โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ : รูปหล่อสำริด 'ประโคนชัย' จากเมืองเสมา 'สยาม' ลุ่มน้ำมูล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 10.40 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 10.14 น.
รูปหล่อสำริด วัฒนธรรมประโคนชัย จ. บุรีรัมย์ (ภาพจากบทความในหนังสือพิมพ์ มติชน โดย พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร ฉบับวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 หน้า 9)

รูปหล่อสำริด “ประโคนชัย” กระจายจากเมืองเสมา “สยาม” และเครือญาติเมืองพิมาย ศูนย์กลางมหายาน ลุ่มน้ำมูล ต้นแบบมหายาน นครธม ของพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 มีอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์หลายชาติพันธุ์ จะสรุปย่อบางตอนมาดังต่อไปนี้

เมืองเสมา (หรือศรีจนาศะ) อยู่ลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล เป็นเครือญาติใกล้ชิดรัฐทวารวดีเมืองศรีเทพ-ละโว้ โดยมีกำเนิดและเติบโตมาด้วยกันจากชุมชนบนเส้นทางการค้าทองแดง ระหว่างลุ่มน้ำโขงกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก-ท่าจีน-แม่กลอง ไปอินเดีย ราว 2,000 ปีมาแล้ว เมื่อเรือน พ.ศ. 500

ลุ่มน้ำมูล มีเมืองเสมา (หรือศรีจนาศะ) เป็นศูนย์กลางของชาวสยาม เนื่องเพราะเมืองเสมาเป็นชุมทางการค้าระยะไกลระหว่างที่ราบสูงกับที่ราบลุ่ม หรือระหว่างลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล กับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ถึงอ่าวไทยและอ่าวเมาะตะมะ รวมดินแดนคาบสมุทร

[หนังสือ เมืองเสมา โคราชเก่า (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) เมืองราด พ่อขุนผาเมือง ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก พ.ศ. 2566 หน้า 36-111]

ลุ่มน้ำโขง มีเมืองเวียงจันท์เป็นศูนย์กลางของชาวสยาม เนื่องเพราะเวียงจันท์เป็น ชุมทางการค้าระยะไกลของดินแดนภายใน ซึ่งมีที่ราบ, ช่องเขา, แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขาอีกมาก ฯลฯ เชื่อมถึงจีน, อ่าวตังเกี๋ย, อ่าวเมาะตะมะ และอ่าวไทย

[หนังสือ ไทยน้อย, ไทยใหญ่, ไทยสยาม ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2534 หน้า 119-135]

หลังจากนั้นเริ่มรับศาสนาจากอินเดีย ทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ ซึ่งปะปนกันทั้งมหายานและหีนยาน โดยมีวัฒนธรรมร่วมแบบทวารวดี ราว 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1000

มหายานในศาสนาพุทธของเมืองเสมา (หรือศรีจนาศะ) น่าจะมีศูนย์กลางสำคัญอยู่บ้านโตนด (อ. โนนสูง จ. นครราชสีมา) เพราะพบเศียรพระโพธิสัตว์ (สำริด) ขนาดใหญ่ เรือน พ.ศ. 1400

นอกจากนั้นประติมากรรมพระโพธิสัตว์ (สำริด) ขนาดย่อมจำนวนมากในวัฒนธรรม ประโคนชัย (ชื่อสมมุติเรียกสมัยหลัง) ขุดพบจากพื้นดินหน้าปราสาทเขาปลายบัด (อ. ประโคนชัย จ. บุรีรัมย์) ซึ่งนักวิชาการตรวจสอบแล้วพบว่าน่าจะเป็นประติมากรรมมหายาน ต้นลำน้ำมูล จากบริเวณเมืองเสมา (หรือศรีจนาศะ) ที่ถูกขนย้ายไปบรรจุไว้หน้าปราสาทปลายบัด (บนเขาปลายบัด)

เมืองพิมาย โดยราชวงศ์มหิธร (เครือญาติสำคัญของเมืองเสมา) รับคติมหายานผ่านบ้านโตนด (เมืองเสมา) แล้วสถาปนาปราสาทพิมาย เนื่องในศาสนาพุทธมหายานเรือน พ.ศ. 1600

