ฆนัท นาคถนอมทรัพย์ ยิงทะลุแฮชแท็ก วิวาทะ 'ปราสาทตาควาย' ซ่อมได้ ทำไมมีปัญหา?
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ฆนัท นาคถนอมทรัพย์
ยิงทะลุแฮชแท็ก
วิวาทะ ‘ปราสาทตาควาย’
#ซ่อมได้ ทำไมมีปัญหา?
ท่ามกลางบรรยากาศสงครามไทย-กัมพูชาในสนามรบแนวชายแดนที่โลกร่วมจับตา สมรภูมิออนไลน์ ก็ขยันสาดกระสุนวิวาทะในกระแสชาตินิยมที่ห่มคลุมภาคประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเด็นด้านมรดกวัฒนธรรมที่ถกกันอย่างดุเดือดข้ามประเทศ
หลังการโจมตีปราสาทตาควายโดยฝ่ายไทย ส่งผลให้กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชาออกแถลงการณ์ประณาม ขณะที่พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวโดยตั้งค่าสาธารณะ ว่า #ซ่อมได้ จนได้รับเสียงชื่นชมสนั่นหวั่นไหวจากฝ่ายหนุน
ขณะที่อีกมุม ก็ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในบทบาทผู้นำหน่วยงานรัฐที่ดูแลโบราณวัตถุและโบราณสถาน เพราะอาจถูกตีความว่า หนุนให้บึ้มได้แล้วค่อยซ่อมภายหลัง
สุดท้าย กลายเป็นวิวาทะ 2 ฟากฝั่ง กระทั่งทัวร์ลงอาจารย์คณะโบราณคดี รั้ววังท่าพระ ท่านหนึ่ง ที่โพสต์สะกิด 6 บรรทัดถ้วน
ก่อนที่ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะออกมาเผยว่า ‘ต้องรักษาประเทศของเราไว้ก่อน หากไม่มีประเทศ ก็ไม่สามารถรักษาโบราณสถานไว้ได้’
มองเผินๆ ท่าทีและคำกล่าวเหล่านี้ ไม่เห็นจะมีปัญหาใด หากมองด้วยใจคนรักชาติ ซ้ำกรมศิลป์ไทยก็เก่งมาก เนรมิตงานยากๆ มาแล้วทั่วไทย
ทว่า “ฆนัท นาคถนอมทรัพย์” อดีตอนุกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร มองลึกไปกว่านั้น ด้วยสายตาของบัณฑิตภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ฆนัทสะท้อนว่ามีคำตอบที่ควรถาม และมีคำถามที่ควรตอบอย่างรอบคอบกว่าที่เป็น
ปราสาทตาควาย (ภาพจาก เพจ “Army Military Force”)
: ขอปักหมุดจุดเกิดเหตุปราสาทตาควาย ที่พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่ายึดมั่นกติกาสากลคือ อนุสัญญากรุงเฮก (Hague Convention) ค.ศ.1954 เพราะกัมพูชาใช้เป็นฐานโจมตีไทย แล้วปัญหาคืออะไร?
สนธิสัญญานี้สำคัญตรงที่มีมาตรา 104 ซึ่งบอกว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศาสนสถาน พิพิธภัณฑ์ มีสถานภาพคุ้มครองพิเศษโดยคู่ภาคี หรือคู่ขัดแย้งที่รบกันอยู่ ต้องเคารพ ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม ทีนี้มันมีข้อยกเว้นที่ว่า ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดันไปใช้โบราณสถาน หรือพิพิธภัณฑ์ เป็นพื้นที่ทางการทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ฝ่ายนั้นผิดแน่ๆ เพราะเป็นการละเมิด
ผลต่อมาคือ มันทำให้โบราณสถานหรือพิพิธภัณฑ์นั้นสูญเสียสถานะพิเศษในการคุ้มครองไป แต่เป็นการสูญเสียแบบชั่วคราว สมมุติว่า กัมพูชาเข้าไปใช้ปราสาทแล้วถอนกำลังออกมา ก็จะกลับคืนสู่สถานะพิเศษเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานที่พิสูจน์ได้ด้วย เพราะมักมีข้อโต้แย้งเรื่องความชัดเจนของหลักฐาน ทีนี้เมื่อสูญเสียสถานะไป โบราณสถานนั้นก็จะถูกโจมตีได้ แต่ต้องโจมตีแบบจำกัดความเสียหาย สมมุติเราพิสูจน์ได้แน่นอน มีภาพถ่ายจากโดรนว่ามีกำลังทหารของกัมพูชาไปตั้งบริเวณปราสาท หรืออยู่ข้างในปราสาทด้วย แต่การบอมบ์มันต้องทิ้งระเบิดที่ไม่โดนปราสาทประธานโดยตรง
ในอนุสัญญากรุงเฮก ระบุไว้ถึงการมีมาตรการลดผลกระทบ หรือจำกัดความเสียหายต่อโบราณสถานให้มากที่สุด
หมายความว่า ทหารไทยต้องชี้แจงว่า มีรูปปรากฏว่ามีหน่วยทหารกัมพูชาอยู่บริเวณโบราณสถาน ซึ่งระเบิดที่ใช้ต้องได้สัดส่วน เช่น ควรใช้ดินระเบิด 10 กิโล แต่เราดันไปใช้ 50 กิโล แบบนี้ไม่ได้สัดส่วน
: โพสต์ #ซ่อมได้ ของอธิบดีกรมศิลป์ ดูจะทำชาวเน็ตไทยส่วนใหญ่ ‘ฟิน’ ข้อความแค่ 2 พยางค์นี้ มีประเด็นลึกซึ้งควรคิดลึก คิดใหม่ คิดให้รอบด้านอย่างไร?
