซิงแล้ว ทั้งผู้อาวุโส ทั้งสหายเก่าต่างพากันหอบของขวัญมาแสดงความยินดี พร้อมปลอบใจนางที่ไม่ได้จัดงานแต่งงานให้เป็นกิจจะลักษณะ มีเพียงพวกนางสองคนที่รู้ว่าความเป็นผัวเมียนั้นยังไม่สมบูรณ์ ความเจ็บปวดครั้งนั้นฝังลึกลงไปในใจไป๋ฮวา นางจึงไม่สามารถ…

หยางเซิงกลับเข้าบ้านตั้งแต่ยามเย็น ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ นับแต่ไป๋ฮวาเข้ามาอยู่ที่บ้าน สัตว์ที่ล่าได้ทั้งมากขึ้นตัวก็ใหญ่ขึ้นอีกด้วย ยังไม่ทันจะบอกข่าวดีกับนาง เสียงที่ได้ยินทำให้หยางเซิงวิ่งเข้าไปดูเมียรักทันที

“อุ๊บ! โอ้ก…แหวะ” ตั้งแต่เที่ยงไป๋ฮวาก็โอ้กอ้ากมาตลอด นางแทบจะลุกไปทำอะไรไม่ได้เลย แม้จะยังอายุไม่ถึงสิบห้า แต่จากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นไป๋ฮวาก็พอจะรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวนาง

“เมียจ๋า เจ้าเป็นอะไร?” หยางเซิงมือหนึ่งลูบหลังนาง อีกมือก็ควานหาน้ำให้นางไปด้วย “เจ้ารอเดี๋ยวพี่จะไปตามหมอ”

“พี่หยางเซิง” ที่จริงดูจากรอบเดือนที่ไม่มานับแต่วันนั้น ไป๋ฮวาก็พอจะเดาอะไรได้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่นางไม่กล้าบอกเขา “ข้าคิดว่าข้ากำลังตั้งท้อง”

หยางเซิงตกตะลึงจากสิ่งที่ได้ยิน ขณะที่ดวงตาเบิกโพลงในหัวก็มีภาพเด็กน้อยออกมาวิ่งเล่นรอบลานบ้าน เพราะสูญเสียครอบครัวไปเร็วมาก หยางเซิงจึงต้องออกป่าล่าสัตว์ตั้งแต่ยังเด็ก เขารู้สึกหดหู่ทุกครั้งที่กลับมาบ้านแล้วไม่เจอใคร ตอนนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว เมียเขากำลังตั้งท้องและนางกำลังจะมีลูกน้อยให้เขา

ความตื่นเต้นดีใจเป็นเหตุให้บุรุษหนุ่มสติหลุด สองขาแข็งแรงเดินออกห่างจากภรรยาสาวไปที่หน้าบ้าน อ้าปากร้องตะโกนออกไปสุดเสียง “ทุกคน! เมียข้าท้องแล้ว!”

“พี่หยางเซิง!” ไป๋ฮวาคิดว่าเขาจะเสียใจหรือว่าทุกข์ใจที่นางตั้งท้องลูกของคนอื่น คิดไม่ถึงว่าเขาจะยังคงเป็นพี่หยางเซิงที่แสนดี แม้แต่เรื่องเช่นนี้ก็สามารถดีใจไปด้วยได้ ไป๋ฮวาเดินเข้าไปกอดสามีทั้งน้ำตา นางยังมัวกลัวอะไรอยู่อีก? อยู่กับชายที่แสนดีขนาดนี้นางยังต้องกลัวอะไร “ขอบคุณท่านพี่”

เป็นครั้งแรกที่เมียเรียกขานตนเช่นนี้ หยางเซิงตัวแข็งไปชั่วขณะ ก่อนจะโอบกอดนางเช่นกัน “เจ้าเป็นเมียข้า ลูกในท้องก็เป็นลูกข้า ไม่มีอะไรให้ต้องขอบคุณหรอก”

“หยางเซิงเมียเจ้าท้องแล้วหรือ? ดีจริง ดีจริงๆ” ป้าหมานที่อยู่ไม่ไกลเดินเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับทั้งคู่ หมู่บ้านติงชุนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ใครทำอะไรก็รู้กันทั้งหมู่บ้าน ไม่นานชาวบ้านก็เริ่มเข้ามาแสดงความยินดี บางคนมีของขวัญในมือ บางคนก็มีคำแนะนำเป็นกระบุ้ง ด้วยความอบอุ่นเช่นนี้ในที่สุดไป๋ฮวาก็วางทุกอย่างลง เพื่อลิ้มรสความสุขในปัจจุบัน

7 เดือนหลังจากนั้น

บนหลังคาบ้านที่พึ่งสร้างใหม่ของหยางเซิง ร่างโปร่งแสงสี่ร่างกำลังนั่งรอช่วงเวลาสำคัญ ยามนี้ดวงจิตเสี้ยวสุดท้ายของนายท่านจะถือกำเนิดแล้ว หน้าที่ของพวกเขาคือต้องนำดวงจิตทั้งหมดที่รวบรวมมาได้ผสานกับเสี้ยวที่เหลือเสี้ยวนั้น

