โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ไฟเขียว AMC รับโอนหนี้ NPL รายย่อยต่ำแสน เฟสแรก 2.36 ล้านคน คิกออฟ 11 พ.ย.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 พ.ย. 2568 เวลา 11.11 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 10.54 น.

ครม.เศรษฐกิจอนุมัติหลักการแก้หนี้รายย่อยต่ำกว่า 1 แสนบาท ให้ AMC รับโอนหนี้ NPL ลุยเฟสแรกกลุ่มแบงก์รัฐ-พาณิชย์ 2.36 ล้านบัญชี วงเงิน 6.2 หมื่นล้าน เริ่มคิกออฟ 11 พ.ย.นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้มีการประชุมหารือโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขโดยเร็ว

ดังนั้น กระทรวงการคลังได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน จัดทำโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ขึ้น

โดยมีเป้าหมายหลักคือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans : NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต ซึ่งจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้ในระยะยาวต่อไป

การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนในครั้งนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่มีภาระหนี้ NPLs ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 ก.ย. 68 กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยมีจำนวนประมาณ 3.45 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือได้ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 การดำเนินการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้โดย AMC

ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ ธพ. และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับ AMC ที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่

  • บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)
  • บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC)

และกำหนดให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรน และเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 การช่วยเหลือเพิ่มเติมโดย SFIs ดำเนินการเอง

SFIs จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ SFIs เนื่องจากลูกหนี้ของ SFIs กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของ ธพ. หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว ดังนั้น SFIs จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น

  • มาตรการชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี
  • ลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด
  • มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร
  • การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ การดำเนินการในสองส่วนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้ภาครัฐมีโครงการเพื่อช่วยลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากภาระหนี้ต่าง ๆ ได้โดยเร็ว ซึ่งในการดำเนินการทั้งสองส่วนนี้คาดว่ามีบัญชีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้นประมาณ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Nonbanks ตามหลักการเดียวกัน เพื่อให้นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาทั้งหมด

จากการดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ในครั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชาชนรายย่อยซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาภาระหนี้จนกระทบต่อเนื่องเป็นปัญหาชีวิตและปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวม สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านกลไกการให้ความช่วยเหลือของ AMC ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนและเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้

ทำให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนกลับมาเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติชำระปกติ มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต ไม่ต้องพึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบที่อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้โดยเร็วและยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ครม.เศรษฐกิจได้เห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว โดยจะนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง ธปท. สมาคมธนาคารไทย และบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางและเริ่มกระบวนการโอนหนี้อย่างเป็นทางการ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้หากแต่ละหน่วยงานทำงานแยกกัน ดังนั้น ธปท.จึงได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย เพื่อดำเนินโครงการแก้ไขหนี้ครัวเรือนร่วมกัน

นายวิทัยกล่าวว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมการประมาณ 1 เดือนเศษ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนใน 2 มิติ คือ

  • มิติด้านปริมาณหนี้ ซึ่งมีสัดส่วนราว 87% ของจีดีพี
  • มิติด้านจำนวนลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือขอสินเชื่อใหม่ได้

“กลุ่มลูกหนี้ที่เป็น NPL เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามปกติ โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งของลูกหนี้ NPL ทั้งหมด หรือราว 4.76 ล้านบัญชี” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

สำหรับระยะเฟสแรก โครงการจะเริ่มดำเนินการกับหนี้จำนวนรวมประมาณ 2.36 ล้านบัญชี โดยจะโอนไปบริหารจัดการใน 2 บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยหนี้ที่จะโอนเข้ามาเป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาเท่านั้น

นายวิทัยกล่าวว่า การบริหารจัดการหนี้ในครั้งนี้จะใช้แนวทางที่ “ผ่อนปรนมากเป็นพิเศษ” เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระคืนได้ตามศักยภาพ ทั้งการจ่ายปิดบัญชีครั้งเดียว หรือผ่อนชำระเป็นรายปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงยึดหลักไม่ให้เกิดความเสียวินัยทางการคลัง

“นี่จะเป็นมาตรการครั้งเดียว เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง และป้องกันไม่ให้ระบบการเงินขาดวินัยในอนาคต หลังจากนี้ ธปท.จะนำโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการอย่างเป็นทางการต่อไป”

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างแท้จริง โดยมีความแตกต่างจากการโอนหนี้ หรือขายหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) แบบเดิม เนื่องจากครั้งนี้จะมีเงื่อนไขการผ่อนปรนเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถ “รอด” และกลับไปเริ่มต้นชีวิต หรือทำธุรกิจใหม่ได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังได้รับความร่วมมือจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ในการกำหนด “รหัสพิเศษ” ให้กับลูกหนี้ที่เข้าร่วม โดยจะใช้รหัส “16” เพื่อระบุว่าเป็นกลุ่มลูกหนี้ในโครงการช่วยเหลือ ซึ่งจะไม่ถูกจำกัดว่าต้องมีประวัติการชำระหนี้ดีครบ 3 ปีก่อนจึงจะสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้

นายลวรณกล่าวว่า หากลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการสามารถชำระหนี้ได้ดีต่อเนื่อง เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน และสถาบันการเงินเห็นศักยภาพในการฟื้นตัว ก็สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทันที ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักและสร้างอนาคตใหม่ได้อย่างยั่งยืน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือที่ตั้งใจจะให้โอกาสกับลูกหนี้อย่างแท้จริง และมาตรการนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เน้นให้ความสำคัญกับโครงสร้างและให้ลูกหนี้เป็นจุดศูนย์กลาง และดำเนินการบนหลักการเดียวกันคือ Level Play Field

นอกจากนี้ การโอนหนี้เข้า AMC จะใช้ราคามาตรฐานที่ตกลงกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ และจะมีโครงสร้างการแบ่งปันการเรียกเก็บเงิน (Revenue Sharing) ในอนาคต หากสามารถเรียกเก็บหนี้ได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไฟเขียว AMC รับโอนหนี้ NPL รายย่อยต่ำแสน เฟสแรก 2.36 ล้านคน คิกออฟ 11 พ.ย.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...