กษัตริย์ราชวงศ์มหิธร (เมืองพิมาย ลุ่มน้ำมูล) สืบทอดเชื้อสายเป็นพระเจ้าสุริยวรรมัน ที่ 2 สร้างปราสาทนครวัด (ได้ต้นแบบจากปราสาทพิมาย) ด้วยเหตุดังนั้นกษัตริย์เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) เป็นเครือญาติกับกษัตริย์กัมพูชาเมืองพระนคร

ปราสาทนครวัด เมื่อ พ.ศ. 1650 เป็นเทวสถาน “บรมวิษณุโลก” บนสวรรค์ เนื่องในพิธีกรรมหลังความตายตามความเชื่อในคติเทวราช ซึ่งมีภาพสลักขบวนแห่เกียรติยศของเครือญาติใกล้ชิดที่มี “เสียมกุก” คือ ชาวสยามจาก (ลำตะคอง) ลุ่มน้ำมูลรวมอยู่ด้วย

ชาวสยาม ลุ่มน้ำมูล คือ เสียมกุก นครวัด

“เสียมกุก” ภาษาเขมรอ่าน “เสียม-กก” เป็นชื่อภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด เรือน พ.ศ. 1650 (มากกว่า 900 ปีมาแล้ว)

ภาษาไทยว่า “สยามกก” หมายถึงสยามดั้งเดิมเริ่มแรกกลุ่มเก่าแก่สุดที่รวมตัวเป็นบ้านเมืองและรัฐ อยู่ลุ่มน้ำมูล (ที่ราบสูงโคราช)

เสียมกุก นครวัด อยู่ลุ่มน้ำมูล น่าเชื่อว่ามีศูนย์กลางอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา มีเครือข่ายถึงสองฝั่งโขงบริเวณศูนย์กลางอยู่เวียงจันท์ ประกอบด้วยลูกผสมของคนหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ที่ถูกเรียกสยาม เช่น ลาว, มอญ, เขมร, มลายู (จาม) ฯลฯ พบหลักฐานสมัยหลังหลายอย่างสนับสนุน ได้แก่ บันทึกจีน

จากบันทึกจีน-โจวต้ากวาน สนับสนุนให้เชื่อได้ว่าเสียมกุก นครวัด เป็นชาวสยามจากลุ่มน้ำมูล ชำนาญปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และอยู่ต่อเนื่องพรมแดนเจินละ คือ เมืองพระนครหลวง (นครธม) และสืบย้อนหลังได้ถึงสมัยเมืองพระนคร (นครวัด)

ชาวสยาม ลุ่มน้ำมูล มีหลายชาติพันธุ์ และพูดภาษาไท-ไต เป็นภาษากลาง มีเครือข่ายถึงเวียงจันท์ บนเส้นทางการค้าถึงอ่าวตังเกี๋ยในเวียดนาม

สยามลุ่มน้ำมูล (เสียมกุก นครวัด) เป็นเครือญาติกษัตริย์กัมพูชาสมัยเมืองพระนคร (โตนเลสาบ) ทั้งนี้พิจารณาจากจารึก 28 รายการที่กำกับลายสลักรูปขบวนเกียรติยศบนระเบียงคดชั้นนอก ด้านทิศใต้ (ปีกตะวันตก) ปราสาทนครวัด ล้วนเป็นเครือญาติผู้ใหญ่ ใกล้ชิดกษัตริย์สุริยวรรมันที่ 2

พ่อขุนผาเมือง สืบเนื่อง “เสียมกุก”

เสียมกุก นครวัด เป็นบรรพชนของพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ในช่วงเวลาห่างกันประมาณ 100 ปี (เสียมกุก นครวัด เรือน พ.ศ. 1650, พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด เรือน พ.ศ. 1750)

เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง คือเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) ลำตะคอง บริเวณต้นลำน้ำมูล ซึ่งมีคุณสมบัติอันเป็นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ดังนี้ (ก.) เป็นเมืองใหญ่ (ข.) ไม่ไกลจากโตนเลสาบ ที่ตั้งนครวัด-นครธม กัมพูชา (ค.) เป็นเครือญาติใกล้ชิดกัมพูชา ที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยของนักปราชญ์ไทย

เมืองราดที่ไหนบ้าง? ถูกสันนิษฐานจากนักค้นคว้าหลายปีมาแล้ว ดังนี้

(1.) เมืองราดอยู่หล่มสัก (อ. หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์) แต่ไม่พบหลักฐานร่วมสมัย และอยู่ห่างไกลจากเมืองพระนครหลวง (นครธม) กัมพูชา จึงไม่น่าเชื่อ

อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง (ที่หล่มสัก) สร้างจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่นักค้นคว้าและนักวิชาการคัดค้านแล้ว แต่ผู้มีอำนาจในเครื่องแบบไม่ฟังข้อมูลทางวิชาการ ดังนั้นอนุสาวรีย์ฯ จึงใช้เป็นหลักฐานไม่ได้เรื่องเมืองราด

(2.) เมืองราดอยู่ทุ่งยั้ง (จ. อุตรดิตถ์) แต่ระยะทางห่างไกลมากจากเมืองพระนครหลวง (นครธม) กัมพูชา จึงเป็นไปไม่ได้ และ

(3.) เมืองราดอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) ด้วยเหตุหลายอย่าง ดังนี้ (ก.) เมืองใหญ่ (ข.) ไม่ไกลจากโตนเลสาบ (ค.) พบวัฒนธรรมเขมรหลายอย่าง ได้แก่ จารึกสมัยชัยวรรมันที่ 5, ปราสาทแบบเขมร, จารึกชัยวรรมันที่ 7 ที่ปราสาทเมืองเก่า (วัดปรางค์เมืองเก่า บ้านเมืองเก่า ต. โคราช อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) เรือน พ.ศ. 1750

มานิต วัลลิโภดม (อดีตผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์โบราณคดี กรมศิลปากร) มีข้อสันนิษฐานเป็นคนแรกสุด ว่าเมืองราดของพ่อขุนผาเมืองคือเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา ด้วยการอ้างหลักฐานเรื่องเล่าจากความทรงจำที่พบในหนังสือสำคัญ ได้แก่ พงศาวดารเหนือ มีชื่อ “คอนราชสีห์มา” และอุรังคธาตุมีชื่อ “คอนราช”

[จากหนังสือ นำเที่ยวพิมายและโบราณสถาน ในจังหวัดนครราชสีมา กรมศิลปากร (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2502) พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2505 หน้า 32-41 แต่หนังสือ อุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) พิมพ์ในงานสัมมนาวิชาการเรื่องวรรณกรรมสองฝั่งโขง จ. ขอนแก่น พ.ศ. 2537 หน้า 130 ชื่อ “เมืองคอนราช” มีเชิงอรรถ ดังนี้ “ไม่ทราบว่าผู้ชำระคัดมาจากฉบับใด เพราะฉบับที่ใช้ตรวจสอบใบลานจารึกว่า ‘นครราชเสมา’ ฉบับ ส.ธรรมภักดีเป็น ‘นครราชสีมา’”]

จิตร ภูมิศักดิ์ “นักปราชญ์สยาม” สนับสนุนเมืองเสมา คือ เมืองราด เขียนไว้ (ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2509) ในหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526) ว่า “ข้าพเจ้ายืนยันว่าความสันนิษฐานของ นายมานิต วัลลิโภดม ว่า โคราช เป็นคำที่เพี้ยนมาจาก นครราช นั้น ถูกต้องที่สุด.” “ชาวเขมรในกัมพูชายังคงเรียกเมืองนครราชสีมาตามชื่อเดิมว่า นครราช อยู่จนทุกวันนี้”