ภายใต้หลังคา ไป๋ฮวาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด รอบกายของนางมีสตรีอาวุโสในหมู่บ้านหลายคนเข้ามาช่วยกันทำคลอด

“ได้เวลาแล้ว ไป๋ฮวาเจ้าต้องเบ่งเป็นจังหวะนะ เอาละ หนึ่ง สอง สาม เบ่ง!” ไป๋ฮวาทำตามคำแนะนำของผู้ใหญ่อย่างเคร่งครัด ใช้เวลาอยู่นานในที่สุดความเจ็บปวดก็เบาบางลง

หมอตำแยประจำหมู่บ้านมองทารกหญิงในมืออย่างสลดใจ นางพยายามตบก้นเด็กคนนี้หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีเสียงร้อง เด็กเกิดมาไม่ร้องเช่นนี้คงรอดยากแล้ว กระนั้นนางก็ทำความสะอาดไปตามหน้าที่

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางเหนื่อยเกินไปจนตาลายหรือไม่ ไป๋ฮวาเหมือนเห็นร่างที่ไม่คุ้นเคยยืนล้อมลูกของนางเอาไว้ ที่มือของพวกเขาคล้ายกำลังปล่อยพลังบางอย่างให้กับทารกน้อย ยังมีดวงแก้วสีทองที่ลอยเข้าไปกลางหน้าผากของลูก ยังไม่ทันจะได้ร้องถาม นางก็สลบไปเสียก่อน พร้อมๆ กับเสียงร้องไห้จ้าของเด็กทารกที่ดังลั่นบ้านหลังเล็ก

หยางเซิงยืนแทบไม่ติด สองขาเดินไปมารอบลานบ้านด้วยความร้อนใจ ไป๋ฮวานางเจ็บท้องตั้งแต่เมื่อคืนวาน จนตอนนี้ก็ยังไม่คลอดเสียที ข้างในไม่ส่งข่าวอะไรออกมาเขาก็ยิ่งร้อนใจ ขณะที่กำลังเดินไปเดินมาอยู่นั้น ในที่สุดเสียงเด็กร้องก็ดังออกมาจากในห้อง หยางเซิงดีใจจนหลั่งน้ำตาออกมา

“พี่หยางเซิง เมียพี่คลอดแล้ว ข้าดีใจด้วย” ฮูโต้วเพื่อนเล่นสมัยเด็กของ หยางเซิงเดินเข้ามาแสดงความยินดีจากใจ

“หยางเซิงเมียเจ้าคลอดลูกสาวแล้ว” นางหมานรอจนข้างในไม่มีอะไรให้ช่วยแล้วก็เดินออกมาแจ้งข่าว ในตอนนั้นเองที่นางสังเกตเห็นดาวตกพร้อมกับนับสิบนับร้อยดวง “นั่นมันดาวตกนี่”

เพียงหยางเซิงมองขึ้นฟ้าก็ได้เห็นภาพที่สวยงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาชั่วชีวิต ดวงดาวบนท้องฟ้าเปล่งแสงร่วงหล่นพร้อมกันนับร้อยนับพันดวงราวกับสายฝน ความดีใจที่ได้ลูกสาวรวมกับความสวยงามที่ได้เห็นทำเอาชายสูงใหญ่คนหนึ่งถึงกับหลั่งน้ำตา ในที่สุดเมียเขาก็คลอดแล้ว! เขามีลูกสาวแล้ว!

ในตอนที่ดุจดารารู้สึกตัว เธอจับใจความสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไม่ได้ ร่างกายที่เคยขยับได้ดั่งใจก็เหมือนไม่ใช่ของเธออีก ความสับสนเข้าจู่โจมจนรู้สึกกลัว หรือตอนนี้เธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หรือเป็นอัมพาตไปแล้ว ทำยังไงดีเธอไม่มีญาติที่ไหนจะมาคอยดูแลเสียด้วย ดุจดาราอยู่ด้วยความสับสนจนเวลาผ่านไป ในที่สุดดวงตาทั้งสองข้างก็มองเห็นชัดอีกครั้ง อดีตสัตวแพทย์จึงเข้าใจแล้วว่าเธออยู่ในช่วงเกิดใหม่! เป็นการเกิดแบบที่ความทรงจำอยู่ครบเสียด้วย!

ยังดีที่เมื่อก่อนเพราะชอบดูซีรีส์จีนมาก เรื่องทำนองนี้มีให้เห็นในซีรีส์ดังๆ เยอะแยะ สิ่งที่ได้เห็นรอบตัวก็ไม่ต่างอะไรกับในหนังในละคร บ้านดินมุงด้วยฟางข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่เสื้อผ้าของพ่อกับแม่ก็เป็นแบบจีนโบราณไปเสียหมด
ดูเหมือน…เธอจะได้รับเลือกให้เล่นซีรีส์ย้อนยุคทะลุมิติแฮะ

เอาเถอะ! เมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ไป ในตอนนี้เธอไม่ใช่ดุจดาราอีกแล้ว พ่อกับแม่เรียกขานเธอว่า ‘ชิงชิง’ จากนี้ก็เป็นชิงชิงของโลกนี้ก็แล้วกัน

