โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

นายกสมาคมคอนโดมองเทรนด์’69 บอบช้ำ ศก. ตลาดทรงตัว 3 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ธ.ค. 2568 เวลา 14.15 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 23.35 น.
ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

นายกคอนโดมองเทรนด์อสังหาฯ ปี’69 สร้างสมดุลใหม่ หลังบอบช้ำพิษเศรษฐกิจ เขต กทม.-ปริมณฑล ประเมินตลาดรวมยอดขายปีละ 5 แสนล้านหดตัวครึ่งหนึ่ง แนวโน้มทรงตัว 2.6-3 แสนล้านต่อเนื่องอีกหลายปี จนกว่า GDP 5% จึงจะมีโอกาสฟื้นตัวได้จริง เสนอโรดแมปรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 8+3

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในปี 2568 คาดว่าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยอดขายหดตัวแรง จากเคยพีกที่ 5 แสนล้านบาทในปี 2561 น่าจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.62 แสนล้านบาท จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ถาโถมแบบเต็มปี นับเป็นสถิติยอดขายนิวโลว์ในรอบ 10 ปี

จีดีพีต่ำ-อสังหาฯฟุบยาว

แนวโน้มปี 2569 คาดว่ายอดขายยังคงทรงตัวที่ 2.6-3 แสนล้านบาท และทรงตัวต่อเนื่องอีกหลายปี เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกเข้ามาเป็นตัวช่วย ต้องรอจนกว่าจีดีพีเติบโต 5% จึงมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

โดยธีมการทำธุรกิจปี 2568 เป็นปีแห่งพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ หรือ Year of The Great Perfect Storm ขณะที่ปี 2569 มองว่าเป็นปีแห่งการปรับสมดุลใหม่ หรือ The Year of New Balance & Complexity & Structural Problem

คำอธิบายเริ่มจาก “New Balance” มาจากยอดขายและยอดโอนลดลงทั้งตลาด กทม.-ปริมณฑล และตลาดทั่วประเทศ, จีดีพีโตต่ำที่ 1-2%, กำลังซื้อหดตัวทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ, อสังหาฯราคาสูงขึ้นเกินกำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ หันไปพึ่งการเช่ากับบ้านมือสอง และขาดโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐ

ถัดมา “Complexity” มาจากธุรกิจที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนของตลาดมากขึ้น อาทิ โปรดักต์มีทั้งคอนโดฯ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ รูปแบบมีทั้งซื้อกรรมสิทธิ์และเช่าระยะยาว 30-60 ปี มีคอนโดฯต่ำล้าน จนถึงห้องละ 500-1,000 ล้าน แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ทำให้ยอดกู้ไม่ผ่านสูงไปถึง 50-70% ไปจนถึงค่าใช้จ่ายการเดินทางต่อวันด้วยรถไฟฟ้าสูงมาก เป็นภาระค่าครองชีพก้อนใหญ่

และ “Structural Problem” ประเทศไทยขาดโครงสร้างระยะยาวรองรับการถือครองอสังหาฯ โดยคนต่างชาติ และขาดโครงสร้างรองรับดีมานด์คนรุ่นใหม่ที่กำลังซื้อถดถอยจนไม่สามารถซื้อบ้านได้

อสังหา

กู้ไม่ผ่านลามจากล่างขึ้นบน

นายประเสริฐกล่าวว่า เมื่อพิจารณาลงลึกรายสินค้า พบว่าทาวน์เฮาส์ยุคนี้กลายเป็นสินค้าที่เริ่มเอาต์ไปจากตลาด สินค้าบ้านเดี่ยวยังไปได้ดี แต่ก็เจอแรงเสียดทานจากกำลังซื้อต่างชาติเริ่มหายไป ทั้งจากนโยบายประเทศต้นทางควบคุมการโอนเงินข้ามประเทศ การปราบปรามทุนเทา และนอมินี มีโอกาสเห็นการถดถอยของยอดขายบ้านเดี่ยวไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีสัญญาเช่าระยะยาว 60 ปีออกมารองรับ

“สิ่งที่เกิดขึ้นลูกค้าต่างชาติเริ่มหันมาเช่ามากขึ้น โดยยอมเช่าเดือนละ 3-4 แสนบาท สำหรับบ้านหรือคอนโดฯราคา 50 ล้านบาท เพื่อตัดปัญหาการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐไทย ยอมเช่ารายเดือนดีกว่าถูกจับ กระทบต่อดีมานด์การซื้อที่จะลดลง”

ในด้านระดับราคา พบว่ากลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านปีที่แล้วติดลบ -52% ปีนี้จะเหลือน้อยลงไปอีกเหลือ 1 ใน 3 เพราะถูกปฏิเสธสินเชื่อ 70% แม้ว่าดีมานด์ยังมีอยู่ เพราะโครงสร้างประชากรไม่เปลี่ยน แต่ซื้อบ้านไม่ได้ ในขณะที่จีดีพี 1-2% ไม่มีแรงผลักในการซื้ออสังหาฯ ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องก่อหนี้ระยะยาว

นอกจากนี้ กลุ่มราคา 7-10 ล้านบาทเริ่มเห็นสัญญาณไม่ค่อยดี ยอดขาย 3 ไตรมาสแรกของปีเริ่มย่อตัวลงมา จากเดิมกลุ่มรับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจเป็นกลุ่มราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ส่วนห้องชุดราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปจะมีการแข่งขันพัฒนาโครงการออกมามากขึ้น ส่วนเทรนด์บ้านมือสองดูเหมือนมีความสำคัญมากขึ้นในภาพตลาดรวม แต่ดูไส้ในจะเห็นว่าบ้านมือสองไม่ได้เติบโต เพียงแต่สัดส่วนที่ใกล้เคียงบ้านใหม่ เพราะไซซ์ตลาดเล็กลงจากคนไม่มีกำลังซื้อ

