โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นายกฯพร้อมตอบโต้ หลังกัมพูชายิงปืน ค.ตกฝั่งไทย-มติ ครม.อนุมติ M9 ‘บางบัวทอง – บางปะอิน’ 15,862 ล้าน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯพร้อมตอบโต้ หลังกัมพูชายิงปืน ค.ตกฝั่งไทย – อ้างเป็นอุบัติเหตุ
  • จี้กัมพูชาแสดงความจริงใจ-รับผิดชอบ
  • สั่ง ปภ.-คลัง หาทางเยียวยาบ้านพังเสียหาย 70%ของราคาประเมิน
  • มติ ครม.อนุมติมอเตอร์เวย์ M9 ‘บางบัวทอง – บางปะอิน’ 15,862 ล้าน
  • ขยายเวลาชดเชยดอกเบี้ยโครงการชะลอขายข้าวถึงสิ้น เม.ย.นี้
  • เพิ่มวงเงินปล่อยกู้ SMEs เป็น 30 ล้าน/ราย หนุนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
  • เดินหน้า “CCS” อ่าวไทยตอนบน สู่เป้าหมาย Net Zero

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม.นายอนุทินมอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี และแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

พร้อมตอบโต้ หลังกัมพูชายิงปืน ค.ตกฝั่งไทย – อ้างเป็นอุบัติเหตุ

นายอนุทิน กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากกัมพูชายิงปืน ค.ฝั่งประเทศไทย จนทำให้ทหารได้รับบอดเจ็บในช่วงเช้าของวันนี้ ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลง หากมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ขณะนี้กองทัพ ฝ่ายความมั่นคงประท้วงไปฝ่ายความมั่นคงกัมพูชา ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร และแจ้งให้ฝั่งกัมพูชาชี้แจงกลับ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ออกหนังสือประท้วง เพื่อชี้แจงว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้น ไทยขอให้กัมพูชาได้ชี้แจงในทางการทูตเช่นเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการจงใจหรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เอาเป็นว่าลูกกระสุนมาตกในเขตแดนของเรา ฉะนั้น การตอบโต้ หรือ การใช้กฎการปะทะ จะพิจารณาดำเนินการตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย”

“มันมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบ ปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยจำเป็นต้องตอบโต้ เราก็พร้อมจะตอบโต้” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การตอบโต้จะพิจารณาอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “รายละเอียด…เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น ตอนนี้ฝ่ายกองทัพกำลังดำเนินการพิจารณาวิธีการตอบโต้ที่เหมาะสม ขณะเดียวกันได้รับแจ้งจากฝ่ายกองทัพว่ามีการพูดคุยในระดับหน่วยปฏิบัติการตรงชายแดนระหว่างแม่ทัพกับแม่ทัพ ซึ่งแจ้งมาว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ต่อให้เป็นอุบัติเหตุ เราก็ต้องถามว่าแล้วจะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้เช่นไร”

สั่งฝ่ายปกครองดูแลชาวบ้านแล้ว ยังไม่ต้องอพยพ

เมื่อถามว่า ประชาชนต้องปฏิบัติตัวอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ขณะนี้ระดับปฏิบัติการมีการพูดคุยในระดับปฏิบัติการอยู่ กัมพูชาแจ้งว่าเป็นอุบัติเหตุ ฉะนั้น ฝ่ายปกครอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับคำสั่งให้คอยดูแล แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพชาวบ้าน”

ถามต่อว่า อาจมีการปะทะรอบที่ 3 หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “การประชุม ครม. วันนี้ คณะทำงานจะได้มีการติดตามความคืบหน้า หากมีรายละเอียดจะรีบนำมาประกอบการพิจารณา”

จี้กัมพูชาแสดงความจริงใจ-รับผิดชอบ

ด้านนายสิริพงศ์ รายงานว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ ได้รับแจ้งว่ามีวัตถุกระสุนและระเบิดของกัมพูชามาตกที่ฝั่งไทย โดยฝ่ายความมั่นคงประเมินสถานการณ์และได้พูดคุยกัน อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีท่าทีว่าหากการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่ออธิปไตยของไทยจะดำเนินการด้วยความเหมาะสมตามสัดส่วน และหลักสากลการโต้ตอบ

“ตอนนี้ฝั่งกัมพูชาพยายามแจ้งและกล่าวอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ รัฐบาลเรียกร้องขอให้กัมพูชาแสดงความจริงใจและแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือประท้วงไปประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการดำเนินการจะมีการนำเรียนให้ทราบ และขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะโต้ตอบกัมพูชาและรักษาอธิปไตยของไทยไว้สูงสุด” นายสิริพงศ์ กล่าว

สั่ง ปภ.-คลัง หาทางเยียวยาบ้านพังเสียหาย 70%ของราคาประเมิน

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ นายกฯ มีข้อห่วงใยจากการเยียวยาบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายไม่เป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม จึงสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมมือกับกระทรวงการคลังกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่