“นั่นชิงชิงไม่ใช่หรือ? จะไปไหนละนั่น?” เสียงที่คุ้นเคยของนางหมานทำให้เด็กหญิงหันไปตอบด้วยรอยยิ้ม

“ข้าจะไปเก็บผักป่าให้ท่านแม่เจ้าค่ะท่านยายหมาน” บ้านของชิงชิงอยู่ใกล้กับชายป่ามาก เพียงเดินแค่ไม่กี่ก้าวก็สามารถเข้าป่าไปล่าสัตว์ได้ เป็นทำเลที่เหมาะกับอาชีพของท่านพ่อสุดสุด แต่เพราะบ้านอยู่ชิดแนวป่าเช่นนี้จึงไม่มีเพื่อนบ้านอยู่ใกล้ๆ มากนัก ที่ใกล้ที่สุดก็คือยายหมานคนนี้

“ตัวแค่นี้จะเข้าป่าแล้ว? ในป่ามีอันตรายตั้งหลายอย่าง อย่าไปเลย มานั่งเล่นที่บ้านยายมา!” นางหมานเป็นแม่หม้ายสามีตายแถมไม่มีลูก นางจึงคอยเป็นห่วงและดูแลบ้านฝูอยู่เสมอ

“ข้าไปแค่ชายป่าเท่านั้นไม่มีอันตรายหรอกเจ้าค่ะ ไว้ข้าจะเอาผักป่ามาฝากนะเจ้าคะ” พูดแค่นั้นชิงชิงก็ก้มหัวหนึ่งทีแล้วเดินจากมา แต่ยายหมานที่แสนดีก็ยังไม่วางใจ นางตะโกนย้ำให้ระวังตัวอีกหลายคำจนชิงชิงต้องหันไปตอบกลับหลายรอบ

‘ชิงชิง’ หรือก็คือดุจดาราที่กลับมาเกิดใหม่ในหมู่บ้านติงชุน แคว้นอู๋ นับจนถึงตอนนี้ห้าปีแล้ว เพราะเกิดในคืนที่มีฝนดาวตก ท่านพ่อของนางจึงตั้งชื่อนางว่า ชิงชิงที่แปลว่าดวงดาว ผ่านมาห้าปีในที่สุดชิงชิงก็สรุปกับตัวเองได้แล้วว่า ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนมานั้นผิดจากสิ่งที่ได้พบเจออยู่มากโข โลกที่นางอยู่ในตอนนี้เป็นโลกคนละใบกับโลกนู้นแน่นอน เป็นความเหมือนบนความต่างที่ตัวนางเองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้

ชิงชิงเดินไปตามทางที่คุ้นเคยอย่างชำนาญ ในฐานะลูกสาวของพรานอันดับหนึ่งในหมู่บ้าน ท่านพ่อที่แสนดีมักจะพานางเข้าป่ามาเดินเล่นอยู่เสมอ คอยบอกว่าตรงไหนอันตรายห้ามไป หรือตรงไหนมีพวกผักป่าหรือสัตว์ตัวเล็กอย่างกระต่าย แน่นอนว่าสองพ่อลูกถูกสตรีอันดับหนึ่งของบ้านบ่นเป็นประจำ กระนั้นก็ยังไม่เปลี่ยนนิสัย

ขณะที่เก็บผักป่าอยู่นั่นเอง อยู่ๆ ก็เหมือนมีเมฆก้อนใหญ่ลอยมาบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ ท้องฟ้ายามเที่ยงวันค่อยๆ มืดลงเป็นลำดับ ชิงชิงเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างแปลกใจ ดวงอาทิตย์ที่เคยสว่างจ้ากลายเป็นเหมือนดวงไฟถูกหรี่สวิตช์ จนสุดท้ายก็เหลือเพียงดวงกลมๆ ที่มีแสงริบหรี่ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงทำให้ชิงชิงไม่กล้ารอช้า คว้าตะกร้าวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

…..

อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ

หอมราตรีกาล

บทที่ 3 ตะวันดับแสง ดวงเดือนเจิดจ้า

“ชิงชิงไปไหนมาลูก?” ไป๋ฮวากำลังร้อนใจเต็มที เพราะทั้งลูกและสามีไม่อยู่ที่บ้านทั้งคู่ การที่ท้องฟ้าก็มืดลงในยามกลางวัน เรื่องเช่นนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว

“ข้าไปเก็บผักป่าที่ตรงนู้นมาเจ้าค่ะ แต่อยู่ๆ ฟ้าก็มืดลง ยังไม่ถึงเวลาค่ำเลยนี่เจ้าคะท่านแม่” ชิงชิงยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ แสงที่ค่อยๆ หายไปของดวงอาทิตย์ไม่เหมือนตอนที่เกิดสุริยุปราคาในชาติก่อน ที่นางเห็นคือแสงเริ่มหายไปจากตรงกลางจนครอบคลุมทั้งหมด นี่มันแปลกเกินไป

