นายกฯพร้อมตอบโต้ หลังกัมพูชายิงปืน ค.ตกฝั่งไทย-มติ ครม.อนุมติ M9 ‘บางบัวทอง – บางปะอิน’ 15,862 ล้าน
เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯพร้อมตอบโต้ หลังกัมพูชายิงปืน ค.ตกฝั่งไทย – อ้างเป็นอุบัติเหตุ
- จี้กัมพูชาแสดงความจริงใจ-รับผิดชอบ
- สั่ง ปภ.-คลัง หาทางเยียวยาบ้านพังเสียหาย 70%ของราคาประเมิน
- มติ ครม.อนุมติมอเตอร์เวย์ M9 ‘บางบัวทอง – บางปะอิน’ 15,862 ล้าน
- ขยายเวลาชดเชยดอกเบี้ยโครงการชะลอขายข้าวถึงสิ้น เม.ย.นี้
- เพิ่มวงเงินปล่อยกู้ SMEs เป็น 30 ล้าน/ราย หนุนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
- เดินหน้า “CCS” อ่าวไทยตอนบน สู่เป้าหมาย Net Zero
เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม.นายอนุทินมอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี และแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
พร้อมตอบโต้ หลังกัมพูชายิงปืน ค.ตกฝั่งไทย – อ้างเป็นอุบัติเหตุ
นายอนุทิน กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากกัมพูชายิงปืน ค.ฝั่งประเทศไทย จนทำให้ทหารได้รับบอดเจ็บในช่วงเช้าของวันนี้ ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลง หากมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ขณะนี้กองทัพ ฝ่ายความมั่นคงประท้วงไปฝ่ายความมั่นคงกัมพูชา ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร และแจ้งให้ฝั่งกัมพูชาชี้แจงกลับ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ออกหนังสือประท้วง เพื่อชี้แจงว่ามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้น ไทยขอให้กัมพูชาได้ชี้แจงในทางการทูตเช่นเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการจงใจหรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เอาเป็นว่าลูกกระสุนมาตกในเขตแดนของเรา ฉะนั้น การตอบโต้ หรือ การใช้กฎการปะทะ จะพิจารณาดำเนินการตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย”
“มันมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบ ปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยจำเป็นต้องตอบโต้ เราก็พร้อมจะตอบโต้” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่า การตอบโต้จะพิจารณาอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “รายละเอียด…เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น ตอนนี้ฝ่ายกองทัพกำลังดำเนินการพิจารณาวิธีการตอบโต้ที่เหมาะสม ขณะเดียวกันได้รับแจ้งจากฝ่ายกองทัพว่ามีการพูดคุยในระดับหน่วยปฏิบัติการตรงชายแดนระหว่างแม่ทัพกับแม่ทัพ ซึ่งแจ้งมาว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ต่อให้เป็นอุบัติเหตุ เราก็ต้องถามว่าแล้วจะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้เช่นไร”
สั่งฝ่ายปกครองดูแลชาวบ้านแล้ว ยังไม่ต้องอพยพ
เมื่อถามว่า ประชาชนต้องปฏิบัติตัวอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ขณะนี้ระดับปฏิบัติการมีการพูดคุยในระดับปฏิบัติการอยู่ กัมพูชาแจ้งว่าเป็นอุบัติเหตุ ฉะนั้น ฝ่ายปกครอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับคำสั่งให้คอยดูแล แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพชาวบ้าน”
ถามต่อว่า อาจมีการปะทะรอบที่ 3 หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “การประชุม ครม. วันนี้ คณะทำงานจะได้มีการติดตามความคืบหน้า หากมีรายละเอียดจะรีบนำมาประกอบการพิจารณา”
จี้กัมพูชาแสดงความจริงใจ-รับผิดชอบ
ด้านนายสิริพงศ์ รายงานว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ ได้รับแจ้งว่ามีวัตถุกระสุนและระเบิดของกัมพูชามาตกที่ฝั่งไทย โดยฝ่ายความมั่นคงประเมินสถานการณ์และได้พูดคุยกัน อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีท่าทีว่าหากการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่ออธิปไตยของไทยจะดำเนินการด้วยความเหมาะสมตามสัดส่วน และหลักสากลการโต้ตอบ
“ตอนนี้ฝั่งกัมพูชาพยายามแจ้งและกล่าวอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ รัฐบาลเรียกร้องขอให้กัมพูชาแสดงความจริงใจและแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือประท้วงไปประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการดำเนินการจะมีการนำเรียนให้ทราบ และขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะโต้ตอบกัมพูชาและรักษาอธิปไตยของไทยไว้สูงสุด” นายสิริพงศ์ กล่าว
สั่ง ปภ.-คลัง หาทางเยียวยาบ้านพังเสียหาย 70%ของราคาประเมิน
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ นายกฯ มีข้อห่วงใยจากการเยียวยาบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายไม่เป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม จึงสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมมือกับกระทรวงการคลังกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่
“ระเบียบเก่าที่ใช้มา เมื่อถึงเวลาเกิดสถานการณ์จริง รายจ่ายที่จะจ่ายให้ประชาชนไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง โดยนายกฯ ให้แนวทาง เช่น ค่าเสียหายอาจต้องประเมินจากมูลค่าบ้านด้วย หรือชดเชยช่วยเหลือร้อยละ 70 ของราคาประเมิน” นายสิริพงศ์ ขยายความ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า “ประชาชนจำนวนมากสอบถามว่าเงินเยียวยารอบนี้จะถึงเมื่อไร โดยเรื่องนี้ผ่านที่ประชุม ครม. 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่แล้ว และมีกำหนดระยะเวลาภายใน 30 วัน แต่กระบวนการอาจยังติดขัดเนื่องจากต้องส่งให้ กกต. พิจารณาก่อน จึงอาจเกิดความล่าช้า แต่รัฐบาลจะเร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้เร็วที่สุด”
เผยอุบัติเหตุปีใหม่ 1,511 ครั้ง เสียชีวิต 272 ราย
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ขอบคุณทุกภาคส่วนและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ จิตอาสา และอาสาสมัครทุกท่าน ที่ได้มุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละวันหยุด ร่วมมือและร่วมใจเป็นพลังสำคัญในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยความปลอดภัย และมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ส่งผลให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน (30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69) ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ลดลงเมื่อเทียบกับเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นความสำเร็จจากการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการป้องกันอุบัติเหตุ
ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วัน (30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 1,464 คน ผู้เสียชีวิต รวม 272 ราย
- จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ ภูเก็ต (55 ครั้ง)
- จังหดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด คือ ภูเก็ต (58 คน)
- จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร (22 ราย)
- จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสงคราม หนองบัวลำภู อุทัยธานี แพร่ และสตูล
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน (30 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69) พบว่า ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ลดลงเมื่อเทียบกับเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นทิศทางที่ดีขึ้นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจำนวนผู้เสียชีวิตจากพฤติกรรมเสี่ยงหลัก พบว่า การขับรถเร็วยังเป็นพฤติกรรมเสี่ยงหลักที่ทำให้เสียชีวิต รวมถึงการดื่มแล้วขับ ตัดหน้ากระชั้นชิด การขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
“รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับส่วนกลาง และพื้นที่ดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อให้สามารถลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และลดอัตราผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตได้จริง และเน้นย้ำให้จังหวัดบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ในช่วงเทศกาลและวันหยุดเท่านั้น แต่ต้องเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งยังเป็นกลุ่มช่วงอายุที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในทุกมิติ เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการการดำเนินงานแก้ไขปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และนำแนวทางการปฏิบัติงานของอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการเสียชีวิต มาเป็นต้นแบบในการปฏิบัติงาน รวมถึงให้บูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน จิตอาสา และอาสาสมัคร ขับเคลื่อนการดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนต่อเนื่องตลอดทั้งปี” นายสิริพงศ์ กล่าว
มติ ครม.มีดังนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ขยายเวลาชดเชยดอกเบี้ยโครงการชะลอขายข้าวถึงสิ้น เม.ย.นี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 โดยใช้ร้อยละ 90 ของราคาเฉลี่ย ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568
2. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569
3. รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ ขอรับการจัดสรรจากงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
4. ส่วนโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้ พณ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พิจารณาตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.)
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ พณ. ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้
(1) เห็นชอบการปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อต้นข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานีและข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ) ปีการผลิต 2568/69 ส่งผลให้วงเงินสินเชื่อปรับลดลง จากเดิม 36,232.50 ล้านบาท เป็น 35,011.50 ล้านบาท (ปรับลดลง 1,221 ล้านบาท) และวงเงินจ่ายขาดปรับลดลง จากเดิม 9,164.23 ล้านบาท เป็น 9,013.24 ล้านบาท (ปรับลดลง 150.99 ล้านบาท) เนื่องจากสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันมีแนวโน้มต่ำกว่าราคาการให้สินเชื่อต่อตันตามโครงการ
(2) เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก (โครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ) ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569
(3) เห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่ง พณ. จะดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป และ
(4) รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามกระบวนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามระเบียบ ตลอดจนประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ สคก. พิจารณาแล้วเห็นว่า การขออนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ ปีการผลิต 2568/69 การขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ ปีการผลิต 2566/67 และการขอให้รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของ พณ. ได้ และสามารถรับทราบเรื่องดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร ส่วนการขอความเห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา
อนุมติมอเตอร์เวย์ M9 ‘บางบัวทอง – บางปะอิน’ 15,862 ล้าน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน (โครงการฯ) ในส่วนของงานโยธา วงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบ ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการฯ มีจุดเริ่มต้นต่อจากจุดสิ้นสุดของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง (โครงการช่วงบางขุนเทียนฯ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการช่วงบางขุนเทียนฯ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ทล. จึงมีความจำเป็น ต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อให้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง 2 ช่วง ได้แก่
(1) ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง และ
(2) ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน
(ข้อเสนอในครั้งนี้) สามารถเชื่อมต่อกันโดยเป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เป็นวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแผนการพัฒนาในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร้รอยต่อทั้งระบบ โดยที่โครงการจะทำหน้าที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง ภูมิภาคโดยรอบกรุงเทพมหานครกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเส้นทางอื่นในอนาคต
โครงการฯ มีสาระสำคัญ เช่น
- ลักษณะโครงการเป็นการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงเดิมให้เป็นไปตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จึงไม่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินการ ก่อสร้างโครงการฯ โดยก่อสร้างเป็นผิวทางคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร)
- มูลค่าโครงการ จำนวน 15,862 ล้านบาท (ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยใช้แหล่งเงินจากเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำนวน 8,739 ล้านบาท และเงินงบประมาณ จำนวน 7,123 ล้านบาท
- ระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 6 ปี (ปี 2568 – 2573)
