ความรัก ความทรงจำ บาดแผล: อ่านรักที่เจ็บเกินจำ ใน Can’t Remember a Love, Can’t Forget a Loss
ท่านผู้อ่านเชื่อในพลังของความรักไหม
ท่านเชื่อไหมว่า แม้ความรักจะฝากรอยแผลไว้มากเพียงใด เราก็ยังยอมให้หนามแหลมทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพื่อคงความงามของรักนั้นไว้
Can’t Remember a Love, Can’t Forget a Loss เจ็บเกินจำรัก หนักเกินลืมรอยนวนิยายรักที่เขียนโดย จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท สำนักพิมพ์ Salmon Books เป็นนวนิยายที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์อันยากที่จะลืม แม้จะเจ็บจนไม่อยากจดจำ
นิยายเรื่องนี้เป็น 1 ใน 3 เล่มของเซต RE-LEARN-TIONSHIPชุดนิยายที่ชวนผู้อ่านไปสำรวจความสัมพันธ์ที่หลากหลาย แต่ละเล่มมีเรื่องราวที่ต่างกันออกไป
เหตุผลที่ผู้เขียนหยิบยกเล่มนี้มาพูดก็ไม่ได้อะไรพิเศษ เพียงเพราะรู้สึกรีเลตกับตัวละครก็เท่านั้น และอีกเหตุผลประการสำคัญที่ต้องเป็นเล่มนี้ แทนที่จะเป็นเล่มอื่นๆ คือผู้เขียนยังไม่ได้อ่านอีก 2 เล่มที่เหลือ
นวนิยายเรื่องนี้ดำเนินโดยตัวละครหลักที่ชื่อว่า ‘จาณีน’ นักเขียนบทภาพยนตร์ที่ระหกระเหินย้ายบ้านไปครั้งแล้วครั้งเล่า หาที่อยู่ใหม่ทุกไตรมาส แต่ไม่ว่าจะย้ายไปที่ไหน สิ่งที่ยังตามติดจาณีนไปตลอดคือ ความทรงจำแสนขมที่มีต่อ ‘พิชชา’ อดีตคนรักของเธอที่ถึงแม้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังทิ้งรอยแผลและตามหลอกหลอนจาณีนราวกับยังมีชีวิตอยู่ไม่ไปไหน
จาณีนได้ย้ายมาอยู่ที่แชร์เฮาส์ของเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็ก ในตอนแรกเธอตั้งใจจะอยู่เพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่แล้วเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้กลับค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางชีวิตของเธอโดยไม่รู้ตัว
แชร์เฮาส์ที่เคยเป็นเพียงที่พักชั่วคราว จึงกลายเป็นจุดพลิกผันสำคัญของจาณีน และเป็นสถานที่ซึ่งเรื่องราวมากมายได้เริ่มต้นขึ้น ณ ที่แห่งนี้
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสัมผัสได้เมื่ออ่านเรื่องนี้คือกลิ่นของ ‘พลังรัก’ ที่อัดแน่นอยู่ในตัวละครจาณีน ซึ่งแรงคลุ้งจนกลบความเป็นตัวเธอไปเสียเกือบหมด อย่างที่ปรีชนา เพื่อนของจาณีนกล่าวไว้ในตอนหนึ่งของเรื่อง
“ช่วงที่คบกับพิช เจเหมือนจะหายไปจากสังคม ฉันขาดการติดต่อกับเธอไปช่วงหนึ่ง เหมือนว่าเจจะอยู่แต่กับพิช ไม่สังสรรค์กับใคร ไม่ออกไปกับใครนอกจากเรื่องงาน…”(หน้า 72)
จาณีนเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ แต่ไม่ใช่ศิลปินที่ติสต์แตกเข้าใจยาก ทว่าเป็นศิลปินผู้อยู่ในกฎเกณฑ์ตามคำสอนของพ่อ เธอเปรียบเหมือนต้นบอนไซที่ถูกแต่งกิ่งจนไม่เหลือเค้าเดิมของตนเอง
เมื่อจาณีนมาเจอพิชชาผู้เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอิสระ ไม่ยอมอยู่ในกฎเกณฑ์ของใคร พิชชากลายเป็นตัวละครที่ทำให้จาณีนรู้สึกรัก รักในความอิสระ ทำให้รู้สึกมีความสุขที่ได้ทะนุถนอมใครสักคน และทำให้จาณีนผู้อยู่ในกรอบพยายามอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความอิสระของคนรักไว้