“แม่ก็ไม่รู้ เจ้านั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนแม่จะไปเอาเทียนมาจุด” ไป๋ฮวาสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี นางภาวนาให้สาเหตุที่ตะวันดับเป็นเพราะมีใครสักคนสำเร็จเป็นเซียนไปเสีย ไม่เช่นนั้นก็อาจเป็นอะไรที่เลวร้ายจนไม่อยากคาดเดาก็เป็นได้

“เมียจ๋า ข้ากลับมาแล้ว ชิงชิง พ่อกลับมาแล้วลูก” หยางเซิงเหงื่อท่วมไปทั้งตัว ไหล่ข้างหนึ่งของเขาแบกร่างลูกกวางเอาไว้ตัวหนึ่ง เพราะอยู่ดีดีดวงตะวันก็ดับแสงลงเช่นนี้ หยางเซิงจึงไม่สามารถเดินดูกับดักทั้งหมดได้ ยังดีที่หลุมแรกก็เจอลูกกวางแล้ว ไม่เช่นนั้นวันนี้คงกลับมามือเปล่า

“ท่านพ่อเช็ดหน้าก่อนเจ้าค่ะ” มือน้อยยื่นผ้าชุบน้ำให้พ่อได้เช็ดหน้าเช็ดตัว ยังไม่ทันที่สองพ่อลูกจะได้พูดคุยอะไรกันเพิ่มเติม สตรีอันดับหนึ่งก็มาลากทั้งสองเข้าข้างในบ้านก่อน

“ท่านแม่ทำอะไรเจ้าคะ?” เห็นแม่บังเกิดเกล้าเอาเกลือเม็ดสาดไปทั่วตั้งแต่คนไปจนถึงของ ชิงชิงก็ถามอย่างงุนงง ท่านแม่ของนางเป็นอะไรไปอีกละนั่น ท่าทางแปลกประหลาดเหลือเกิน

“นั่นสิ เจ้าเป็นอะไรไปไป๋ฮวา” หยางเซิงมองเมียวิ่งไปวิ่งมาก็ไม่เข้าใจเช่นกัน

“อยู่ดีดีกลางวันก็มืดเช่นนี้ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ เราต้องกันความอัปมงคลไว้ก่อน” ไป๋ฮวาคิดดูหลายรอบแล้วว่าแผ่นดินต้าลู่ไม่มีข่าวการสำเร็จเป็นเซียนมานานมากแล้ว ท่านปรมาจารย์ที่ฝึกสำเร็จคนล่าสุดก็สามสี่ร้อยปีก่อนนู้น ดังนั้นเรื่องนี้ต้องไม่ใช่สิ่งดีแน่ ที่จริงไป๋ฮวาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการฝึกฝนพวกนั้น นางเกิดเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ได้แต่ใช้หูฟังข่าวลือมาบ้างก็เท่านั้นเอง

“อ๋อ…เช่นนั้นข้าทำเอง” หยางเซิงทนเห็นภรรยาเหน็ดเหนื่อยไม่ได้ จึงคว้าเอาไหเกลือมาทำเสียเอง ปล่อยให้ภรรยาไปดูแลลูกสาวแทน

ชิงชิงมองพ่อกับแม่แล้วก็แอบถอนหายใจ นางรู้อยู่แล้วว่าท่านพ่อต้องไม่ห้ามท่านแม่แน่ ตั้งแต่เกิดมาท่านแม่บอกขวา ท่านพ่อไม่เพียงไปทางขวา แต่จะวิ่งไปให้เร็วที่สุดด้วย ในหมู่บ้านเล็กๆ นี่ หากท่านพ่อกล้าพูดว่าเขาไม่ได้ตามใจภรรยา สาวแก่แม่หม้ายทั้งหลายคงมองกันตาขวาง

ในฐานะลูกสาวชิงชิงไม่สามารถตำหนิทั้งสองว่างมงายได้ นางจึงได้แต่เท้าคางมองทั้งคู่วิ่งไปมาในบ้าน กระทั่งทั้งบ้านไม่มีมุมไหนรอดพ้นจากเกลือไปได้แล้ว สามคนพ่อแม่ลูกถึงมานั่งล้อมวงกันได้

“ระยะนี้พวกเราอย่าออกไปไหนกันเลยดีกว่า หากมีไออัปมงคลจริงจะแย่” แน่นอนว่าความเห็นเช่นนี้ต้องเป็นท่านแม่ที่แสนดีของชิงชิงแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งหากให้เดาว่าท่านพ่อจะพูดอะไรก็คงเป็น…

“ได้ เราเชื่อเจ้า” อืม…เป็นดังคาด เด็กห้าขวบไม่มีสิทธิออกความเห็น ชิงชิงเลยปล่อยเลยตามเลยเสีย ท่านแม่ว่าดี ท่านพ่อว่าดี ชิงชิงก็ว่าดี

ที่น่าแปลกยิ่งกว่าก็คือในคืนนั้นดวงจันทร์กลับสว่างไสวเสียจนทั้งแผ่นดินกลายเป็นกลางวัน นั่นทำให้ไป๋ฮวาหวาดระแวงมากยิ่งขึ้น จนหยางเซิงก็ต้องคอยปลอบประโลม หมู่บ้านติงชุนที่แม้จะเล็กและสงบแต่ก็มีความอบอุ่นแทบกลายเป็นหมู่บ้านร้าง เพราะชาวบ้านก็ไม่ยอมออกไปไหนเช่นกัน

