กฎหมายรัฐบาลไม่ผ่านสภา นายกรัฐมนตรี 4 คน ยุบสภา-ลาออก
คอลัมน์ : Politics policy people forum
นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 1 หมื่นบาท จากนโยบายเรือธง หวังสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ แก้วิกฤตเศรษฐกิจซึมลึก กลับกลายเป็นนโยบายเรียกแขก เมื่อรัฐบาลใช้วิธีการออกพระราชบัญญัติกู้เงิน 5 แสนล้านมาดำเนินโครงการ
เกิดการตั้งคำถามเรื่องเศรษฐกิจประเทศ ขณะนี้เข้านิยามคำว่า “วิกฤต” แล้วหรือไม่
เนื่องจากพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 มาตรา 53 ระบุว่า การกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังกระทําได้ก็แต่โดย “อาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ”
และเฉพาะกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการโดย “เร่งด่วน” และ “อย่างต่อเนื่อง” เพื่อแก้ไขปัญหา “วิกฤต” ของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีได้ทัน
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนสำคัญอันดับแรก เมื่อการกู้เงินผ่านการออกกฎหมาย จะต้องผ่านการให้ความเห็นของ “คณะกรรมการกฤษฎีกา” ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติให้ความเห็นชอบ แล้วจึงส่งไปสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร
เพราะในสภานอกจากพรรคฝ่ายค้าน นำโดย “พรรคก้าวไกล” บวกกับ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเป็นธรรม ที่ยืนปักหลักไม่เห็นชอบกับการ “กู้เงิน” มาดำเนินโครงการแล้ว
จำนวนเสียงในสภาของฝ่ายรัฐบาลก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะกลุ่มพรรคใหญ่ พรรคหลัก ในรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 141 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 71 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 40 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง พรรคประชาชาติ 9 ที่นั่ง
พรรคอื่น ๆ อีก 5 พรรค ได้แก่ พรรคชาติพัฒนากล้า 2 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 2 ที่นั่ง พรรคเสรีรวมไทย 1 ที่นั่ง พรรคท้องที่ไทย 1 ที่นั่ง พรรคพลังสังคมใหม่ 1 ที่นั่ง รวม 314 เสียง (นับเฉพาะตอนจัดตั้งรัฐบาล โดยยังไม่นับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะกลุ่มอำนาจใหม่ 16 เสียงที่เคยโหวตให้นายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องจุดยืนเป็นฝ่ายค้าน-รัฐบาล เพราะยังไม่มีหัวหน้าพรรคคนใหม่)
สรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยมี 141 เสียง และไม่ถึงครึ่งของสภา การออกกฎหมายจึงไม่สามารถออกได้โดยไร้การต่อรอง
ไม่เหมือนยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากที่สุดในสภาแบบ “เกินครึ่ง” 256 เสียง ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเป็นแค่ “ตัวประกอบ” อีก 6 พรรค 44 เสียง รวมเป็น 300 เสียง คือ พรรคชาติไทยพัฒนา 19 เสียง พรรคชาติพัฒนา 7 เสียง พรรคพลังชล 7 เสียง พรรคมหาชน 1 เสียง และพรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง
วัดใจวาระ 2-3
ดังนั้น เกมการต่อรองในสภาจึงมีความสำคัญ แหล่งข่าวจากพรรคร่วมรัฐบาลรายใหญ่พรรคหนึ่งประเมินว่า ถ้ากฎหมายเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่ออนุมัติ ครม.ก็ต้องเห็นชอบอยู่แล้ว โดยถือว่าเป็นนโยบายรัฐบาล
แต่เมื่อไปถึงสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นรับหลักการวาระ 1 คงไม่มีปัญหา แต่หลังจากนั้นจะต้องเข้าสู่การแปรญัตติ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เพราะ สส.เขี้ยวลากดินกันทุกคน ไม่ปล่อยผ่านง่าย ๆ
“และที่สำคัญ พรรคร่วมรัฐบาลยืนยันแล้วว่า การจะโหวตให้ต้องชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงจะสนับสนุน”