“ระเบียบเก่าที่ใช้มา เมื่อถึงเวลาเกิดสถานการณ์จริง รายจ่ายที่จะจ่ายให้ประชาชนไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง โดยนายกฯ ให้แนวทาง เช่น ค่าเสียหายอาจต้องประเมินจากมูลค่าบ้านด้วย หรือชดเชยช่วยเหลือร้อยละ 70 ของราคาประเมิน” นายสิริพงศ์ ขยายความ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า “ประชาชนจำนวนมากสอบถามว่าเงินเยียวยารอบนี้จะถึงเมื่อไร โดยเรื่องนี้ผ่านที่ประชุม ครม. 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่แล้ว และมีกำหนดระยะเวลาภายใน 30 วัน แต่กระบวนการอาจยังติดขัดเนื่องจากต้องส่งให้ กกต. พิจารณาก่อน จึงอาจเกิดความล่าช้า แต่รัฐบาลจะเร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้เร็วที่สุด”

เผยอุบัติเหตุปีใหม่ 1,511 ครั้ง เสียชีวิต 272 ราย

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ขอบคุณทุกภาคส่วนและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ จิตอาสา และอาสาสมัครทุกท่าน ที่ได้มุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละวันหยุด ร่วมมือและร่วมใจเป็นพลังสำคัญในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยความปลอดภัย และมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ส่งผลให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน (30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69) ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ลดลงเมื่อเทียบกับเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นความสำเร็จจากการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการป้องกันอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วัน (30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 1,464 คน ผู้เสียชีวิต รวม 272 ราย

  • จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ ภูเก็ต (55 ครั้ง)
  • จังหดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด คือ ภูเก็ต (58 คน)
  • จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร (22 ราย)
  • จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสงคราม หนองบัวลำภู อุทัยธานี แพร่ และสตูล

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน (30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69) พบว่า ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ลดลงเมื่อเทียบกับเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีขึ้นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจำนวนผู้เสียชีวิตจากพฤติกรรมเสี่ยงหลัก พบว่า การขับรถเร็วยังเป็นพฤติกรรมเสี่ยงหลักที่ทำให้เสียชีวิต รวมถึงการดื่มแล้วขับ ตัดหน้ากระชั้นชิด การขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

“รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับส่วนกลาง และพื้นที่ดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อให้สามารถลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และลดอัตราผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตได้จริง และเน้นย้ำให้จังหวัดบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ในช่วงเทศกาลและวันหยุดเท่านั้น แต่ต้องเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งยังเป็นกลุ่มช่วงอายุที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในทุกมิติ เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการการดำเนินงานแก้ไขปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และนำแนวทางการปฏิบัติงานของอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการเสียชีวิต มาเป็นต้นแบบในการปฏิบัติงาน รวมถึงให้บูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน จิตอาสา และอาสาสมัคร ขับเคลื่อนการดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนต่อเนื่องตลอดทั้งปี” นายสิริพงศ์ กล่าว

มติ ครม.มีดังนี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ขยายเวลาชดเชยดอกเบี้ยโครงการชะลอขายข้าวถึงสิ้น เม.ย.นี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 โดยใช้ร้อยละ 90 ของราคาเฉลี่ย ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568

2. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569

3. รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ ขอรับการจัดสรรจากงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

4. ส่วนโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้ พณ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พิจารณาตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.)

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ พณ. ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

(1) เห็นชอบการปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อต้นข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานีและข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ) ปีการผลิต 2568/69 ส่งผลให้วงเงินสินเชื่อปรับลดลง จากเดิม 36,232.50 ล้านบาท เป็น 35,011.50 ล้านบาท (ปรับลดลง 1,221 ล้านบาท) และวงเงินจ่ายขาดปรับลดลง จากเดิม 9,164.23 ล้านบาท เป็น 9,013.24 ล้านบาท (ปรับลดลง 150.99 ล้านบาท) เนื่องจากสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันมีแนวโน้มต่ำกว่าราคาการให้สินเชื่อต่อตันตามโครงการ

(2) เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก (โครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ) ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569

(3) เห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่ง พณ. จะดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป และ

(4) รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามกระบวนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามระเบียบ ตลอดจนประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ สคก. พิจารณาแล้วเห็นว่า การขออนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ ปีการผลิต 2568/69 การขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ ปีการผลิต 2566/67 และการขอให้รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของ พณ. ได้ และสามารถรับทราบเรื่องดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร ส่วนการขอความเห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา

อนุมติมอเตอร์เวย์ M9 ‘บางบัวทอง – บางปะอิน’ 15,862 ล้าน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน (โครงการฯ) ในส่วนของงานโยธา วงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบ ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการฯ มีจุดเริ่มต้นต่อจากจุดสิ้นสุดของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง (โครงการช่วงบางขุนเทียนฯ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการช่วงบางขุนเทียนฯ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ทล. จึงมีความจำเป็น ต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อให้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง 2 ช่วง ได้แก่

(1) ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง และ

(2) ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน

(ข้อเสนอในครั้งนี้) สามารถเชื่อมต่อกันโดยเป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เป็นวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแผนการพัฒนาในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร้รอยต่อทั้งระบบ โดยที่โครงการจะทำหน้าที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง ภูมิภาคโดยรอบกรุงเทพมหานครกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเส้นทางอื่นในอนาคต