ชิงชิงแอบท่านแม่ออกมายืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างแปลกใจ นางไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเช่นนี้ก็เกิดขึ้นมาได้ กลางวันมืดจนไม่มีแสง แต่พอถึงเวลากลางคืนกลับสว่างจ้าไปทั่ว ยิ่งถึงเวลาเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืนก็ไม่ต่างอะไรกับเปิดปิดสวิตช์ไฟ ฉับพลันทันใดจนน่ากลัว

ชิงชิงคิดอยู่เสมอว่าโลกที่ตัวเองอยู่ในตอนนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต่างไปจากโลกนู้น ดังนั้นไม่ว่าจะในฐานะชิงชิงหรือดุจดารา บอกตามตรงว่าเจอเหตุการณ์เช่นนี้นางไม่รู้ว่าจะต้องเดาไปทางไหน มาอยู่ที่นี่ได้ห้าปี เรื่องที่รู้ก็มีไม่มาก พ่อแม่นางเองก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา เฮ้อ…นางไม่ชอบเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้เลย

ท้องฟ้าสับสนเช่นนี้เกิดขึ้นนานถึงเจ็ดวัน บ้านฝูโชคดีที่หยางเซิงทำอาชีพเป็นพรานป่า เนื้อสัตว์ที่ตุนไว้จึงมีพอสมควร เพียงเอามาทำอาหารแล้วกินกับแผ่นแป้งก็ได้แล้ว แต่ชาวบ้านหลายคนไม่ได้โชคดีอย่างนี้ ในหมู่บ้านติงชุนหยางเซิงเป็นเพียงคนเดียวที่กล้าเข้าป่าไปล่าสัตว์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เพียงแค่เพาะปลูกเลี้ยงชีพ ครอบครัวเหล่านั้นจึงไม่ค่อยมีอาหารสำรอง

เช้าวันที่แปดในที่สุดท้องฟ้ายามกลางวันก็กลับมาสว่างอย่างที่มันควรจะเป็น หยางเซิงมองจนแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างปกติจึงเข้าป่าไปล่าสัตว์ได้เช่นเดิม สำหรับชิงชิงแล้วไป๋ฮวายังไม่วางใจให้นางออกไปไหนคนเดียว คนที่เป็นเด็กน้อยแต่ตัวเลยได้แต่นั่งจ๋องอยู่กับบ้าน

“ชิงชิงอย่าเอาแต่ทำหน้ามุ่ย มาช่วยแม่เก็บกวาดเร็วเข้า” จากการสาดเกลือติดต่อกันถึงเจ็ดวัน ทั้งบ้านตั้งแต่กำแพงเตี้ยยาวจนถึงเตียงเตาจึงไม่มีตรงไหนไม่สกปรก เพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยชิงชิงจึงต้องช่วยแม่ทำความสะอาดอยู่นาน เพราะเป็นชนบทเด็กๆ ในหมู่บ้านติงชุนก็เหมือนถูกบังคับให้เติบโตเร็วกว่าปกติ หลายคนเพียงเจ็ดแปดขวบก็ออกไปทำนาทำไร่ช่วยครอบครัวแล้ว

สองแม่ลูกช่วยกันเก็บกวาดบ้านช่อง ส่วนคนพ่อก็ออกเดินป่าล่าสัตว์ ขณะเดียวกันนั้นในพื้นที่ไกลออกไป การประชุมใหญ่ก็กำลังเริ่มต้นขึ้น

“ข้าเป็นสตรี ก็ควรเป็นคนได้ไปรับใช้นายท่านสิ” สตรีในชุดสีแดงเพลิงกำลังเถียงอย่างเอาเป็นเอาตายกับบุรุษทั้งสาม

ผ่านมาพอสมควรแล้วจากการรวมดวงจิตของนายท่าน ถึงเวลาที่ต้องหาคนไปนำทางเพื่อรวบรวมสิ่งของทั้งหมดกลับมา ยังต้องคอยช่วยให้นายท่านฝึกฝนพลังและร่างกายจนสามารถรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ เช่นนั้นนายท่านก็จะสามารถกลับบ้านได้จริงๆ เสียที และเพราะหน้าที่นำทางและดูแลนี้ เจ้าบุรุษหน้าเหม็นพวกนี้ก็ไม่ยอมเลือกให้นางเป็นคนไป!!!

