บำรุงราษฎร์ ลงทุน Longevity Hub เจาะ “เศรษฐีจีน” ย้ายถิ่น
“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” อัพเลเวลศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์เป็น Longevity Hub รับคลื่นการลงทุนและการย้ายถิ่นฐานของชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (HNWI) สู่ประเทศไทย ชี้เป็นโอกาสมหาศาลสร้างการเติบโตของตลาด Wellness ไทยมูลค่ามากกว่า 1.4 ล้านล้านบาทจากมูลค่าตลาดรวมโลกในปี 2571 คาดโตแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพ เป็น Global Destination for Longevity and Wellness ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Medical and Wellness Hub ของโลก
24 พฤศจิกายน 2568-นภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ในปี 2566 ตลาด Wellness Economy ทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น
ดังนั้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและ Longevity (การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Healthspan) ไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่จนแก่ แต่หมายถึงมีสุขภาพดี แข็งแรงทั้งกายและใจ จนถึงบั้นปลายชีวิต) จึงกลายเป็นเมกะเทรนด์ของโลก (การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลก ที่ทำให้วิถีชีวิตและการทำงานของผู้คนรวมถึงทิศทางธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ)
ขณะที่หากโฟกัส ตลาด Wellness Economy ในประเทศไทย มีมูลค่ารวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (ช่วงปี 2563-2566 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 8.62%) โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดนี้จะเติบโตเฉลี่ย 7-10% ต่อปี ได้รับแรงหนุนจากกระแสความใส่ใจในสุขภาพที่เพิ่มขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกในการเติบโตของตลาดนี้ มีการประมาณการว่าปี 2568 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสร้างรายได้รวม 6.7 แสนล้านบาท
ที่สำคัญประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามอง ในฐานะศูนย์กลางของกลุ่มชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth Individuals - HNWI) ซึ่งไม่ได้มองหาเพียงโอกาสทางธุรกิจหรือการพักผ่อน แต่ชาวจีนกลุ่มนี้ ได้มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพ จึงเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรม Medical & Wellness ของไทย เนื่องจาก ธุรกิจ Wellness ในประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Wellness Hub) ของโลก
คุณนภัส กล่าวต่อว่า มีข้อมูลสำคัญที่สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (HNWI) มีดังนี้
- The Big Picture: คลื่นการลงทุนและย้ายถิ่นฐานของชาวจีนสู่ประเทศไทย โดยเรากำลังเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของชาวจีนที่เข้ามาลงทุนและอาศัยในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมาก ดังนี้ ชาวจีนเป็นชาวต่างชาติรายใหญ่ที่สุด ที่เป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย โดยปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมถึง 5,670 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 26.6 พันล้านบาท (สัดส่วน 39% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด)
และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มทุนจีน (FDI) ไหลเข้ามาลงทุนในไทยเกือบ 5 แสนล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยมีจำนวนประชากรชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (ราว 7-10 ล้านคน) จึงทำให้คนไทยและคนจีนมีความสัมพันธ์อันดีจากความคุ้นเคยและความไว้วางใจที่มีมาอย่างยาวนาน และที่สำคัญกว่า 80% ของ 40 อันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในไทย มีเชื้อสายจีน
“ตลาดจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ในไทยมีตลาดคนจีนย้ายถิ่นฐานและตั้งเป็นชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลุ่มที่ 2 คือกลุ่ม expat ที่มีการลงทุนและจ้างงานในประเทศไทย และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องก็คือกลุ่มจีน international ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นการย้ายถิ่นฐานและการลงทุนระยะยาวของกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก นี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง”
- The Shift in Values: จากความมั่งคั่ง (Wealth) สู่สุขภาพที่ดี (Health) โดยกลุ่ม HNWI ชาวจีนในปัจจุบัน “สุขภาพ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุด (The Ultimate Status Symbol) แซงหน้าสินค้าฟุ่มเฟือยแบบเดิม ๆ โดยพฤติกรรมการใช้จ่าย ชาวจีน กลุ่ม HNWI ใช้จ่ายราว 25% ของรายได้ต่อเดือนไปกับการดูแลสุขภาพ และพบว่า ชาวจีนกว่า 500,000 คน เดินทางไปต่างประเทศเพื่อท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) สร้างมูลค่าใช้จ่ายกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สอดคล้องกับ แนวคิดดั้งเดิมของจีนเรื่อง “การบำรุงรักษาสุขภาพ” (Yangsheng - 养生) ที่เน้นการมีชีวิตที่สมดุลและยืนยาวผสมผสานเข้ากับเทรนด์ Wellness สมัยใหม่
“กลุ่ม HNWI ชาวจีนไม่ได้มองหาแค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่มองหาการลงทุนในสุขภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พวกเขายินดีจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด และสุขภาพที่ดีคือเครื่องยืนยันความสำเร็จในชีวิตของพวกเขา”
- The Ultimate Goal: การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี (Longevity & Healthspan) ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดได้ขยับจากการมีอายุยืน (Lifespan) ไปสู่การมี “ช่วงชีวิตที่สุขภาพดี” (Healthspan) ที่ยาวนานขึ้น ซึ่งผลักดันให้ตลาด Longevity Medicine เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย ตลาด Longevity ของจีนกำลังกลายเป็นพรมแดนการเติบโตใหม่ที่ทรงพลังของเศรษฐกิจไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ
โดยมีการลงทุนมหาศาลจากทั้งภาครัฐและเอกชนในวิทยาศาสตร์การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดี (Longevity Science) ซึ่งเป็นการแพทย์เชิง Longevity มุ่งเน้นการป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดีตั้งแต่ในระดับเซลล์ โดยเริ่มดูแลตั้งแต่อายุ 30 ปี เพื่อยืด “Healthspan”
“เทรนด์ใหม่ที่มาแรงที่สุดในกลุ่ม HNWI คือ Longevity ไม่ใช่แค่การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดี แต่คือการใช้นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อออกแบบชีวิตให้ยืนยาวและมีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งประเทศไทยและศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำในตลาดนี้”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ไวทัลไลฟ์ให้ความสำคัญกับตลาดนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราทิ้งกลุ่มอื่นที่ยังต้องดูแลไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาหรับ CLMV และคนไทยเอง โดยปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอ ลูกค้าของบำรุงราษฎร์เป็นกลุ่มคนไทย 40% และต่างชาติ 60% แยกย่อยลงมาเป็น กลุ่มประเทศอาหรับ ที่อยู่ในประเทศ GCC ทั้งหมดได้แก่ คูเวต, UAE, ซาอุดีอาระเบีย, โอมาน เป็นหลัก
รองลงมาเป็น CLMV ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว โดยเฉพาะเมียนมาร์ที่โดดเด่นอย่างมากและเข้ามาชดเชยตลาดกัมพูชาได้ดี นอกจากนี้ก็จะมีตลาดอเมริกา ยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ ออสเตรเลีย รวมถึงจีนด้วย สัดส่วนของจีนคาดว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น
“อีกประการหนึ่งคือธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทย ต่อไปไม่สามารถที่จะแข่งขันด้วยการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวได้แล้ว ซึ่งจะลดลงจากการที่ประเทศอื่นเข้ามาแย่งตลาดไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศทางตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวอาจจะไม่สามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Net Worth และ Ultra High Net Worth เข้ามาประเทศได้
เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนจาก วอลลุ่ม (Volume) เป็น แวลู (Value) โดยนักท่องเที่ยวมาประกอบกับ wellness และการบริการที่ให้คุณภาพขั้นสูง ซึ่งจะเป็นตัวสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศและเป็น แพ็กเกจ ในการท่องเที่ยวของประเทศไทยดูดึงดูดมากขึ้น”
