โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SUS: 68 ปี แห่งการจากไปของ ‘ไลก้า’ สุนัขตัวแรกที่โคจรรอบโลก กับภารกิจแห่งความก้าวหน้าที่มาพร้อมโศกนาฏกรรม

BrandThink

เผยแพร่ 04 พ.ย. 2568 เวลา 05.30 น.

‘ไลก้า’ (Laika) ถูกจารึกไว้ในฐานะสุนัขตัวแรกที่ได้เดินทางขึ้นไปโคจรรอบโลก แม้ว่าภารกิจจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า แต่การเสียสละของสุนัขตัวนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถเดินทางสู่ดวงดาวได้ในเวลาต่อมา

เนื่องในวาระครบรอบ 68 ปีการจากไปของสุนัขผู้เสียสละ เรามาย้อนเรื่องราวกันว่าในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้สุนัขตัวนี้ต้องเจอกับจุดจบที่น่าเศร้า

ย้อนกลับไปในยุค 1950 หลังโซเวียตประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียม ‘สปุตนิก 1’ (Sputnik 1) ขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรกในปี 1957 ผู้นำโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ ก็ต้องการความสำเร็จครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพื่อเฉลิมฉลองการปฏิวัติรัสเซีย

โดยเป้าหมายต่อไปคือ การส่งสิ่งมีชีวิตขึ้นไปโคจรรอบโลก เพื่อทดสอบว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถทนต่อสภาวะไร้น้ำหนักและการแผ่รังสีในอวกาศได้หรือไม่ ก่อนที่จะส่งมนุษย์ขึ้นไป

โดยทีมวิจัยเริ่มจากการรวบรวมสุนัขจรจัดเพศเมียตามท้องถนนในกรุงมอสโกมาฝึกฝน โดยให้เหตุผลว่าสุนัขจรจัดนั้นมีความอดทนต่อความหนาวเย็นและความหิวโหยได้ดีกว่าสุนัขบ้าน

จากนั้นสุนัขที่ผ่านเข้ารอบต้องฝึกฝนเพื่อใช้ชีวิตบนดาวเทียม โดยการฝึกอาศัยอยู่ในแคปซูลปรับความดันขนาดจิ๋วเป็นเวลาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน ถูกนำไปหมุนในเครื่องเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifuge) เพื่อให้คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงของแรงโน้มถ่วง และต้องฝึกกินอาหารในรูปแบบเจลลี

ในที่สุด ‘ไลก้า’ หรือชื่อเดิมคือ ‘คุดร์ยัฟกา’ (Kudryavka) สุนัขเพศเมียพันธุ์ผสม (คาดว่ามีส่วนผสมของฮัสกี้หรือซามอยด์) ก็ถูกคัดเลือกให้เป็นนักบินอวกาศสุนัขของยานสปุตนิก 2 ด้วยเหตุผลว่ามีขนาดตัวที่เหมาะสม นิสัยสงบ และอดทน

แต่ก็มีข่าวลือว่า จริงๆ แล้ว ‘อัลบินา’ ซึ่งเป็นสุนัขอีกตัวที่เป็นตัวสำรองได้ผลการทดสอบดีกว่าไลก้า แต่เนื่องจากมันเพิ่งคลอดลูก และดูเหมือนว่าจะเป็นที่รักใคร่ของผู้ดูแล อัลบินาจึงไม่ต้องเผชิญกับเที่ยวบินแห่งความตายนี้

กระทั่งในวันที่ 3 พฤศจิกายน 1957 เมื่อยานอวกาศ ‘สปุตนิก 2’ (Sputnik 2) ทะยานขึ้นจากพื้นโลก ไลก้าเป็นผู้โดยสารเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่กับตัวมันแสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่ยานปล่อยตัว อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจของไลก้าสูงขึ้นอย่างมากจากความเครียดและความตื่นกลัว

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ ภารกิจสปุตนิก 2 นี้ เป็นการเดินทางเที่ยวเดียว เทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะออกแบบระบบนำยานกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย นั่นแปลว่าทีมงานโซเวียตทราบดีว่าไลก้าจะต้องเสียชีวิตในอวกาศ

แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนไร้หัวใจไปเสียทั้งหมด ‘วลาดิเมียร์ ยาซดอฟสกี’ หนึ่งในผู้ดูแลไลก้าเปิดเผยในภายหลังว่าเขาได้พาไลก้าวัย 3 ปี กลับไปที่บ้านของเขาไม่นานก่อนการบิน เพราะ “ผมอยากทำอะไรดีๆ ให้กับสุนัขตัวนี้”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก สหภาพโซเวียตได้รายงานต่อสาธารณชนว่า ไลก้ามีชีวิตอยู่บนวงโคจรหลายวัน และเสียชีวิตอย่างสงบด้วยการการุณยฆาตที่ถูกวางแผนไว้ก่อนที่ออกซิเจนจะหมด

กระทั่งในปี 2002 ‘ดิมิทรี มาลาเชนคอฟ’ นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ได้เปิดเผยว่า แท้จริงแล้ว ไลก้ารอดชีวิตอยู่ได้เพียงประมาณ 5-7 ชั่วโมงหลังจากปล่อยยาน ก่อนที่จะเสียชีวิตด้วยความตื่นตระหนกและความร้อนที่สูงเกินไปซึ่งเกิดจากความล้มเหลวของระบบควบคุมอุณหภูมิ

เห็นได้ชัดว่านักวิทยาศาสตร์โซเวียตมีเวลาไม่เพียงพอที่จะพัฒนาระบบให้สมบูรณ์ เนื่องจากได้รับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักที่ต้องการให้ปล่อยยานสปุตนิก 2 ให้ทันเวลาสำหรับการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี การปฏิวัติบอลเชวิก

ยานสปุตนิก 2 ที่มีร่างไร้วิญญาณของไลก้าโคจรรอบโลกต่อไปอีก 2,570 รอบ ก่อนที่จะถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1958

แม้ว่าชะตากรรมของไลก้าจะน่าเศร้า แต่การเสียสละของมันก็ไม่ได้สูญเปล่า ข้อมูลที่ได้จากการเดินทางของไลก้าได้ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมในอวกาศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้ ‘ยูริ กาการิน’ (Yuri Gagarin) มนุษย์คนแรก สามารถเดินทางสู่อวกาศได้อย่างปลอดภัยในปี 1961

ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของไลก้าก็ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องจริยธรรมและการใช้สัตว์ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ไปทั่วโลก ทุกวันนี้ ไลก้าได้รับการจดจำในฐานะวีรสตรีผู้บุกเบิกอวกาศ และมีอนุสาวรีย์ของเธอที่กรุงมอสโก เพื่อเป็นเกียรติแก่การอุทิศตนของสุนัขจรจัดตัวเล็กๆ ที่ได้กลายเป็นดวงดาวดวงแรกในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...