“สีหศักดิ์” ดอดเข้าถ่ายรูปพรรคภูมิใจไทย ปัดสมัครปาร์ตี้ลิสต์-บัญชีรายชื่อ อุบโดนทาบนั่งแคนดิเดตนายกฯ
“สีหศักดิ์” ดอดเข้าถ่ายรูปพรรคภูมิใจไทย ปัดสมัครปาร์ตี้ลิสต์-บัญชีรายชื่อ บอกยังไม่ได้คิด อุบโดนทาบนั่งแคนดิเดตนายกฯ ฟาก “ซาบีดา” เผย ลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ หลังทำหน้าที่ รมต. 1 ปี
วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ พรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยเพื่อมาถ่ายรูป จะลงสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ว่า ตนยังไม่ได้คิดตรงนั้น
เมื่อถามว่าการเดินทางมาที่ที่พักทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าจะมาลงการเมืองหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนยังไม่คิดในเรื่องการเมือง แต่ถ้าให้มาถ่ายรูปตนก็มาถ่ายไปก่อน
เมื่อถามต่อว่าถึงขั้นเป็นแคนดิเดตนายกเลยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า คงไม่มั้ง เพราะตอนนี้ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอยู่
เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ทางนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีแผนสำรองแล้วในเรื่องของแคนดิเดตนายก นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เค้าให้มาถ่ายรูปตนก็มาถ่ายรูป
เมื่อถามว่าหากนายอนุทิน เชิญให้เป็นแคนดิเดตนายกพรรคภูมิใจไทย จะพร้อมหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีอยู่แล้ว 2 ท่าน ก็ตามนั้นไปก่อนดีกว่า
เมื่อถามย้ำว่าก็เป็นการเดินทางมาสมัครบัญชีชื่อใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ตนยังไม่ได้คิด
“ซาบีดา” เผย ลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ หลังทำหน้าที่รมต. 1 ปี
น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเขตใน จ.อุทัยธานี เต็มแล้ว เมื่อถามถึงความรู้สึกในการสมัครเป็นสส.เต็มตัว น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า จากการที่ได้ทำงานเพื่อประชาชนเกือบ 1 ปี มีพลังในการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน และคิดว่าน่าจะไปต่อได้ เมื่อถามว่า นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ในฐานะคุณพ่อ ให้คำปรึกษาอะไรหรือไม่ น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า เรียนตามตรงว่าพ่อไม่ได้บอกอะไร บอกเพียงว่าต้องมีผลงาน เมื่อถามว่า สิ่งที่ทำมาในฐานะรัฐมนตรี จะผลักดันให้เป็นผู้แทนราฎรที่จะประสบความสำเร็จใช่หรือไม่ น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า เป็นความตั้งใจมากกว่า ส่วนผลตอบรับจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชน ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน
บอก กรมศิลปากรมีศักยภาพ บูรณะโบราณสถาน
กรณีการบูรณะโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ว่า ยืนยันไทยไม่ได้โจมตี แต่ดำเนินการตามหลักการป้องกันตัวตามหลักสากล และตามหลักความมั่นคงของประเทศ ส่วนที่โบราณสถานถูกทำลายนั้น เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุว่ามีการถูกทำลายก่อนเกิดการปะทะหรือไม่ เพราะโบราณสถานเหล่านี้ประเทศไทยเพิ่งได้ยึดคืนมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา และการยึดของเราก็ต้องพิสูจน์ว่าเมื่อโบราณสถานเหล่านั้น อยู่ในพื้นที่อธิปไตยของเราแล้ว เราจะต้องวางแผนงบประมาณในการบูรณะซ่อมแซม และยืนยันว่า เราไม่ได้ใช้โบราณสถานในการเป็นบังเกอร์หรือใช้เป็นวัตถุประสงค์ทางการทหาร แต่เราจะทำโบราณสถาณให้เป็นโบราณสถานจริงๆ ที่จะต้องมีการบูรณะซ่อมแซมเมื่อถามว่า ได้ประเมินระยะเวลาที่จะบูรณะโบราณสถานนานเท่าใดนั้น น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า เบื้องต้นกรมศิลปากรยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ แต่เรื่องเทคนิคการซ่อมแซมไม่ได้มีความซับซ้อน และกรมศิลปากรมีศักยภาพพอในการบูรณะซ่อมแซม ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่โดยรอบโบราณสถานยังมีทุ่นระเบิด จะมีการดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจสอบอย่างไรบ้าง น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า ต้องรอฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าเราสามารถเข้าไปสำรวจ และทำการบูรณะได้ แต่จะต้องมีการเคลียร์พื้นที่ และเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยถึงจะสามารถเข้าไปสำรวจได้ ส่วนจะใช้ซากเดิมขึ้นมาบูรณะหรือใส่วัสดุใหม่นั้น ตอนนี้มีเทคนิคใหม่ในการซ่อมแซม แต่รูปแบบยังคงเหมือนเดิม ซึ่งได้มีการศึกษาไว้เรียบร้อยแล้ว ย้ำว่า จะต้องมีการสำรวจก่อนเข้าบูรณะอย่างแน่นอน เมื่อถามว่าการที่ทหารกัมพูชาเข้าไปใช้ตัวปราสาทในการเป็นฐานปฏิบัติการ แต่เมื่อเกิดการปะทะกัมพูชาโจมตีไทยว่าทำลายโบราณสถาน จะมีการทำหนังสือประท้วงอย่างไรบ้าง น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะทำอะไรต้องยึดหลักสากล และดูข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตอนนี้เหมือนเรากำลังพูดถึงปลายเหตุจนลืมไปว่าต้นเหตุของโบราณสถานถูกทำลายเกิดจากอะไร ซึ่งกัมพูชาใช้เป็นวัตถุประสงค์ทางการทหารจนทำให้ประเทศไทยต้องป้องกันตัว และปกป้องอธิปไตยของไทย
เมื่อถามว่า ส่วนจะทำหนังสือประท้วงทุกช่องทางใช่หรือไม่ น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า ใช้ทุกเวทีในการตอบโต้ อย่างเวทียูเนสโก้ล่าสุด และตอบโต้ด้วยเหตุ และผลด้วยถ้อยแถลง
“เอกนัฏ” พร้อมลุยงานหิน เจาะฐานเสียง กทม. ลั่นอะไรไม่เคยเห็น ก็จะได้เห็น - ลุ้นภูมิใจไทยได้ สส.กทม.ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการเปิดตัวผู้สมัครสส.กทม.ของพรรคภูมิใจไทย ว่า วันเลือกตั้งคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตนเข้าใจว่าทุกพรรค รวมถึงพรรคภูมิใจไทยก็เตรียมความพร้อม สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่สำคัญมากสำหรับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหลายคนมองเข้ามา หากดูประวัติ ไม่เคยมีสส.พรรคภูมิใจไทยในพื้นที่กรุงมหานครมาก่อน ซึ่งหากมีก็จะเป็นครั้งแรก และตนก็ยอมรับว่า งานครั้งนี้เป็นงานหิน แต่ตนไม่ขอพูดว่าพร้อมหรือมั่นใจมากแค่ไหน แต่ตนจะบอกว่าตนมาพร้อมกับความตั้งใจ ซึ่งทุกคนก็เห็นว่าในการทำงานที่ผ่านมาพวกเราสู้ไม่ถอยและสู้สุดซอย วันนี้ตนก็มีผู้สนับสนุนดี ไม่ได้ทำอยู่คนเดียว ก็ช่วยเหลือกันทั้งพรรค รวมถึงแม่ทัพหญิง “นางศุภมาศ อิสรภักดี” ซึ่งใครเป็นสส.กรุงเทพมหานครมาก่อนตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย และทำงานมีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมา ตนก็หวังว่าเที่ยวนี้ จะได้นำเอาประสบการณ์และทีมงานที่ตนทำงานด้วยกันมาตั้งแต่พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งตนมีความเชื่อมั่นในบุคคลเหล่านี้และจะทำให้ดีที่สุด
เมื่อถามว่ากดดันหรือไม่ที่บอกว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยอยู่ในกรุงเทพเลย อยู่แต่ ปริมณฑลและต่างจังหวัดมาโดยตลอด นายเอกนัฏ ระบุว่า เอาจริงๆ ก็เป็นสไตล์ของตนอยู่แล้ว ในชีวิตไม่เคยเจอโจทย์ที่ง่ายเลย เมื่อวานก็เพิ่งชนะคดีมากรณีที่โรงงานเหล็กซินเคอหยวน ฟ้องตน 3000 กว่าล้านบาท ซึ่งทั้งชีวิตตนก็อยู่กับคดีและการต่อสู้ไม่เคยเจอโจทย์ง่ายนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมภูมิใจไทยถึงบอกว่า หากมีกรุงเทพมหานคร ก็ลองให้“รัฐมนตรีขิง”มารับผิดชอบดู แต่เราทุกคนพร้อมสู้ไม่บอกว่าพร้อมขนาดไหนถือเป็นโจทย์ที่ทุกคนต้องเผชิญและตนก็มั่นใจว่าผู้สมัครของเราในวันนี้ยังอยู่ในกระบวนการ ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่มีคนเข้ามา ถึงแม้ภูมิใจไทยไม่เคยมีสส.กรุงเทพฯ แต่เที่ยวนี้ ก็มีคนเข้ามาสมัครมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ทุกเขตล้นหมดมีมากกว่าหนึ่งคนหมด ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของตนและนางศุภมาส ที่จะช่วยพิจารณาหาคนที่ดีที่สุด และจากการพูดคุยก็เห็นว่าทุกคนมีความพร้อมสู้ไปด้วยกัน
และเมื่อถามย้ำว่าจะสามารถเจาะพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของพรรคประชาชนทั้งหมดได้หรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า วันนี้ในการเลือกตั้ง ใครจะไปพูดได้ว่า ในอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น พูดได้อย่างเดียวว่าในปัจจุบันนี้เราก็ต้องสู้อย่างเต็มที่ และใช้ความพยายามมาที่สุด โจทย์ยิ่งยากเท่าไหร่ เราก็ต้องยิ่งทำงานให้หนัก เวลาก็ไม่ได้มาก ตนก็เพิ่งมาเป็นน้องใหม่ของพรรคภูมิใจไทย แต่มาด้วยความตั้งใจเต็มร้อย ตนไม่อยากพูดว่าเรามีความมั่นใจ เราจะต้องทำนู่นนี่ให้ได้ แต่เราจะทำโดยพรรคภูมิใจไทยก็มีสโลแกนชัดเจน ก่อนหน้านี้ คือ “พูดแล้วทำ” มาวันนี้ คือ “พูดแล้วทำพลัส” นั่นหมายความจะทำมากกว่าที่พูดอีก ตอนที่ตนเข้ามาก็ได้รับการสื่อสารมาว่า อย่าไปพูดอะไรที่เราทำไม่ได้ ตนก็จะไม่พูดอะไรที่ทำไม่ได้ และตนจะทำให้เต็มที่
เมื่อถามว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ต้องใช้กระแสจะมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ อย่างไร นายเอกนัฏตอบว่า ตนคิดว่าสิ่งที่แตกต่างจากที่เคนเป็นมา สำหรับพรรคภูมิใจไทย โดยตนขอพูดตรงๆ ว่า บางทีคนก็มองว่าเป็นศูนย์รวมของบ้านใหญ่ แต่มาวันนี้ตนว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เหมือนเดิม เพราะในเที่ยวนี้เราก็เห็นว่ามีการรวมตัวกันของมืออาชีพที่มาจากนอกวงการการเมือง ซึ่งตนเพิ่งทราบว่าตนเข้ามาหลังนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และเราก็เห็นบทบาทการสื่อสาร เจรจา ตอบโต้ในประเด็นของต่างชาติ และเราก็เห็นบทบาทการทำงานของนายเอกนิติ ที่ขับเคลื่อนระบบราชการ ทำเป็นโครงการใหญ่คนละครึ่งพลัส สามารถผลักดันขับเคลื่อนออกมาได้ในเวลาทันท่วงที สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราเห็นนางศุภจี ในการทำหน้าที่เจรจาต่อรอง ทำมาค้าขายกับต่างประเทศ ไม่ทำให้ประเทศไทยต้องเสียโอกาส มาแปปเดียว 2-3 เดือนขายข้าว จนกระทั่งราคาข้าวสูงขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ตนคิดว่าทุกคนรวมถึงพรรคภูมิใจไทย ก็กำลังจะแปลงร่าง พวกเราก็ต้องแปลงจากซูเปอร์จี ซึ่งตนกำลังคิดว่า พรรคก็กำลังขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่จะเดินหน้าไปทำแต่พื้นที่ที่เป็นการรวมตัวกันของบ้านใหญ่ตามที่ทุกคนเข้าใจ แต่วันนี้พยายามรวมตัวมืออาชีพ โดยเรามั่นใจได้ว่าคนเหล่านี้จะทำงานสำเร็จ ไม่ได้คำนึงถึง สิ่งที่เคยเกิดขึ้น ฟอร์ม หรือ ภาพลักษณ์ที่ต้องสวยหรูอยู่ตลอดเวลา แต่จะต้องทำให้มันสำเร็จ ตนคิดว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ด้วยกัน ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ และเป็นสีสันของการเมือง
เมื่อถามต่อว่ากรุงเทพฯ มีนโยบายสำคัญอะไรหรือไม่ นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า ตอนนี้นโยบายสำคัญที่สุด คือนโยบายของทั้งประเทศ ซึ่งกรุงเทพมหานครคือเมืองหลวงของประเทศไทย เพราะฉะนั้นนโยบายสำคัญตนเข้าใจว่าวันนี้นโยบายของพรรคภูมิใจไทยชัดเจน มีจุดยืนที่ชัดเจนในหลายเรื่อง นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมตนตัดสินใจมาพรรคภูมิใจไทยด้วย อย่างเรื่องชายแดน เราก็เห็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดของผู้นำประเทศ “นายกฯ อนุทิน” ในการรักษาอธิปไตยของประเทศ รักษาความปลอดภัยของประชาชน เราสามารถทำงานกับราชการได้ และเดินหน้าปฏิรูปปรับระบบราชการไม่ให้เป็นอุปสรรคกับการทำมาค้าขาย ตามแนวของขวาใหม่อนุรักษ์นิยม ซึ่งเราก็เห็นที่นายเอกนิติพยายามทำอะไรได้ก็ทำ และการใช้มืออาชีพพยายามที่จะรับฟังทำงานร่วมกัน ประสานกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเราได้เห็นกาาทำงานของนางศุภจี ตนมองว่าวันนี้เราก็เห็นอะไรใหม่ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่เกิดขึ้น เช่นเราไม่เคยมีสส.ใน กทม. ครั้งต่อไปเราอาจจะมีก็ได้