ด้าน ผศ.นพ. พลกฤต ทีฆคีรีกุล Chief Executive Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และเอสเพอรานซ์ และ Chief Science Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปีนี้เรื่องของ Longevity ร้อนแรงมากเลยในเรื่องของ wellness economy เป็นประเด็นที่ถูกจับตา ซึ่งบำรุงราษฎร์ก็จับตามองเมกะเทรนด์นี้มาตลอดและนำมาเป็นส่วนหนึ่งของเวชศาสตร์เชิงป้องกัน และลงทุนยกระดับศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ให้เป็น Longevity Hub เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
โดยเฉพาะชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (HNWI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย ซึ่งส่วนมากนิยมใช้บริการ Brain health เพราะใช้สมองในการทำงานทำธุรกิจอย่างหนัก โดยพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่ม HNWI ชาวจีนได้อย่างตรงจุด ดังนี้
- Personalized Health Care: บริการดูแลสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้รับบริการแต่ละราย
- Longevity & Healthspan: มุ่งมั่นพัฒนายกระดับการดูแลสุขภาพสู่การเป็น Longevity Hub ที่เป็นศูนย์กลางด้านเวชศาสตร์การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดีอย่างครอบคลุมแห่งแรก ๆ ในภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการของเรามีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี
- Preventive Care: นำเสนอโซลูชันการป้องกันโรคร้าย 4 โรคหลัก (โรคหัวใจ, มะเร็ง, เบาหวาน และสมองเสื่อม) โดยใช้หลักการ Hallmarks of Aging ซึ่งเป็นการดูแลลึกถึงระดับเซลล์เพื่อป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดขึ้น
“ไวทัลไลฟ์ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์สุขภาพ แต่เป็น Health Partner ที่จะร่วมเดินทางไปกับผู้รับบริการตลอดชีวิต โดยเราใช้ข้อมูลเชิงลึกและนวัตกรรมระดับโลกเพื่อสร้างแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล ที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่ม HNWI ชาวจีนที่กำลังเติบโตในไทยอย่างสมบูรณ์แบบ”
ผศ.นพ. พลกฤต ยังกล่าวถึง เทรนด์การดูแลสุขภาพและเป้าหมายในอนาคตว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นการเปลี่ยนจากการดูแลเมื่อป่วย มาสู่การสร้างสุขภาพก่อนป่วยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมีทั้งการตรวจยีน การวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก การใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันโรค และการออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับทิศทางโลกที่กำลังมุ่งสู่ Prevention and Longevity
อย่างไรก็ดีการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ครบวงจร (Integrated Health Ecosystem)” เชื่อมโยงตั้งแต่ การแพทย์ป้องกัน (Preventive Medicine), การรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment), การฟื้นฟู (Rehabilitation) ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านอายุยืน (Longevity Technology) ไม่ใช่เพียงเรื่องของโรงพยาบาลหรือคลินิก แต่รวมถึงอาหาร สุขภาพจิต การออกกำลังกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ
“ปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอ ลูกค้าของไวทัลไลฟ์เป็นคนไทย กลุ่ม High Net Worth และ Ultra High Net Worth 40% และต่างชาติ 60% เช่นเดียวกับบำรุงราษฎร์ โดยกลุ่มลูกค้าที่โดดเด่นก็คือเมียนมาร์ บังกลาเทศ และอีสต์เอเชีย ซึ่งรวมตั้งแต่จีนแผ่นดินใหญ่ มาเก๊า ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่นและสิงคโปร์”
สำหรับไวทัลไลฟ์และบำรุงราษฎร์ เรามีเป้าหมายชัดเจนในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้าน Scientific Wellness & Longevity ภายใต้แนวทาง “Evidence-based, Personalized, and Sustainable” โดยมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของ Wellness ที่ไม่ใช่เพียงการผ่อนคลาย แต่คือการดูแลสุขภาพด้วยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์เชิงรุก เพื่อให้ทุกคนมี “สุขภาพดีอย่างยั่งยืน