จิตร ภูมิศักดิ์ เพิ่มหลักฐานสำคัญสนับสนุนแนวคิดของมานิต วัลลิโภดม ว่าผู้นำเมืองสุโขทัยสมัยแรก ล้วนคุ้นเคยใกล้ชิดผู้นำของบ้านเมืองต้นลุ่มน้ำมูล มีข้อความบอกไว้ในจารึกวัดศรีชุม (จารึกสุโขทัย หลักที่ 2) ว่ามหาเถรศรีศรัทธา เจ้านายเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นหลานพ่อขุนผาเมือง (1.) ขี่ช้างตัวเมียรบชนะท้าวอีจาน (อยู่ ดงอีจาน เขตโคราชต่อบุรีรัมย์) (2.) ออกบวช แล้วธุดงค์ไปนมัสการปราสาทพนมวัน โคราช

ศรีศักร วัลลิโภดม “นักวิชาการนานาชาติ” บรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ (อดีตอาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ว่า เมืองราด อยู่เมืองเสมา-โคราชเก่า “ถ้าหากนำตำแหน่งเมืองนครราชสีมาไปเปรียบเทียบกับเมืองสุโขทัย…ในช่วงเวลานั้นยังเป็นเมืองไม่ใหญ่โตเท่าใด เพราะอยู่ในที่ห่างไกลบ้านเมืองที่เจริญแล้วในลุ่มทะเลสาบและในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง เพราะความเป็นเมืองที่ใหญ่กว่าเจริญกว่าของเมืองราดนี้เอง ที่ทำให้พ่อขุนผาเมืองไม่คิดเอาราชสมบัติเมืองสุโขทัย”

[จากหนังสือ สร้างบ้านแปงเมือง ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2560 หน้า 137-139]

พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด

พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด มีประวัติย่อๆ ดังนี้

(1.) บิดาชื่อศรีนาวนำถม (เชื้อสายละโว้) ผู้สถาปนาเมืองศรีสัชนาลัย-เมืองสุโขทัย

(2.) สหายชื่อบางกลางหาว (ศรีอินทราทิตย์, พ่อของรามราช-รามคำแหง)

(3.) รบชนะ “ขอมสบาดโขลญลำพง” ชิงได้เมืองสุโขทัย แต่ไม่ครองเมืองสุโขทัย เพราะยกให้สหาย ทั้งเมือง-ชื่อ

(4.) ผาเมือง ไปครองเมืองราดซึ่งเป็นศูนย์กลางรัฐใหญ่โตกว่าสุโขทัย

พ่อขุนผาเมือง น่าจะพูด 2 ภาษา คือ เขมรและไท-ไต ส่วนประชาชนเมืองราดหลายชาติพันธุ์พูดอย่างน้อย 2 ภาษา คือ เขมร, ไท-ไต, และอื่นๆ

เมืองราดรับเถรวาท แบบลังกา (จากอโยธยา) ซึ่งเผยแผ่โดยใช้ภาษาไท-ไต (ต่อไปข้างหน้าคือภาษาไทย)

พ่อขุนผาเมืองเป็นเครือญาติสนิทกษัตริย์กัมพูชา ได้รับพระราชทานหลายอย่างจากกษัตริย์กัมพูชาแห่งกรุงศรียโสธร (“ผีฟ้าเจ้าเมืองศรียโสธรปุระ” คือ เมืองพระนครหลวง หรือนครธม) ได้แก่ พระนามสามัญว่า “กมรเตงอัญผาเมือง”, พระนามเกียรติยศว่า “ศรีอินทรบดินทราทิตย์”, ลูกสาวชื่อ “นางสุขรมหาเทวี”, พระแสงดาบ “ขรรค์ชัยศรี”

(1.) “กมรเตงอัญ” เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า เจ้า ดังนั้น “กมรเตงอัญผาเมือง” ตรงกับ “เจ้าผาเมือง” หมายถึงผาเมืองเป็นเจ้า (ของเขมร)

(2.) “ศรีอินทรบดินทราทิตย์” ต่อมาผาเมืองยกให้บางกลางหาว แต่กร่อนคำเหลือว่า “ศรีอินทราทิตย์”ครองเมืองสุโขทัย (หลังยึดเมืองสุโขทัยได้จากขอมสบาดโขลญลำพง)