การผลักดันพระราชบัญญัติกู้เงิน 5 แสนล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก
4 นายกฯ ยุบสภา ลาออก
ในอดีตเคยมีรัฐบาลที่ต้อง “ลาออก” หรือ “ยุบสภา” เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง กรณีกฎหมายของรัฐบาลไม่ผ่านสภามาแล้ว ดังนี้
1.พระยาพหลพลพยุหเสนา ต้องลาออกจากนายกฯ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติสนธิสัญญาจำกัดยาง วันที่ 22 กันยายน 2477 เนื่องจากสภาเห็นว่าสนธิสัญญานี้มีข้อเสีย ทำให้ชาวสวนยางถูกผูกมัด เสียเปรียบ จึงลงมติไม่อนุมัติตามที่รัฐบาลเสนอขอสัตยาบันด้วยคะแนน 73 ต่อ 25 พระยาพหลฯจึงลาออก และนับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ การยุบสภาครั้งแรก ยังเกิดขึ้นในยุคพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผลมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ในญัตติเรื่องการจัดทำรายละเอียดงบประมาณแผ่นดิน เมื่อ 11 กันยายน 2481
2.จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เมื่อ 24 กรกฎาคม 2487 กรณีแพ้การลงมติในสภาถึง 2 ครั้ง คือพระราชกำหนดระเบียบการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2487 และพระราชกำหนดสร้างพระพุทธบุรีมณฑล ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2487 แม้การสร้างเมืองหลวงครั้งนี้จะถูกอ้างความจำเป็นในการสร้างฐานที่มั่นในทางสงคราม
3.นายควง อภัยวงศ์ กรณีแพ้การลงมติร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะคับขัน พ.ศ. 2548 เกิดขึ้นเมื่อ 18 มีนาคม 2489 ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นร่างที่เสนอโดยนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สส.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นแกนหลักสาย นายปรีดี พนมยงค์ แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ที่ประชุมสภากลับโหวตเห็นชอบให้รับหลักการร่างกฎหมาย ด้วยคะแนน 65 ต่อ 63 เสียง รัฐมนตรีทั้งคณะจึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง
4.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ยุบสภารอบที่ 2 เพราะรัฐบาลแพ้เสียงในสภา ในการออกพระราชกำหนดการขนส่งทางบก โดยสาระสำคัญคือ กำหนดให้รถที่ซื้อใหม่และใช้น้ำมันดีเซล ต้องเสียภาษีมากกว่าธรรมดา 2 เท่า เนื่องจากไม่ต้องการให้สั่งน้ำมันดีเซลเข้ามามากเกินจำเป็น
ด้าน สส.ฝ่ายเห็นสวนทาง เพราะไม่มีความจำเป็น “เร่งด่วน” ถึงขั้นออกเป็นพระราชกำหนด อีกทั้งความย้อนแย้งกับนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทย แต่กลับขึ้นภาษีเครื่องยนต์ดีเซล
ที่สุดแล้วต้องมีการโหวตถึง 3 ครั้ง ครั้งแรก ที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนดนี้ 140 ต่อ 137 เสียง จึงมีการลงมติครั้งที่ 2 ที่ประชุมก็ยังไม่เห็นชอบด้วย 143 ต่อ 142 เสียง
จึงมีการลงมติครั้งที่ 3 ด้วยการ “ขานชื่อ” มีผู้ไม่เห็นชอบถึง 147 เสียง ต่อ 143 เสียง โดยมีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่ “โหวตสวน” โดยไม่เห็นชอบกับพระราชกำหนด 38 คน และไม่อยู่ในห้องประชุมอีก 6 คน พล.อ.เปรมจึงตัดสินใจยุบสภา
ต่อมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยุบสภารอบที่ 3 เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล หลังจาก สส.ส่วนหนึ่งลงมติไม่สนับสนุน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ที่รัฐบาลเสนอ ทำให้กฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านการเห็นชอบของสภาในวันที่ 29 เมษายน 2531
พระราชบัญญัติกู้เงิน 5 แสนล้าน จึงกลายเป็น “เดิมพัน” ของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน