“ลี เซียนลุง” กังวลสหรัฐใช้กำลังโค่นมาดูโร ชี้กระทบประเทศเล็ก ซ้ำเติมรอยร้าวจีน-สหรัฐ
"ลี เซียนลุง" กังวลสหรัฐใช้กำลังโค่นมาดูโร ชี้กระทบประเทศเล็ก ซ้ำเติมรอยร้าวจีน-สหรัฐ ท่ามกลางการแข่งขันแย่งอิทธิพลในลาตินอเมริกา และบทบาทมหาอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
วันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 09.19 น. สำนักข่าบลูมเบิร์กรายงานว่า นาย ลี เซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโสของสิงคโปร์ กล่าวว่าสหรัฐใช้กำลังทางทหารเข้าแทรกแซงในเวเนซุเอลาเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับประเทศขนาดเล็ก พร้อมชี้ว่า แม้เวเนซุเอลาจะเผชิญปัญหาภายในอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ชอบธรรมสำหรับการดำเนินการฝ่ายเดียวจากประเทศอื่น
ลีซึ่งก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2567 กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ระหว่างการประชุมแนวโน้มภูมิภาค (Regional Outlook Forum) ของ ISEAS Yusof Ishak Institute โดยระบุว่า จากมุมมองของประเทศขนาดเล็ก หากโลกดำเนินไปด้วยตรรกะเช่นนี้ ย่อมเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระเบียบระหว่างประเทศ
การโค่นอำนาจประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร อย่างกะทันหันโดยสหรัฐ ยังกลายเป็นชนวนความตึงเครียดใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐ ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อขยายอิทธิพลในภูมิภาคลาตินอเมริกา
ลีระบุว่าปัจจัยสำคัญที่โลกกำลังเผชิญคือความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง แม้ว่ามหาอำนาจทั้งสองฝ่ายจะไม่ต้องการแบกรับต้นทุนของสงครามการค้าเต็มรูปแบบก็ตาม เขากล่าวว่าแม้สหรัฐยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญอย่างยิ่งของเอเชีย แต่ประเทศต่าง ๆ ก็รับรู้ว่าจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยวอชิงตันกำลังถอยบทบาทจากการเป็นเสาหลักของระบบ ขณะที่จีนส่งสัญญาณเชิงบวกต่อแนวคิดพหุภาคีนิยม
ขณะเดียวกันจีนออกมาแสดงความไม่พอใจเมื่อวันพุธ ต่อรายงานที่ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐ เรียกร้องให้เวเนซุเอลาตัดความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่เป็นคู่แข่งของสหรัฐ โดยจีนระบุว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการรังแก ทั้งนี้ท่ามกลางกระแสข่าวว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เตรียมพบกันอีกครั้งในเดือนเมษายน หลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ข้อมูลระบุว่า การค้าสินค้าระหว่างจีนกับลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ต้นศตวรรษ โดยขยายตัวมากกว่า 40 เท่า จนมีมูลค่าสูงถึง 5.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งกำลังท้าทายความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ครองภูมิภาคมาอย่างยาวนาน
อ้างอิง : www.bloomberg.com