(3.) “นางสุขรมหาเทวี” ธิดากษัตริย์เขมรนครธม ยกให้เป็นชายาพ่อขุนผาเมือง ซึ่งเป็นการเมืองระบบเครือญาติ (ซึ่งพบทั่วไปในอุษาคเนย์) ทำให้ผาเมืองเป็น “ลูกเขย” กษัตริย์กัมพูชา เท่ากับเมืองราดอยู่ในความคุ้มครองของกัมพูชา (ไม่เมืองขึ้น และ ไม่เอาใจออกหาก)

(4.) “ขรรค์ชัยศรี” เป็นสัญลักษณ์อำนาจการเมืองของกัมพูชา แสดงว่าผาเมืองยอมรับอำนาจของ “ลูกพี่” หรือ “เจ้าพ่อ” คือกัมพูชา (ระบบเจ้าพ่อกับลูกน้องบริวาร ไม่ใช่ระบบเมืองขึ้น)

ข้อมูลสนับสนุนผาเมืองมีอำนาจคุมลุ่มน้ำมูล ดังนี้

หลานพ่อขุนผาเมือง คือมหาเถรศรีศรัทธา-รัฐสุโขทัย ในจารึกวัดศรีชุม (สุโขทัย หลัก 2) รบเท้าอีจานและธุดงค์พนมวัน ล้วนอยู่ลุ่มน้ำมูล (งานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์)

(1.) รบท้าวอีจาน ศรีศรัทธาสมัยหนุ่มเป็นขุนศึกสุโขทัย เคยขี่ช้างพัง (ตัวเมีย) รบท้าวอีจาน อยู่ดงอีจาน (มีบอกในจารึกวัดศรีชุม สุโขทัย หลัก 2)

ปัจจุบันเรียก “ดงอีจาน” พื้นที่ต่อเนื่อง อ. ปะคำ (บุรีรัมย์) ถึง อ. ครบุรี (นครราชสีมา)

บริเวณดงอีจาน (อ. ประคำจ. บุรีรัมย์) มีถ้ำเป็ดทอง พบจารึกถ้ำเป็ดทองของจิตรเสน (เจนละ) เรือน พ.ศ. 1200

(2.) ธุดงค์พนมวัน ศรีศรัทธาฯ ออกบวชที่สุโขทัย แล้วธุดงค์ถึงบริเวณที่เรียก “รัตนภูมิ” คือ ปราสาทพนมวัน (นครราชสีมา)

ชาวสยามเป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” จากหลายชาติพันธุ์ แต่พูดภาษาไท-ไต เป็นภาษากลาง (ครั้นนานต่อไปข้างหน้าเมื่อมีอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมือง ก็เรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย)

จากหลักฐานรอบด้าน พบว่าชาวสยามกระจายอยู่ทั่วโซเมีย (บริเวณที่สูงของจีนตอนใต้ จนถึงภาคกลางของไทย) ตั้งแต่สมัยการค้าระยะไกลทางทะเล (สุวรรณภูมิ) สืบเนื่องถึงสมัยการค้าโลก [ดร. ธิดา สาระยา (อดีตอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อธิบายหลักฐานกี่ยวกับชาวสยามสมัยทวารวดี ไว้ในหนังสือ (ศรี) ทวารวดี ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532)]

ด้วยเหตุดังนั้น ชาวสยามคือ (1.) ชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ซึ่งมีภาษาพูดต่างกัน ทั้งจากภายในและภายนอกอุษาคเนย์ (2.) ตระกูลภาษาไท-ไต เป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารต่างชนเผ่าชาติพันธุ์และทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป

ชาวสยามมีพัฒนาการบนดินแดนภายในภาคพื้นทวีปหลายพันปีมาแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่สมัยเริ่มแรกการค้าระยะไกลทางทะเลกับอินเดีย ซึ่งทำให้ชาวสยามได้ประโยชน์จากการค้า เติบโตแผ่ขยายเป็นพิเศษทางใต้แม่น้ำแยงซี (ของจีน) ไปตามลุ่มน้ำโขงกับลุ่มน้ำสาละวิน กระทั่งมีพลังแข็งแรงสร้างบ้านแปลงเมืองใหญ่โต

บริเวณภาคพื้นทวีปสมัยนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถลุงทองแดง และหล่อหลอมโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกเพื่อทำเครื่องมือเครื่องใช้เรียกสำริด ขณะเดียวกันทางตอนกลางมีความก้าวหน้าการถลุงเหล็กและต้มเกลือสินเธาว์ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดกระตุ้นการแลกเปลี่ยนซื้อขายอย่างกว้างขวางตามเส้นทางการค้าดินแดนภายใน จึงส่งผลให้ภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต เคลื่อนไหวบนเส้นทางการค้าดินแดนภายใน (ภาษาเคลื่อนไหวได้ ไกลๆ โดยคนพูดภาษานั้นไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวตามไปด้วย) กระตุ้นให้มีชาวสยามบนเส้นทางหลัก

ชาวสยามในรัฐพูดเขมร สืบเนื่องจากชาวสยามไปทุกหัวระแหง ทำมาหากินเพื่อยังชีพ แล้วทำมาค้าขายเพื่อกำไร จึงมีชาวสยามจำนวนหนึ่งตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นประชาชนของรัฐใหญ่พูดภาษาเขมร ได้แก่ เมืองพระนคร (นครวัด), เมืองพระนครหลวง (นครธม), เมืองละโว้ (ลพบุรี) เป็นหลักฐานว่าชาวสยามใกล้ชิด “ขอม”

ชาวสยามในนครวัด พบหลักฐานเป็นภาพสลักที่ปราสาทนครวัด พ.ศ. 1650 รูปขบวนแห่เกียรติยศของ “เสียมกุก” (หมายถึงชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรก) ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับกษัตริย์กัมพูชา

ชาวสยามในนครธม พบหลักฐานในบันทึกจีน-โจวต้ากวาน พ.ศ. 1839 ระบุว่า ในเมืองพระนครหลวง หรือนครธม มีบ้านเรือนชาวสยามชำนาญปลูกหม่อน, เลี้ยงไหม, และรับจ้างปะชุนผ้าขาดให้ใช้งานได้

ชาวสยามในละโว้ พบหลักฐานในบันทึกจีน-“หยวนสื่อ” (พงศาวดารราชวงศ์หยวน ฉบับหอหลวง) เรียกละโว้ว่า “หลัวหู” แล้วบอกว่าราษฎรชาวสยาม (เสียน) พึ่งพาอาศัยในเมืองละโว้ ซึ่งมีภูเขาและที่ราบกว้างใหญ่ ดังนี้

“ภูเขาหินสีขาวสูงชัน—-แผ่นดินหลัวหูเป็นที่ราบกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิด ซึ่งราษฎรชาวเสียนได้พึ่งพาอาศัย—-”

[รายงานการวิจัย การแปลและศึกษาเอกสารจีนโบราณเกี่ยวกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม โดย ศุภการ สิริไพศาล และ พิภู บุษบก ด้วยทุนอุดหนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561 หน้า 64 ในงานวิจัยไม่ระบุปีที่บันทึก รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ตรวจสอบพบหลักฐานพบว่าบันทึกนี้เป็นของ “หวังต้าหยวน” (เมืองหนานฉาง มณฑลเจียงซี) เมื่อ พ.ศ. 1892 (ปีสุดท้ายสมัยรัฐอโยธยา)]

ชาวสยามเหล่านี้มีข้อมูลสนับสนุนหลายอย่างว่าเกี่ยวดองกับชาวสยามลุ่มน้ำมูล (หรือปริมณฑล) ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) ต่อไปข้างหน้าจะเป็นพลังสำคัญสถาปนาเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : รูปหล่อสำริด ‘ประโคนชัย’ จากเมืองเสมา ‘สยาม’ ลุ่มน้ำมูล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...