โครงการฯ มีสาระสำคัญ เช่น

  • ลักษณะโครงการเป็นการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงเดิมให้เป็นไปตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จึงไม่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินการ ก่อสร้างโครงการฯ โดยก่อสร้างเป็นผิวทางคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร)
  • มูลค่าโครงการ จำนวน 15,862 ล้านบาท (ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยใช้แหล่งเงินจากเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำนวน 8,739 ล้านบาท และเงินงบประมาณ จำนวน 7,123 ล้านบาท
  • ระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 6 ปี (ปี 2568 – 2573)

โดยสำนักงานกฤษฎีกา เห็นว่า “โครงการฯ เป็นโครงการ ที่ได้กำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือ โครงการ หรือ มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติได้”

เพิ่มวงเงินปล่อยกู้ SMEs เป็น 30 ล้าน/ราย หนุนพลังงานสะอาด

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เตรียมพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการยกระดับผลิตภาพควบคู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 เห็นชอบให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท และกรอบวงเงินงบประมาณชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 1,350 ล้านบาท เพื่อให้ผู้กู้ได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก (รัฐบาลชดเชยให้ ธพว. ร้อยละ 3 ใน 3 ปีแรก) พร้อมกำหนดวงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท และสิ้นสุดรับคำขอกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าจะเต็มวงเงิน

อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินโครงการ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 พบว่า มีวงเงินอนุมัติสินเชื่อรวม 4,826 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32 ของวงเงินโครงการ และยังมีผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังมีวงเงินคงเหลือจำนวนมาก ซึ่งสามารถต่อยอดช่วย SME ได้ในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ ภายใต้กรอบวงเงินเดิม ได้แก่

(1) ขยายระยะเวลารับคำขอกู้จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมความพร้อมและเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น

(2) ปรับปรุงกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเพิ่มคำว่า “ยานพาหนะ” ในกลุ่มเป้าหมายที่ 2 เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือจากระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และ

(3) ขยายวงเงินสินเชื่อต่อรายจากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็น ไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน SME ที่ต้องลงทุนสูงในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มโรงงาน หรือ กิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่มีความต้องการเงินลงทุนมากกว่าหลักเกณฑ์เดิม

รองโฆษกฯ กล่าวย้ำว่า การปรับปรุงครั้งนี้ ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท และกรอบงบชดเชย 1,350 ล้านบาทเดิม ไม่เป็นการสร้างภาระผูกพันเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า คณะกรรมการ ธพว. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นสนับสนุน โดยมองว่าจะช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้กว้างขึ้นประมาณ 1,700 ราย เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 68,700 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 27,680 อัตรา ทั้งนี้ ภาครัฐจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการรับทราบโอกาสและประโยชน์จากโครงการ พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่งเสริมการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาว

เดินหน้า “CCS” อ่าวไทยตอนบน สู่เป้าหมาย Net Zero

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำเสนอ ครม. เพื่อทราบแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (NDC) รองโฆษกฯ กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเป็นระบบ คณะรัฐมนตรีรับทราบและมอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกที่จำเป็น เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการ CCS อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน (พน.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการ รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งครอบคลุมทั้งการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS

รองโฆษกฯ กล่าวต่อว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบแนวทางการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่จำเป็น เพื่อให้การศึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อาทิ การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย การพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็นเฉพาะสำหรับโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการและขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น โดยมีการจัดทำขอบเขตความร่วมมือ เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาในอ่าวไทยตอนบน และกำหนดกิจกรรมหลัก ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลคลื่นไหวสะเทือน (Re-processing) การเข้าพื้นที่สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนในอ่าวไทยตอนบนประมาณ 1,000 ตารางกิโลเมตร (คาดว่าจะเริ่มในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2569) และการเจาะหลุมสำรวจพร้อมการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินศักยภาพเชิงลึก (คาดว่าจะเริ่มในปี 2570) ทั้งนี้ หากผลการศึกษายืนยันความเหมาะสม และมีความพร้อมด้านกฎหมายรองรับ จะสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งบนบกและในทะเล เช่น สถานีรวบรวมก๊าซ หลุมอัดกลับ ท่อขนส่งใต้ทะเล และระบบติดตามเฝ้าระวัง เพื่อรองรับการดักจับและอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตั้งแต่ปี 2577 เป็นต้นไป

รองโฆษกฯ กล่าวย้ำว่า การขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS จะช่วยวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยรัฐบาลจะเร่งบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

แต่งตั้ง ‘นิภา นิรันดร์นุต’ เอกอัครราชทูต ‘เซเนกัล’

นอกจากนี้ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบ/อนุมัติ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 2 คน แทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ดังนี้

1. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้แทนกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมบัญชีกลาง

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งเป็นกรรมการแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้ง นางสาวนิภา นิรันดร์นุต ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งกงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...