โดยสำนักงานกฤษฎีกา เห็นว่า “โครงการฯ เป็นโครงการ ที่ได้กำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือ โครงการ หรือ มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติได้”
เพิ่มวงเงินปล่อยกู้ SMEs เป็น 30 ล้าน/ราย หนุนพลังงานสะอาด
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เตรียมพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการยกระดับผลิตภาพควบคู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
รองโฆษกฯ กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 เห็นชอบให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท และกรอบวงเงินงบประมาณชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 1,350 ล้านบาท เพื่อให้ผู้กู้ได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก (รัฐบาลชดเชยให้ ธพว. ร้อยละ 3 ใน 3 ปีแรก) พร้อมกำหนดวงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท และสิ้นสุดรับคำขอกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าจะเต็มวงเงิน
อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินโครงการ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 พบว่า มีวงเงินอนุมัติสินเชื่อรวม 4,826 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32 ของวงเงินโครงการ และยังมีผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังมีวงเงินคงเหลือจำนวนมาก ซึ่งสามารถต่อยอดช่วย SME ได้ในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ ภายใต้กรอบวงเงินเดิม ได้แก่
(1) ขยายระยะเวลารับคำขอกู้จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมความพร้อมและเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น
(2) ปรับปรุงกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเพิ่มคำว่า “ยานพาหนะ” ในกลุ่มเป้าหมายที่ 2 เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือจากระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และ
(3) ขยายวงเงินสินเชื่อต่อรายจากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็น ไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน SME ที่ต้องลงทุนสูงในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มโรงงาน หรือ กิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่มีความต้องการเงินลงทุนมากกว่าหลักเกณฑ์เดิม
รองโฆษกฯ กล่าวย้ำว่า การปรับปรุงครั้งนี้ ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท และกรอบงบชดเชย 1,350 ล้านบาทเดิม ไม่เป็นการสร้างภาระผูกพันเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า คณะกรรมการ ธพว. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นสนับสนุน โดยมองว่าจะช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้กว้างขึ้นประมาณ 1,700 ราย เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 68,700 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 27,680 อัตรา ทั้งนี้ ภาครัฐจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการรับทราบโอกาสและประโยชน์จากโครงการ พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่งเสริมการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาว
เดินหน้า “CCS” อ่าวไทยตอนบน สู่เป้าหมาย Net Zero
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำเสนอ ครม. เพื่อทราบแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (NDC) รองโฆษกฯ กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเป็นระบบ คณะรัฐมนตรีรับทราบและมอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกที่จำเป็น เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการ CCS อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน (พน.) ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการ รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งครอบคลุมทั้งการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS
รองโฆษกฯ กล่าวต่อว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบแนวทางการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่จำเป็น เพื่อให้การศึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อาทิ การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย การพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็นเฉพาะสำหรับโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการและขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น โดยมีการจัดทำขอบเขตความร่วมมือ เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาในอ่าวไทยตอนบน และกำหนดกิจกรรมหลัก ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลคลื่นไหวสะเทือน (Re-processing) การเข้าพื้นที่สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนในอ่าวไทยตอนบนประมาณ 1,000 ตารางกิโลเมตร (คาดว่าจะเริ่มในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2569) และการเจาะหลุมสำรวจพร้อมการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินศักยภาพเชิงลึก (คาดว่าจะเริ่มในปี 2570) ทั้งนี้ หากผลการศึกษายืนยันความเหมาะสม และมีความพร้อมด้านกฎหมายรองรับ จะสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งบนบกและในทะเล เช่น สถานีรวบรวมก๊าซ หลุมอัดกลับ ท่อขนส่งใต้ทะเล และระบบติดตามเฝ้าระวัง เพื่อรองรับการดักจับและอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตั้งแต่ปี 2577 เป็นต้นไป
รองโฆษกฯ กล่าวย้ำว่า การขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS จะช่วยวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยรัฐบาลจะเร่งบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน
แต่งตั้ง ‘นิภา นิรันดร์นุต’ เอกอัครราชทูต ‘เซเนกัล’
นอกจากนี้ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบ/อนุมัติ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (กระทรวงอุตสาหกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 2 คน แทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ดังนี้
1. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
2. นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้แทนกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมบัญชีกลาง
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งเป็นกรรมการแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้ง นางสาวนิภา นิรันดร์นุต ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งกงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มเติม