และเมื่อรักนั้นเข้าครอบงำจิตใจจนถึงขีดสุด มันกลับฝังกลบข้อเสียทุกอย่างของอีกฝ่ายไปเสียหมด แม้ว่าข้อเสียนั้นจะเป็นหนามที่รังแต่จะกรีดแทงหัวใจจาณีนจนเลือดซิบ จาณีนก็ยอมทนกระทั่งยอมโทษตัวเองที่ไม่คุ้นชินกับหนามนั้นเอง
สำหรับผู้เขียนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว แอบรู้สึกสังเวชกับตัวละครจาณีนที่จมอยู่ในห้วงรักอันแสนมืดมน จาณีนต้องต่อสู้กับฝันร้ายจากพิชชาที่ตามหลอกหลอน เอามีดแทงตัวเองซ้ำๆ ตอกย้ำว่า ตนหมดสิทธิ์จะมีความสุข
กระทั่งจาณีนได้พบกับ ‘ณพล’ เพื่อนร่วมแชร์เฮ้าส์ที่คอยดูแลเอาใจใส่ตลอดเวลาที่ย้ายเข้ามา ดูเหมือนว่าการพบกันในครั้งนี้จะทำให้โลกของจาณีนสว่างขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
แต่ใช่ว่าจะสว่างวาบจนกลบแสงทะมึนที่ติดตัวเธอมาตลอดหลายปี
ความสัมพันธ์ฉันมิตรดูเหมือนจะพัฒนากันได้ แต่ฝันร้ายก็เข้ามาขัดไว้อยู่เสมอ จาณีนไม่กล้าเปิดใจ ยังขังตัวเองไว้กับความรู้สึกผิด ทั้งยังไม่เชื่อว่าตัวเองจะรักใครได้อีก แต่แล้วบทสรุปของเธอจะเป็นอย่างไร คงต้องลองไปสัมผัสด้วยตนเอง
หลังจากที่ได้อ่านนวนิยายเล่มนี้ ผู้เขียนอยากพาทุกคนย้อนกลับมาสำรวจหน้าปกของหนังสือ หากเรามองเพียงผิวเผินก่อนที่จะเข้าไปอ่านเนื้อใน ก็คงไม่เข้าใจว่า วัตถุสิ่งของที่ผู้ออกแบบใส่เข้ามาในองค์ประกอบบนหน้าปกนั้น หยิบเข้ามาใส่ด้วยเหตุผลประการใด แต่หากได้ลองไล่เรื่องเนื้อหา รับรู้ปมในใจของตัวละครทั้งหมดแล้ว จะพบว่า องค์ประกอบทุกชิ้นบนหน้าปกล้วนสื่อความหมายอย่างชัดเจน และผูกโยงกับเนื้อหาในเล่มอย่างแนบแน่น
เริ่มที่ปกด้านหน้า จาณีนในชุดนอนลายตารางกำลังนอนหันหลังให้พ้นจากสายตาผู้อ่าน ขณะที่เธอหันหน้าเข้าหาโปสเตอร์เทศกาลหนังสือส้มที่ถูกปลดลงมาจากผนังเรียบร้อยแล้ว นั่นคือหลังจากที่จาณีนตัดสินใจคลายพันธนาการแรก สิ่งที่ผูกมัดและตามหลอกหลอนเธอมาตลอดหลายปีออก
บนเตียงยังมีตุ๊กตาฟรีซซี สลัชชี-โอ ตุ๊กตารูปแก้วน้ำที่หล่นลงมาอยู่บนพื้นทุกเช้า วัตถุเล็กๆ น่ารักที่เผยให้เห็นถึงชีวิตประจำวันของตัวละคร
หากพลิกไปปกหลัง เป็นภาพของห้องน้ำในห้องนอนของจาณีน เผินๆ อาจเป็นเพียงพื้นที่ธรรมดาไร้เหตุการณ์ ทว่าประตูที่เปิดอ้าทั้ง 2 บาน กลับเชื้อเชิญสายตาผู้อ่านให้มองเข้าไปยังบอนไซ ที่วางอยู่บนหน้าต่างห้องน้ำ ต้นไม้อันเปรียบเหมือนเงาจากพ่อที่ยังคงตามติดและเฝ้ามองเธออยู่ ณ มุมหนึ่งของบ้าน
องค์ประกอบเหล่านี้จะทรงพลังมากขึ้น หากผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราวของตัวละคร ผู้เขียนบอกได้เพียงว่า นิยายเรื่องนี้ไม่ได้พาเราขึ้นลงรถไฟเหาะแบบหวือหวา ไม่ได้ชวนให้ตื่นเต้นจนลุ้นระทึก แต่ทิ้งให้ผู้อ่านจมไปกับความรู้สึกในจิตใจของจาณีน ค่อยๆ ดิ่งลงไปเรื่อยๆ จนรู้ตัวอีกทีก็พลิกมาถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือเสียแล้ว แม้เรื่องนี้จะมีความยาวเพียง 159 หน้า แต่เป็น 100 กว่าหน้า ที่อัดแน่นไปด้วยความอึดอัดของพลังรัก จนต้องอุทานออกมาในใจ