“เจ้าใจร้อนขนาดนี้ หากเราให้เจ้าไป นายท่านคงไม่สามารถสะสมพลังกลับคืนมาได้แน่” ชายที่มีผมสีขาวพูดขึ้นบ้าง พวกเขาลอบปรึกษากันอยู่นานกว่าจะสรุปได้ รู้อยู่แล้วว่านางต้องอยากไปเอง แต่ถ้าปล่อยให้ไป ไม่ถึงสิบวันครึ่งเดือนนางก็แบกนายท่านกลับมาแล้ว

“ใช่ เจ้าก็รู้ว่าพลังของนายท่านยังไม่พอ หากเร่งร้อนเกินไปจะร้ายมากกว่าดี” ท่านผู้เฒ่าของกลุ่มพูดขึ้นมาบ้าง มือเหี่ยวย่นลูบสาวเส้นเคราอย่างสุขุม

ยิ่งได้ฟัง สตรีคนเดียวก็ยิ่งไม่พอใจ นางใจร้อนแต่ก็ไม่ได้เบาปัญญาจะได้ทำอะไรโง่เง่าแบบนั้น!!

“เชื่อข้าเถอะให้เขาไปดีที่สุดแล้ว” บุรุษนัยน์ตาสีฟ้ามองหญิงสาวยืนหันหลังให้ตนแล้วก็เริ่มปวดหัว มีชีวิตอยู่กันมาเกินจะนับแล้ว นางก็ยังคงเอาแต่ใจไม่เคยเปลี่ยน

“เช่นนั้นก็แล้วแต่พวกท่านเถอะ!!” ไม่มีใครเข้าใจนางสักคน! ไม่มีเลย! นางก็แค่อยากไปช่วยดูแลนายท่านด้วยก็เท่านั้น เจ้าพวกนี้ไม่เข้าใจอะไรเลย!!!

สตรีชุดแดงเดินสะบัดชายเสื้อกระทืบเท้าออกไปทั้งอย่างนั้น ทิ้งให้สามบุรุษมองตามอย่างเหนื่อยใจ ช่างเถอะ เดี๋ยวสักพักนางก็จะเข้าใจเอง

“การติดตามนายท่านครั้งนี้ ต้องไปอย่างไร้ซึ่งพลังติดตัว ไม่แน่ว่าอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ เจ้าแน่ใจแล้วนะ?” เพราะโลกใบนั้นมีพลังฟ้าดินไม่มาก หากใช้ร่างที่แท้จริงไปก็อาจทำให้เกิดกระแสพลังแปรปรวนได้ ดวงตาสีน้ำทะเลจึงฉายความกังวลออกมาเด่นชัด

“ขอแค่ได้ไปดูแลนายท่านต่อให้ข้าต้องละทิ้งพลังบำเพ็ญทั้งหมดก็ไม่เป็นไร นับภาษาอะไรกับการทิ้งชั่วคราวเช่นนี้” เพียงได้รู้ว่าหน้าที่ของตนคืออะไรใจชายผมขาวก็ยินดีอย่างที่สุดแล้ว นายท่านจากพวกเขาไปนานเหลือเกิน ใช้เวลานับหมื่นปีกว่าจะมีความหวังขึ้นมาได้ ยามนี้อะไรก็ได้ทั้งนั้น

“มีโอกาสเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็จะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น” ในมือของชายชรามีกระจกหกเหลี่ยมที่ใช้ส่องดูดวงดาวอยู่ด้วย ในฐานะผู้ที่เชี่ยวชาญการทำนายที่สุดของกลุ่ม นี่เป็นความหวังเพียงครั้งเดียวของนายท่าน ไม่เพียงเท่านั้น ความหวังครั้งนี้ยังมาพร้อมกับหายนะครั้งใหญ่อีกด้วย

“ขอแค่มีความหวังได้นายท่านกลับมาก็พอ เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคิดเถอะ” ทั้งสามมองกระจกในมือของชายชราเป็นตาเดียว ภาพที่เคลื่อนไหวอยู่บนเงาของกระจกคือเด็กหญิงตัวเล็กที่วิ่งเล่นไปกลางป่า

“ชิงชิงอย่าวิ่งไปไกลนะลูก” ในชีวิตนี้ของหยางเซิงมีเพียงสองคนที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ หนึ่งคือภรรยาที่รักยิ่งดั่งดวงใจ และสองบุตรสาวตัวน้อยที่เป็นแก้วตา ดังนั้นเมื่อชิงชิงของเขาขอตามเข้าป่ามาด้วย หยางเซิงก็พยักหน้ายอมตกลงทันที แถมยังช่วยเกลี้ยกล่อมไป๋ฮวาให้ยินยอมด้วย

ตั้งแต่พ่อกับแม่ป่วยตายจากไป หยางเซิงก็ใช้อาชีพพรานป่าเพื่อหาเลี้ยงชีพมาตลอด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาไม่มีที่ทางจะเพาะปลูก การเป็นพรานใช้ต้นทุนเป็นฝีมือและประสบการณ์ หากขยันมากก็มีรายได้มากตามไปด้วย แม้จะพูดว่าเป็นพรานป่า แต่หยางเซิงก็เพียงแค่เข้าป่ามาวางกับดักสัตว์ขนาดเล็กและขนาดกลางก็เท่านั้น สัตว์ที่จับได้ก็เป็นเพียงสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไป ผืนป่าที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเป็นป่าผืนใหญ่ที่หากเข้าไปลึกๆ ก็สามารถพบเจอสัตว์อสูรได้ ด้วยความสามารถระดับชาวบ้านธรรมดาของหยางเซิงเขาจึงยังไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปลึกนัก

“ท่านพ่อกำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?” ชิงชิงเห็นพ่อก้มก้มเงยเงยอยู่นานก็วิ่งเข้ามาดูบ้าง

“วางกับดัก ชิงชิงดูนี่ให้ดีนะ” หยางเซิงใช้สองมือวางกับดักเชือกอย่างง่ายให้ลูกสาวได้ดู เขาทำไปทีละขั้นช้าๆ เพียงชั่วครู่เดียวกับดักสัตว์เล็กก็เสร็จสมบูรณ์

ว้าว ท่านพ่อเก่งสมกับเป็นพรานป่าจริงๆ กับดักเชือกนี่หากเจ้าสัตว์ตัวเล็กจำพวกกระต่ายหรือหมาริ่งเข้ามาติดกับดัก รับรองว่าไม่มีทางรอดออกไปแน่ แบบนี้สินะท่านพ่อถึงได้เป็นพรานอันดับหนึ่งของหมู่บ้านติงชุน

ในฐานะอดีตสัตวแพทย์ ชิงชิงเองก็เคยรู้สึกผิดกับการล่าสัตว์ของพ่ออยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่เมื่อคิดว่าหากท่านพ่อไม่ทำทั้งครอบครัวของนางก็จะอดตาย ความรู้สึกผิดก็ลดฮวบไปจากใจทันที ไม่เพียงเท่านั้น ทรัพยากรของโลกนี้ที่นางอาศัยอยู่ก็จัดว่าอุดมสมบูรณ์ดีมาก แค่ชายป่ารอบนอกยังสามารถพบสัตว์ตัวเล็กๆ ได้ ด้านในป่าต้องยิ่งอุดมสมบูรณ์กว่านี้แน่นอน สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กเป็นเรื่องธรรมชาติ ข้อสำคัญคืออย่าทำลายพื้นที่ป่าก็พอ เท่านี้วงจรชีวิตก็จะไม่ล่มสลายแล้ว

สองพ่อลูกออกท่องพื้นป่ากันอย่างสนุกสนาน ขาไปคือการวางกับดักเอาไว้ รอบนอกคือกับดักเชือกของสัตว์ตัวเล็กๆ ยิ่งเดินเข้าไปลึกประเภทของกับดักก็เปลี่ยนแปลงไป จากเชือกเส้นเล็กธรรมดา กลายเป็นเชือกบ่วงเส้นใหญ่ สุดท้ายก็เป็นกับดักหลุมลึกที่มีไม้แหลมอยู่ตรงก้นสำหรับจับสัตว์ตัวใหญ่ๆ ตรวจกับดักอันสุดท้ายเสร็จทั้งสองก็เดินไปหาที่นั่งพัก

“นานหรือไม่เจ้าคะกว่าจะมีสัตว์มาติดกับดักที่เราวางเอาไว้” ขณะที่ปากเคี้ยวแผ่นแป้งที่ท่านแม่เตรียมให้ ชิงชิงก็ถามพ่อไปด้วย

“ก็แล้วแต่โชค บางวันพ่อวางกับดักเป็นยี่สิบอัน มีสัตว์มาติดแค่ตัวเดียวก็มี” ช่วงก่อนมีเมียหยางเซิงโชคไม่ค่อยดีนัก หลายครั้งที่เข้าป่าแล้วกลับออกมามือเปล่าไม่ได้สัตว์สักตัว แต่พอแต่งงานอยู่กินกับไป๋ฮวาแล้วไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ เขาได้สัตว์น้อยใหญ่กลับบ้านทุกวัน ยิ่งหลังจากชิงชิงเกิดเขาไม่เคยได้สัตว์น้อยกว่าห้าหกตัวเลย พอจับสัตว์ได้เยอะ รายได้ของบ้านก็เยอะไปด้วย ตอนนี้ที่บ้านจึงไม่ต้องกังวลเรื่องรายจ่ายแล้ว

“ท่านพ่อสุดยอดจริง ๆ” ชิงชิงชมพ่อจากใจจริง ตั้งแต่เกิดมานางยังไม่เคยลำบากลำบนสักครั้ง ถึงบ้านจะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาแต่นางก็ไม่เคยอด ทุกครั้งที่มีอาหารดีดีท่านพ่อจะเก็บเอาไว้ให้นางกับท่านแม่ก่อนเสมอ นางจึงรู้สึกผูกพันกับท่านพ่อที่สุด ขอเพียงมีท่านอยู่นางไม่มีทางอดตายแน่

หยางเซิงมองลูกสาวกินแก้มตุ้ยอย่างภูมิใจ ชิงชิงโตขึ้นมาอย่างดีมาก แต่ก็มีเรื่องน่าแปลกด้วยเหมือนกัน ทั้งที่ทั้งเขาและไป๋ฮวาต่างก็รู้หนังสือแค่ไม่กี่ตัวแต่ชิงชิงสามารถอ่านออกเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว ยามที่เขาเอาสัตว์ไปขายที่ในเมืองก็เป็นนางที่สามารถต่อรองราคาจนได้ราคาสูงขึ้นอย่างสมเหตุสมผล ผู้จัดการที่ร้านอาหารยังชมลูกสาวเขาที่สามารถคิดคำนวณราคาได้โดยไม่ต้องใช้ลูกคิด สำหรับเด็กห้าหกขวบนี่เป็นเรื่องที่แปลกมากจริงๆ

