โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ออฟฟิศไร้รองเท้า สูตรใหม่บริษัทเทคฯ หวังซื้อใจแรงงาน Gen Z

SpringNews

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์ของสหรัฐฯ ผุดไอเดียใหม่เอาใจพนักงาน Gen Z ที่ต้องกลับมานั่งโต๊ะด้วยนโยบายสุดแหวก รวมถึง นโยบายออฟฟิศไร้รองเท้า หวังรักษาความพึงพอใจแรงงานรุ่นใหม่

ทำงานที่บ้านไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ใส่สลิปเปอร์มาออฟฟิศได้นะ

ในช่วงปีที่ผ่านมา บรรดายักษ์ใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์ต่างพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ ตอนนี้เมื่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถดึงคนกลับมานั่งโต๊ะทำงานได้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือคำถามใหม่ว่าจะทำให้พนักงานมีความสุขได้อย่างไร การหลั่งไหลกลับมาของชาวออฟฟิศ ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนรุ่น Gen Z ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บริษัทเหล่านี้เริ่มหันมาทดลองแนวคิดใหม่ ๆ เช่น นโยบายออฟฟิศไร้รองเท้า

หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานว่า กระแส “ไม่ใส่รองเท้า” กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มสตาร์ทอัพหลายแห่ง ด้วยการที่บริษัทต่าง ๆ สนับสนุนให้พนักงานถอดรองเท้าทิ้งไว้ที่หน้าประตู โดย “เบน แลง” (Ben Lang) พนักงานรายหนึ่งจาก Cursor บริษัท AI ด้านการเขียนโค้ดที่ไม่บังคับพนักงานให้ใส่รองเท้า ถึงกับเปิดตัวเว็บไซต์ชื่อ “Noshoes.fun” ขึ้น เพื่อรวบรวมรายชื่อบริษัทสำหรับผู้สมัครงานที่ชอบปล่อยนิ้วเท้าให้ได้สัมผัสกับอากาศสดชื่น

ในรายชื่อบริษัทที่หวังมัดใจพนักงานรุ่น Gen Z รวมถึง บริษัท Notion ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มทำงานดิจิทัล บริษัท Gusto ผู้พัฒนาระบบจัดการเงินเดือน รวมถึง Supercell ผู้พัฒนาเกมมือถือ และสตาร์ทอัพสาย AI อีกหลายแห่ง อย่าง Replicate และ Rime Labs

การเดินเท้าเปล่าต่อหน้าคนอื่นจะช่วยเพิ่มความสบายในการทำงานขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้นอาจคงเป็นเรื่องความชอบส่วนบุคคล แต่แนวคิดเบื้องหลังของเรื่องนี้คือการพยายามมอบความสบายบางส่วนที่พนักงานเคยมีจากการทำงานที่บ้านให้กับพนักงานที่ถูกบังคับให้ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับการเดินทางไปทำงาน นอกจากนี้ สาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพนักงานในออฟฟิศเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ และบริษัทต่าง ๆ กำลังพยายามทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว Gen Z ต้องการอะไรกันแน่

ในขณะที่บริษัทบางแห่ง แนวทางกลับไม่ได้มุ่งไปทางการฟื้นฟู แต่กลับออกไปในทางเสื่อมถอยมากกว่า โดย Wall Street Journal รายงานว่า สตาร์ทอัพบางแห่งเติมถุงนิโคตินและผลิตภัณฑ์นิโคตินอื่น ๆ ไว้ในมุมขนมขบเคี้ยว โดยเฉพาะบริษัท Palantir บริษัทเทคโนโลยีด้านการสอดแนวที่บริหารโดย “อเล็กซ์ คาร์ป” (Alex Karp) ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และสนับสนุนการทำอาชญากรรมสงคราม ดูเหมือนจะเป็นผู้นำเทรนด์นี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะฤทธิ์ของนิโคตินเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้พนักงานสงบสติอารมณ์ได้ หลังจากอัพเดตระบบใหม่ที่เพิ่มประสิทธิภาพของโดรนสังหาร

ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าภาคธุรกิจของอเมริกาจะอยู่ในภาวะสับสนมึนงงว่าจะปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคาดหวังต่อนายจ้างสูงกว่าคนรุ่นก่อน ๆ โดยผู้บริหารหลายคนตราหน้า Gen Z ว่า ไม่มีวินัย เอาแต่ใจและขี้เกียจ ทั้งที่จริงแล้ว คนทุกรุ่นก็มักจะโดนค่อนแคะลักษณะนี้เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างทางวัฒนธรรมในครั้งนี้ดูเหมือนจะกว้างกว่าครั้งไหน ๆ โดยรายงานจาก CBS News ระบุว่าบางบริษัทถึงขั้นส่งพนักงานรุ่น Gen Z เข้าคอร์สอบรมมารยาท เพื่อเรียนรู้วิธีการวางตัวในสังคมออฟฟิศที่มีคนหลากหลายวัยอยู่รวมกัน

หากมองในแง่ดีที่สุด นี่คือความพยายามช่วยให้กลุ่มคน Gen Z ได้เรียนรู้บทเรียนทางสังคมบางอย่างที่อาจขาดหายไปในช่วงที่ทักษะการเข้าสังคมถูกพรากออกไปโดยวิกฤตโรคระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่หากมองในแง่ร้ายกว่านั้น นี่อาจเป็นเพียงความพยายามขององค์กรธุรกิจที่จะผลักดันคนรุ่นใหม่ที่มีความคาดหวังสูงเรื่องสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) มีขีดเส้นแบ่งเวลาชัดเจน และต้องการความเคารพจากเจ้านายมากขึ้น ให้ยอมสยบต่อวัฒนธรรมองค์กรของอุตสาหกรรมที่เทิดทูนการทำงานหนักเหนือสิ่งอื่นใด

เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่า แต่การปล่อยให้พนักงานยืนคุยกันข้างตู้กดน้ำโดยไม่ใส่รองเท้า ใส่แค่ถุงเท้าหรือรองเท้าแตะ จะเพียงพอที่จะซื้อใจพวกเขาได้จริง

ที่มา : Gizmodo

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...