แนะโรดแมปมาตรการ 8+3

สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลหลังเลือกตั้ง นำเสนอในโมเดล 8+3 แบ่งเป็นมาตรการวางโครงสร้างระยะยาว ซึ่งต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ 8 ด้าน กับ 3 มาตรการเร่งด่วนหวังผลในปี 2569

รายละเอียดการวางโครงสร้างระยะยาว 8 ข้อ ได้แก่ 1.มาตรการ LTV ในระยะยาวที่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ และเศรษฐกิจ 2.การขยายสัญญาเช่าจาก 30 ปีเป็น 60 ปี โดยเสนอให้รัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการถือครองอสังหาฯของชาวต่างชาติในไทย และนำมาจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการมีบ้านของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง จุดเน้นคือทำให้เป็นโครงสร้างถาวร

3.การจัดระเบียบการพักอาศัยของชาวต่างชาติ ผ่านกฎหมายอาคารชุดและกฎหมายบ้านจัดสรร หลักการสำคัญคือการบริหารนิติบุคคลจะต้องมีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติควบคุมการออกกฎระเบียบและบริหารนิติบุคคล

4.รัฐต้องสนับสนุน Mortgage Insurance การค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านหลังแรกในสัดส่วน 10-20% (เทียบเท่าสัดส่วนเงินดาวน์) เพื่อสร้างหลักประกันให้กับแบงก์ในการยอมปล่อยสินเชื่อ และลดอัตรากู้ไม่ผ่านในตลาดกลาง-ล่าง

5.มาตรการในการอนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยงผู้กู้ กล่าวคือความเสี่ยงน้อยคิดดอกเบี้ยน้อย ความเสี่ยงสูงคิดดอกเบี้ยสูงกว่า แนวทางนี้ทำให้ผู้กู้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ จากปัจจุบันที่แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

6.มาตรการรวมหนี้ หรือ Debt Warehouse โดยรวมหนี้จากบัตรเครดิต หนี้รถยนต์ หนี้ที่อยู่อาศัย โดยใช้บ้านเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบของประชาชน

7.มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือ Man Made Project เพื่อพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเฮลท์แคร์เซ็นเตอร์, เอดูเคชั่นฮับ, สวนสนุกขนาดใหญ่ในรูปแบบดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ศูนย์การประชุมนานาชาติ และศูนย์ความบันเทิงด้านการกีฬา โดยมีจุดเน้นย้ำคือไม่มีกาสิโน

8.การสร้างมูลค่าเพิ่มของโครงการอสังหาฯ จากการเชื่อมต่อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สาธารณูปโภคภาครัฐที่โครงการสิ้นสุดแล้วในเวลาที่กำหนด รวมทั้งเสนอให้ริเริ่มการจัดเก็บภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax จากภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์ตามแนวเส้นทางเมกะโปรเจ็กต์รัฐ

ต่ออายุ LTV-ลดค่าโอน 1 ปี

นายประเสริฐกล่าวด้วยว่า ปี 2569 เสนอ 3 มาตรการทำทันทีเพื่อประคับประคองภาคอสังหาฯ ได้แก่ 1.เสนอต่ออายุมาตรการ LTV-Loan to Value (กู้ซื้อบ้าน-คอนโดฯวงเงินสินเชื่อ 100%) ที่มีกำหนดหมดอายุ 30 มิถุนายน 2569 ขยายอีก 1 ปีให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570

2.เสนอต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง ให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570 โดยขยายเพดานจากไม่เกิน 7 ล้านบาท ปรับเป็นบ้านทุกระดับราคา

และ 3.มาตรการกำกับควบคุมให้มีการลดดอกเบี้ยแท้จริงของธนาคาร ทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR สำหรับผู้กู้รายย่อย และ MLR สำหรับผู้ประกอบการ ให้สอดรับหรือลดเท่ากับการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการการเงิน หรือ กนง.

ทั้งนี้ ทาง กนง.มีการลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด 0.25% หรือ 25 สตางค์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 แต่รอบนี้ปรากฏว่าธนาคารปรับลดให้เพียง 5-10 สตางค์เท่านั้น และอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไม กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่หุ้นกลุ่มธนาคารกลับสวนทางทำสถิตินิวไฮ ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของผู้กู้ทั้งประเทศ

ทำธุรกิจประคับประคองอีกปี

นายกสมาคมคอนโดฯกล่าวตอนท้ายว่า เทรนด์ปีม้าไฟยังคงเป็นปีที่ยากลำบากต่อเนื่องอีกปี การปรับตัวของผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการ 2 ข้อหลักให้แม่น ๆ แบ่งเป็นด้าน Financial Side กับ Commercial Side

โดยด้านการเงินอสังหาฯ กฎเหล็กต้องบริหารจัดการกระแสเงินสด วางความสำคัญเป็นอันดับแรกในการดำเนินธุรกิจ กับตั้งการ์ดสูง มีความระมัดระวังการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แถมกำลังซื้อถดถอย

ส่วนการพัฒนาโครงการมีจุดเน้นผู้ประกอบการต้องมีความตื่นตัวสูง มีความยืดหยุ่นรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัจจัยอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ที่มีตัวอย่างเกิดขึ้นจริงให้เห็นแล้ว กับการปรับตัวเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเซ็กเมนต์ที่ยังมีกำลังซื้อในตลาด ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายกสมาคมคอนโดมองเทรนด์’69 บอบช้ำ ศก. ตลาดทรงตัว 3 แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...