สองพอลูกนั่งเล่นกันจนตะวันเริ่มคล้อยต่ำจึงออกเดินทางกลับ ระหว่างทางแน่นอนว่าต้องเก็บเกี่ยวผลของการลงแรงเอาไว้ก่อนหน้าด้วย กับดักน้อยใหญ่ที่วางเอาไว้ขามาตอนนี้เต็มไปด้วยสัตว์ป่าที่ไร้ชีวิต ตั้งแต่สัตว์เล็กอย่างกระต่ายน้อยไปจนถึงสัตว์ใหญ่อย่างหมูป่าตัวอ้วน ทุกกับดักที่วางไว้ไม่มีว่างเลยสักอัน

“ท่านพ่อหลุมนี้มีหมาป่าด้วย” ด้วยความที่คุ้นเคยกับป่ามาตั้งแต่ชีวิตก่อน ชิงชิงน้อยจึงสามารถวิ่งไปมาในป่าได้อย่างชำนาญ นางวิ่งหากับดักโดยรอบได้เร็วกว่าท่านพ่อของนางเสียอีก

“เราสาวน้อย…ออกตกปลา…สุขอุรา…กลางมหาสมุทรกัน ได้ตกปลา…สุขอุรา….กลางมหาสมุทรกัน” ชิงชิงออกเดินนำหน้าพ่อพลางร้องเพลงอย่างมีความสุข บนหลังของเด็กน้อยสะพายตะกร้าสานที่ข้างในเต็มไปด้วยสัตว์ตัวเล็กที่น้ำหนักน้อย

“ชิงชิงถ้าหนักเอามาให้พ่อถือให้ได้นะลูก แขนอีกข้างพ่อว่างอยู่” ด้วยความรักที่มีต่อลูกสาว หยางเซิงไม่อาจทนเห็นเด็กตัวน้อยแบกของหนักได้ วันนี้ได้สัตว์มามากกว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก บนบ่าเขามีคอนที่แขวนร่างหมูป่ากับหมาป่าตัวใหญ่เอาไว้ ตรงปลายยังมีสัตว์ขนาดกลางแขวนเอาไว้ด้วย ส่วนพวกสัตว์เล็กสัตว์น้อยจึงได้แต่ปล่อยให้ชิงชิงสะพายตะกร้าให้

“ข้าไม่หนัก เอาไว้ข้าหนักแล้วจะบอกท่านพ่อนะเจ้าคะ” บางครั้งชิงชิงก็อยากจะมองบนให้กับความหลงลูกสาวของพ่อตัวเอง เด็กคนอื่นตัวเท่านางก็ออกช่วยที่บ้านทำไร่ทำนาแล้ว ส่วนชิงชิงนั้นเรียกได้ว่าเล่นสนุกไปเลยทั้งวัน นอกจากหยิบจับช่วยท่านแม่ทำงานบ้าน ก็ไม่ต้องทำอะไรอีก เพราะงานอื่นๆ ท่านพ่อก็ไม่ยอมให้ท่านแม่จับ จึงไม่มีทางหลุดมาถึงนางแน่นอน

เดินได้ครึ่งทางทั้งสองก็ตัดสินใจแวะพักสักครู่ ชิงชิงนวดแขนให้หยางเซิงเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ดูจากท่าทางเหน็ดเหนื่อยของพ่อแล้ว ชิงชิงก็คำนวณน้ำหนักของสัตว์สองตัวอยู่ในใจ แค่สัตว์ใหญ่สองตัวก็เกินกำลังจะแบกไหวแล้ว ยังมีเจ้าตัวเล็กอีกเป็นสิบตัว ท่านพ่อจะไม่เหนื่อยได้ยังไง

“พ่อไม่เมื่อย ชิงชิงมานั่งพักเถอะลูก” แม้จะอิ่มอกอิ่มใจที่มีลูกสาวเอาใจใส่ แต่ชิงชิงน้อยก็เหนื่อยเหมือนกัน เขาไม่อยากให้นางลำบากนัก

“นี่เป็นการแสดงความกตัญญูของข้า ท่านพ่อต้องปล่อยให้ชิงชิงได้ดูแลบ้างสิ” มือน้อยๆ ของเด็กทุบลงบนไหล่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เพราะต้องแบกของหนักอยู่เสมอ แถมวันหนึ่งต้องเดินไกลเป็นกิโลๆ ท่านพ่อของนางจึงมีร่างกายที่แข็งแรงสมชายชาตรี

สองพ่อลูกนั่งพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ขณะที่กำลังจะออกเดินอีกครั้ง เสียงร้องเล็กๆ ของสัตว์ก็หยุดทั้งคู่เอาไว้

แอ๊ แอ๊

…..

อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ

หอมราตรีกาล

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...