สําหรับท่านอธิบดีกรมศิลป์ สำหรับผมมี 2 ประเด็น ถ้าเราย้อนไปดูสิ่งที่รัฐมนตรีวัฒนธรรมกัมพูชาออกมาพูดว่าให้หยุดทำลายโบราณสถาน ในความเห็นของผม อธิบดีกรมศิลป์ของไทยก็ควรพูดในลักษณะเดียวกัน ว่าขอให้กัมพูชาหยุดใช้โบราณสถานเป็นพื้นที่ทางการทหาร แล้วร่ายอนุสัญญากรุงเฮกให้ฟัง ว่าถ้าทำแบบนั้นมันละเมิดนะ และไทยมีสิทธิ์โจมตี เพราะถูกถอนออกจากสถานะพิเศษไปแล้ว แต่ทหารไทยต้องโจมตีแบบจำกัดนะ นี่คือประเด็นแรกของผม คืออธิบดีกรมศิลป์ต้องให้ข้อมูลความรู้ตรงนี้
อย่างไรก็ตาม คลิปที่ออกมา คือไปบึ้มใส่ตัวปราสาทประธาน คลิปนี้ก็จะกลายเป็นดิจิทัลฟุตปรินต์ที่เราต้องไปชี้แจงต่อเวทีโลกว่า ทำไมยิงใส่ยอดปราสาท ซึ่งในทางเทคนิค อาจชี้แจงได้ว่า ทำไม่ได้ เพราะข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ เป็นต้น
ประเด็นที่ 2 คือ เวลาคุณพูดว่า ซ่อมได้ แปลว่า คุณคิดไปแล้วว่าตรงนั้นเป็นของไทย อยู่ในขอบเขตอำนาจอธิปไตยไทย เพราะถ้าจะซ่อม ต้องใช้เงินภาษี แต่ 3 ปราสาท คือ ตาควาย ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด มันเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้ตกลงว่าเป็นของใคร มันยังอยู่ในกระบวนการ
ปราสาทตาควายอาจอยู่บนสันปันน้ำเป๊ะเลย แต่การที่อธิบดีกรมศิลป์โพสต์อย่างนั้น ทำให้เกิดความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพราะนั่นคือการเคลมว่าปราสาทนั้นเป็นของไทยเรียบร้อยแล้ว
นี่คือสิ่งที่ท่านอาจไม่ทันนึกถึง
: คำถามเดียวกัน ต่อคำกล่าวของ รมว.วัฒนธรรมบ้านเรา ที่บอกว่า ต้องรักษาประเทศก่อน จุดอ่อนของวาทะอยู่ตรงไหน?
กรณีที่ 1 คือ คำกล่าวนี้มันไปไกลจากสถานการณ์ไปมาก เพราะนี่คือเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน ไม่ใช่สงครามชิงประเทศ การพูดอย่างนั้น ทำให้เกิดความเข้าใจผิด การพูดโดยรัฐมนตรี สำคัญ เพราะมันจะกลายเป็นตราประทับซึ่งฝั่งกัมพูชาสามารถนำไปใช้ได้ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยพูดประหนึ่งว่าเป็นสงครามยึดประเทศ จะกลายเป็นความชอบธรรมของกัมพูชาในการไปสู้บนเวทีโลก ว่าไทยไปรุกรานกัมพูชาจนถึงครอบครองดินแดนเลยใช่ไหม
คำพูดลักษณะนี้ อาจมีผลในทางการทูตระหว่างประเทศมากกว่าที่คิด
หนึ่ง คือไม่ควรพูดแบบนี้แน่ๆ
สอง คือนี่คือการทำแบบเดียวกับที่อธิบดีกรมศิลป์และคนในกรมศิลป์อีก 2-3 คนออกมาพูดว่าพร้อมซ่อม ซึ่งคำว่า ‘พร้อม’ นี่จริงไหม
การบูรณะปราสาทหินแบบ ‘อนัสติโลซีส’ (ANASTYLOSIS) มันต้องเขียนหินทีละก้อน ต้องบันทึกข้อมูล นำลงมาแล้วเอากลับไปประกอบใหม่ แต่ไทยไปบอมบ์ใส่จนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย แล้วจะทำอย่างไร
เท่าที่ผมค้นข้อมูล ยังไม่พบว่ากรมศิลป์เราเคยซ่อมปราสาทตาควายมาก่อนเลย แต่เคยขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้
ข้อมูลตามโซเชียลมีเดียเหมือนจะมั่วไปหมด ว่าไทยเคยซ่อมมาแล้ว ปราสาทที่ไทยเคยซ่อมคือกลุ่มปราสาทตาเมือน
: ถ้าไม่เคยมีแบบ หรือบันทึก และภาพถ่ายโดยละเอียด สามารถบูรณะโดยการสันนิษฐานจาก ‘รูปแบบศิลปะ’ ได้ไหม?
การซ่อมอย่างนั้น มันคือการเดาจากงานวิชาการ ซึ่งปราสาทหลังนี้อาจมีสิ่งที่ยูนีกก็ได้ อาจจะไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบศิลปะหลัก ปราสาทตาควายไม่มีจารึก นักวิชาการที่ผมเชื่อถือคือ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ วิเคราะห์ว่า การที่ตัวปราสาทประธานมีการเพิ่มมุมมาแล้วเท่ากับว่า จัดอยู่ในรูปแบบศิลปะแบบพิมาย ซึ่งเป็นต้นทางของการเพิ่มมุมปราสาทประธาน โดยไปสุดที่ปราสาทนครวัดในกัมพูชา
แต่ด้วยยอดปราสาทตาควายยังไม่ได้เป็นพุ่มซับซ้อนเท่านครวัด ดร.ทนงศักดิ์เลยกำหนดว่า ต้องมีอายุหลังพิมาย แต่ก่อนนครวัด โดยเชื่อว่าอาจเป็นของพราหมณ์ประจำพระองค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6
นี่เป็นการกำหนดกว้างๆ ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับมุมมองของ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล มหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เชื่อว่า ปราสาทตาควายสร้างขึ้นในช่วง พ.ศ.1700-1724 ก่อนพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราชย์ อาจจะเหลื่อมเวลากันนิดหน่อย โดยเชื่อว่า อาจเป็นปราสาทที่ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะรีบ เนื่องจากกำลังเข้าสู่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่เคลื่อนไปสร้างกลุ่มปราสาทตาเมือนแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ปราสาทที่ไม่สำคัญ เพราะหลังใหญ่พอสมควร โครงสร้างหลักก็สร้างเสร็จแล้ว ความสำคัญคือ คุมช่องตาเมือน ซึ่งเป็นเส้นทางติดต่อค้าขายสำคัญ
ผมสอบถามจากรุ่นพี่คณะโบราณคดีที่เคยเดินทางไป เขาบอกว่าเป็นปราสาทที่ใหญ่และแน่นมาก เพราะสร้างจากหินทรายที่ค่อนข้างแข็งแรงมาก ขนาดโดนบอบม์ ปราสาทประธานยังทลายลงมาไม่หมด
: กับคอมเมนต์ที่ว่า ‘ชีวิตผู้คนและแผ่นดินกับปราสาทหิน อย่างแรกต้องสำคัญกว่า’ จะตอบเขาอย่างไร?
ชีวิตคนสำคัญแน่นอน อันนี้ยืนยัน
แต่เวลาเราเอาไปเปรียบเทียบว่า ชีวิตสำคัญกว่า โบราณสถานสำคัญน้อย แต่ถ้าคิดแบบนี้ มันคือการลดทอนความอารยะที่มนุษย์เราอุตสาห์สร้างขึ้นมาทั้งหมด
เรามีสงครามกันมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่พอถึงจุดหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด หลักฐานใน ค.ศ.1954 คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เราตระหนักแล้วว่า ถึงจะรบกัน แต่มีสิ่งที่ต้องรักษาไว้ คือโบราณสถาน โบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาล
คือต้องรบแบบมีอารยะ รบกันบนข้อตกลงบางอย่าง
การลำดับความสำคัญ ชีวิตคนสำคัญแน่ แต่ควรนึกถึงมรดกที่บรรพบุรุษทิ้งไว้และจะต้องส่งต่อไปให้คนในอนาคตด้วย
ขอให้เก็บมันไว้ อย่าปล่อยให้ความขัดแย้งมาทำลายทิ้ง เพราะเราสร้างขึ้นใหม่ไม่ได้อีกแล้ว มรดกวัฒนธรรม คือคุณค่าสากลที่ต้องยึดถือไว้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฆนัท นาคถนอมทรัพย์ ยิงทะลุแฮชแท็ก วิวาทะ ‘ปราสาทตาควาย’ ซ่อมได้ ทำไมมีปัญหา?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly