โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 โบรกคาดหุ้นไทยปี 69 ขึ้นแตะ 1,375-1,440 จุด กำไร บจ. 82.40-90.50 บาท จีดีพีโต 1-1.8%

efinanceThai

เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2568 เวลา 11.14 น.

นักวิเคราะห์ 5 บริษัทหลักทรัพย์ ให้เป้า SET Index ปีหน้า 1,375-1,440 จุด กำไร บจ. 82.40-90.50 บาท GDP ประเทศโตต่ำ 1-1.8% เหตุส่งออกยังชะลอ ลุ้นผลเลือกตั้งต้นปี มีผลทั้งเชิงบวกและลบ ส่วนดอกเบี้ยอยู่แนวโน้มขาลง ธีมลงทุนเลือกหุ้นรายตัวที่ Valuation ดี กำไรโต และปันผลสูงสม่ำเสมอ

*** "เอเซีย พลัส" ให้เป้าดัชนีฯ 1,440 จุด กำไร บจ. 90 บาท จีดีพีโต 1.5-1.6%

"เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,440 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,250 - 1,440 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 90 บาท/หุ้น

ปัจจัยบวก คือ กำไร บจ.ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปี 68 ราว 4% ประกอบกับ Valuation ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก คาดการณ์เงินปันผลคิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) เฉลี่ยที่ 4.2% ประกอบกับ ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะปรับลงได้อีก 1 - 2 ครั้งในปีหน้า ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ระดับ 0.75 - 1% ส่งผลให้ Sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นไทยน่าสนใจมากขึ้น

ขณะที่ ปัจจัยลบที่ต้องระมัดระวัง คือ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 69 มีแนวโน้มชะลอตัว เพราะฐานครึ่งแรกปี 68 อยู่ในระดับสูง เนื่องจากมีการเร่งส่งออกในช่วงดังกล่าว เพื่อเป็นการหนีภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯที่ในช่วงดังกล่าวตั้งท่าจะเก็บภาษีคู่ค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มองว่า รัฐบาลรักษาการจะอยู่ในตำแหน่งอย่างน้อยถึงช่วงเดือน เม.ย.69 ทำให้การออกนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนแรกของปีเป็นไปได้อย่างจำกัด

ฟาก การเติบโตของ GDP ปี 69 คาดไว้ในกรอบ 1.5 - 1.6% โดยปัจจัยหนุนยังคงต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องยนต์หลักที่ยังพอพึ่งพาอาศัยได้ในช่วงนี้ ประกอบกับ ต้องลุ้นว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาหลังการเลือกตั้ง จะมีโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่หรือไม่ ? ถ้ามีก็จะช่วยหนุน GDP ได้บ้าง ขณะที่ปัจจัยกดดัน คือ ภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวจากฐานปี 68 สูง และยังไม่มีมาตรการรัฐเข้ามาพยุงเศรษฐกิจให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ การเลือกตั้งในปี 69 ยังมีมุมมองเชิง"บวก" เพราะคาดว่าทุกอย่างจะสามารถเป็นไปได้ตามกำหนดที่ประกาศไว้ และจะได้รัฐบาลเข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน เม.ย.69 ซึ่งหลังจากนั้นจะได้เห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากขึ้น ทำให้ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 69 มีแนวโน้มโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก

ส่วน ธีมการลงทุนปี 69 แนะนำเลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลระดับสูง และผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถดักเก็งกำไรบริษัทที่มีแนวโน้มซื้อหุ้นคืนได้ด้วย เพราะมองว่าปี 69 จะยังเห็นการซื้อหุ้นคืนจำนวนมากอยู่ ดังนั้น ให้มองหาหุ้นที่มีเงินสดจากการดำเนินงานสูง และไม่มีแผนการลงทุนมากนัก จะเป็นบริษัทที่มีโอกาสซื้อหุ้นคืนได้

ทั้งนี้ สัดส่วนการกระจายการลงทุนในปี 69 แนะนำนักลงทุน ถือตราสารหนี้สัดส่วน 33%, หุ้นไทยสัดส่วน 33% และหุ้นต่างประเทศสัดส่วน 33% เป็นต้น

*** "หยวนต้า" ให้เป้าดัชนีฯ 1,440 จุด กำไร บจ. 90 บาท จีดีพีโต 1.7%

"ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,400 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,150-1,400 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 92 บาท/หุ้น

ปัจจัยบวกจะมาจากการเลือกตั้งในประเทศ ที่มีมุมมองเป็น "บวก" เนื่องจากคาดการณ์จะเกิดขึ้นตามกำหนดเดือน ก.พ.69 และหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น คาดจะใช้เวลาไม่นานที่จะสามารถได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ ต่างจากการเลือกตั้งปี 66 ที่ใช้เวลาหานายกรัฐมนตรีค่อนข้างนาน เพราะมีการโหวตผ่าน สว. ด้วย แต่ครั้งนี้จะไม่มี สว.แล้ว ทำให้การคัดเลือกเป็นไปอย่างรวดเร็ว และจะทำให้เห็นความชัดเจนต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ได้รวดเร็ว ส่งผลให้มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น และจะช่วยสร้างสเถียรภาพต่อตลาดทุนในช่วงดังกล่าวด้วย

ขณะที่ การเติบโตของ GDP ปี 69 คาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ถือว่ายังเป็นการขยายตัวระดับต่ำอยู่ เนื่องด้วยจะยังได้รับปัจจัยกดดันจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ประกอบกับภาคการบริโภคในประเทศยังคงทรงตัวจากปี 68 ทำให้ไม่สามารถดัน GDP ให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้ ทำให้ต้องพึ่งพาภาคการลงทุนจากรัฐบาลเป็นหลักในการขับเคลื่อน GDP ปีหน้า

ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า กนง. จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศได้อีกเพียง 1 ครั้ง ที่ 0.25% ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีหน้าจะอยู่ที่ระดับ 1% เนื่องจากเริ่มมองเห็นถึงความไม่แน่นอนต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปีหน้า ซึ่งจะมีผลต่อธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกด้วย

สำหรับ ธีมการลงทุนในปี 69 มี 2 ธีมหลัก คือ 1.เน้นลงทุนในกลุ่ม Value Play หุ้นที่ราคาปี 68 ปรับตัวลงมามากในปีนี้ แต่ผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มเติบโตได้ในอนาคต และ 2.กลุ่ม Dividend Play ที่ให้อัตราเงินปันผลระดับสูง และผลประกอบการระยะถัดไปยังสามารถเติบโตต่อได้

ทั้งนี้ สัดส่วนพอร์ตการลงทุนที่แนะนำในปี 69 ประกอบด้วย ตราสารหนี้สหรัฐฯแบบไม่ Hedge สัดส่วน 30%, หุ้นไทยสัดส่วน 20%, หุ้นต่างประเทศสัดส่วน 20%, สินทรัพย์อื่น ๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์สัดส่วน 20% และเงินสดสัดส่วน 10%

*** "ยูโอบีฯ" ให้เป้าดัชนีฯ 1,380 จุด กำไร บจ. 90 บาท จีดีพีโต 1.8%

"กิจพณ ไพรไพศาลกิจ" รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,380 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,200 - 1,380 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 90 บาท/หุ้น

แม้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่เด่น แต่ถือเป็นจังหวะที่เอื้อกับการลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในจุดติดลบ ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ไม่ดึงดูดใจสักเท่าไร ส่งผลบวกต่อ Sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นไทย อีกทั้ง Valuation ของตลาดหุ้นไทย ณ ปัจจุบัน ถือว่าไม่แพง แถมยังมีหุ้นที่จ่ายเงินปันผลระดับสูงให้เลือกซื้อจำนวนมาก

ส่วนปัจจัยลบการเบิกจ่ายงบประมาณปี 70 ที่มีความเสี่ยงล่าช้า ขณะที่การลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯในปี 69 อาจไม่ได้ปรับตัวลงมากอย่างที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้อาจเป็นจุดจบของวัฎจักรดอกเบี้ยทั่วโลกที่เป็นขาลงได้ ด้านภาคการส่งออกในประเทศมีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวลงจากปีก่อน เพราะตัวเลขส่งออกปีนี้อาจเติบโตได้ราว 10% ซึ่งเป็นฐานที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ปีหน้ามีความท้าทายมากขึ้น

สำหรับ GDP ปี 69 คาดเติบโต 1.8% คาดตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้แตกต่างจากปี 68 มากนัก แต่ภาคการบริโภคอาจลดลงตามภาวะเศรษฐกิจบ้าง ประกอบกับ ภาคการส่งออกมีแนวโน้มเติบโตไม่ถึง 10% เป็นปัจจัยกดดันการเติบโต GDP อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยในปีหน้าจะขับเคลื่อนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบเป็นหลัก ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของ GDP เหมือนปีก่อน ๆ

ด้านการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงเดือน ก.พ.69 ตามสถิติย้อนหลัง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น จะทำให้ SET Index ก่อนการเลือกตั้งสามารถปรับตัวขึ้นได้ แต่ต้องติดตามต่อหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ต้องตามต่อว่ารัฐบาลจะมีสเถียรภาพมากแค่ไหน ถ้ารัฐบาลสามารถมีเสียง 2 ใน 3 ของสภาได้จะหนุนให้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้อีกรอบ

ขณะเดียวกัน ประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้เพียงอีก 1 ครั้งเท่านั้นในปี 69 ส่งผลให้อัจตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีหน้าจะอยู่ที่ระดับ 1% เนื่องจากวัฎจักรดอกเบี้ยขาลงทั่วโลกใกล้ถึงช่วงสิ้นสุดแล้ว

ทั้งนี้ การลงทุนปี 69 มี 3 ธีมแนะนำ คือ 1.เลือกหุ้นที่รับอานิสงส์การท่องเที่ยวฟื้นตัว แนะนำ AOT, CENTEL และ MINT, 2.เลือกหุ้นที่รับอานิสงส์นโยบายรัฐ แนะนำ KBANK และ KTC เป็นต้น 3.เลือกหุ้นที่รับอานิสงส์เม็ดเงิน FDI ไหลเข้า แนะนำ GULF, BGRIM และ WHAUP เป็นต้น

ส่วนการกระจายความเสี่ยงของพาร์ตการลงทุนในปี 69 แนะนำถือหุ้นไทยสัดส่วน 30%, หุ้นต่างประเทศสัดส่วน 20%, ตราสารหนี้สัดส่วน 20%, ทองคำสัดส่วน 10%, กองรีทสัดส่วน 10% และเงินสดสัดส่วน 10%

*** "ดาโอ" ให้เป้าดัชนีฯ 1,380 จุด กำไร บจ. 82.40 บาท จีดีพีโต 1.8%

"มงคล พ่วงเภตรา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,380 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,200 - 1,380 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 82.40 บาท/หุ้น

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยปี 69 ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้การทำสงครามมีการปะทุขึ้นต่อเนื่อง และเปลี่ยนคู่การปะทะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาว่าความกังวลเรื่องสงครามการค้าจะจบหรือไม่ ?

เริ่มจากในช่วงเดือน ม.ค.69 ที่ศาลสหรัฐฯจะมีคำตัดสินว่าการดำเนินนโยบายขึ้นกำแพงภาษีของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐฯสามารถทำได้หรือไม่ ? ถ้าผลออกมาว่าทำไม่ได้จะคลายความกดดันต่อ Sentimennt การลงทุนในตลาดโลก ในทางตรงข้ามถ้าสามารถทำต่อได้ ก็ยังจะกดดันการลงทุนในตลาดหุ้นต่อไป

ขณะที่ การเติบโต GDP คาดไว้ที่ 1-1.5% โดยต้องจับตาดูการเลือกตั้งในประเทศเป็นหลัก ถ้าการเลือกตั้งออกมาแย่จะทำให้ GDP เติบโตต่ำกว่าระดับ 1.5% แต่ถ้าทุกอย่างออกมาดี ก็มีลุ้นที่จะยืนเหนือตัวเลข 1.5% ได้เหมือนกัน และอาจทำให้เห็นการเกิด Rally ที่ร้อนแรงของ SET Index ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเติบโต GDP ไทยปีหน้า ก็ยังต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องยนต์เดียวที่เป็นความหวังขณะนี้ ขณะที่การส่งออกที่เคยเป็นอีกตัวหลักยังโดนผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลเข้ามาบูทภาคการบริโภคในประเทศ เพราะเป็นสัดส่วนสูงเทียบกับ GDP ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตของ GDP ได้

ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 69 คาดการณ์ว่า ยังต้องปรับลงอีกตามทิศทางดอกเบี้ยโลกที่อยู่ในช่วงขาลง แต่ประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพียง 1 ครั้งเท่านั้นในปี 69 เพื่อเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยในปี 69 จะอยู่ที่ระดับ 1%

ธีมการลงทุนปี 69 แนะนำลงทุนในหุ้นที่ราคาปี 68 ปรับตัวลงมามาก แต่ต้องมีคุณสมบัติสามารถเติบโตได้ในช่วงเศรษฐกิจไทยซบเซา และกำไรสุทธิควรเติบโตมากกว่าระดับ 10% จากปีก่อน และมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลที่ดีพอสมควร อย่างน้อยต้องจ่ายปันผลคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ระดับ 3% ต่อปีขึ้นไป ส่วน

สัดส่วนพอร์ตการลงทุนปี 69 แนะนำลงทุนหุ้นไทยสัดส่วน 40% หุ้นจีน-ญี่ปุ่นสัดส่วน 30% และถือเงินสด 30%

*** "กสิกรไทย" ให้เป้าดัชนีฯ 1,375 จุด กำไร บจ. 90.50 บาท จีดีพีโต 1.6%

"สรพล วีระเมธีกุล" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย คาดการณ์ดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 69 ที่ 1,375 จุด โดยดัชนีฯ จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,210 - 1,375 จุด ขณะเดียวกันประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ 90.50 บาท/หุ้น

ปัจจัยบวก คือจะได้เห็นการหมุนเม็ดเงินลงทุนเข้าไปยังในกลุ่มหุ้น Valuation ต่ำมากขึ้น และคาดจะได้เห็นการจ่ายเงินปันผลพิเศษ และการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ในปีหน้าด้วย ส่งผลให้ SET Index ในปี 69 จะมีการรีบาวด์ได้เป็นระยะ ๆ จากปัจจัยดังกล่าว

ขณะที่ การเติบโตของ GDP ในปี 69 ตาดอยู่ที่ 1.6% โดยเครื่องยนต์หลักที่เป็นตัวพึ่งพาสำคัญของประเทศไทย คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยคาดมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไทยจำนวน 34.20 ล้านคน แล้วก็วางสายไม่สะดวกคุย

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...