โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บำรุงราษฎร์ ลงทุน Longevity Hub เจาะ “เศรษฐีจีน” ย้ายถิ่น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 16.35 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 09.34 น.

“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” อัพเลเวลศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์เป็น Longevity Hub รับคลื่นการลงทุนและการย้ายถิ่นฐานของชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (HNWI) สู่ประเทศไทย ชี้เป็นโอกาสมหาศาลสร้างการเติบโตของตลาด Wellness ไทยมูลค่ามากกว่า 1.4 ล้านล้านบาทจากมูลค่าตลาดรวมโลกในปี 2571 คาดโตแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพ เป็น Global Destination for Longevity and Wellness ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง Medical and Wellness Hub ของโลก

24 พฤศจิกายน 2568-นภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ในปี 2566 ตลาด Wellness Economy ทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น

ดังนั้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและ Longevity (การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Healthspan) ไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่จนแก่ แต่หมายถึงมีสุขภาพดี แข็งแรงทั้งกายและใจ จนถึงบั้นปลายชีวิต) จึงกลายเป็นเมกะเทรนด์ของโลก (การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลก ที่ทำให้วิถีชีวิตและการทำงานของผู้คนรวมถึงทิศทางธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ)

ขณะที่หากโฟกัส ตลาด Wellness Economy ในประเทศไทย มีมูลค่ารวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (ช่วงปี 2563-2566 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 8.62%) โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดนี้จะเติบโตเฉลี่ย 7-10% ต่อปี ได้รับแรงหนุนจากกระแสความใส่ใจในสุขภาพที่เพิ่มขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกในการเติบโตของตลาดนี้ มีการประมาณการว่าปี 2568 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสร้างรายได้รวม 6.7 แสนล้านบาท

ที่สำคัญประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามอง ในฐานะศูนย์กลางของกลุ่มชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth Individuals - HNWI) ซึ่งไม่ได้มองหาเพียงโอกาสทางธุรกิจหรือการพักผ่อน แต่ชาวจีนกลุ่มนี้ ได้มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพ จึงเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรม Medical & Wellness ของไทย เนื่องจาก ธุรกิจ Wellness ในประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Wellness Hub) ของโลก

คุณนภัส กล่าวต่อว่า มีข้อมูลสำคัญที่สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (HNWI) มีดังนี้

  • The Big Picture: คลื่นการลงทุนและย้ายถิ่นฐานของชาวจีนสู่ประเทศไทย โดยเรากำลังเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของชาวจีนที่เข้ามาลงทุนและอาศัยในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมาก ดังนี้ ชาวจีนเป็นชาวต่างชาติรายใหญ่ที่สุด ที่เป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย โดยปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมถึง 5,670 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 26.6 พันล้านบาท (สัดส่วน 39% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด)

และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มทุนจีน (FDI) ไหลเข้ามาลงทุนในไทยเกือบ 5 แสนล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยมีจำนวนประชากรชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (ราว 7-10 ล้านคน) จึงทำให้คนไทยและคนจีนมีความสัมพันธ์อันดีจากความคุ้นเคยและความไว้วางใจที่มีมาอย่างยาวนาน และที่สำคัญกว่า 80% ของ 40 อันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในไทย มีเชื้อสายจีน

“ตลาดจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ในไทยมีตลาดคนจีนย้ายถิ่นฐานและตั้งเป็นชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลุ่มที่ 2 คือกลุ่ม expat ที่มีการลงทุนและจ้างงานในประเทศไทย และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องก็คือกลุ่มจีน international ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นการย้ายถิ่นฐานและการลงทุนระยะยาวของกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก นี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง”

  • The Shift in Values: จากความมั่งคั่ง (Wealth) สู่สุขภาพที่ดี (Health) โดยกลุ่ม HNWI ชาวจีนในปัจจุบัน “สุขภาพ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุด (The Ultimate Status Symbol) แซงหน้าสินค้าฟุ่มเฟือยแบบเดิม ๆ โดยพฤติกรรมการใช้จ่าย ชาวจีน กลุ่ม HNWI ใช้จ่ายราว 25% ของรายได้ต่อเดือนไปกับการดูแลสุขภาพ และพบว่า ชาวจีนกว่า 500,000 คน เดินทางไปต่างประเทศเพื่อท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) สร้างมูลค่าใช้จ่ายกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สอดคล้องกับ แนวคิดดั้งเดิมของจีนเรื่อง “การบำรุงรักษาสุขภาพ” (Yangsheng - 养生) ที่เน้นการมีชีวิตที่สมดุลและยืนยาวผสมผสานเข้ากับเทรนด์ Wellness สมัยใหม่

“กลุ่ม HNWI ชาวจีนไม่ได้มองหาแค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่มองหาการลงทุนในสุขภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พวกเขายินดีจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด และสุขภาพที่ดีคือเครื่องยืนยันความสำเร็จในชีวิตของพวกเขา”

  • The Ultimate Goal: การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี (Longevity & Healthspan) ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดได้ขยับจากการมีอายุยืน (Lifespan) ไปสู่การมี “ช่วงชีวิตที่สุขภาพดี” (Healthspan) ที่ยาวนานขึ้น ซึ่งผลักดันให้ตลาด Longevity Medicine เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย ตลาด Longevity ของจีนกำลังกลายเป็นพรมแดนการเติบโตใหม่ที่ทรงพลังของเศรษฐกิจไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ

โดยมีการลงทุนมหาศาลจากทั้งภาครัฐและเอกชนในวิทยาศาสตร์การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดี (Longevity Science) ซึ่งเป็นการแพทย์เชิง Longevity มุ่งเน้นการป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดีตั้งแต่ในระดับเซลล์ โดยเริ่มดูแลตั้งแต่อายุ 30 ปี เพื่อยืด “Healthspan”

“เทรนด์ใหม่ที่มาแรงที่สุดในกลุ่ม HNWI คือ Longevity ไม่ใช่แค่การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดี แต่คือการใช้นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อออกแบบชีวิตให้ยืนยาวและมีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งประเทศไทยและศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำในตลาดนี้”

ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ไวทัลไลฟ์ให้ความสำคัญกับตลาดนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราทิ้งกลุ่มอื่นที่ยังต้องดูแลไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาหรับ CLMV และคนไทยเอง โดยปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอ ลูกค้าของบำรุงราษฎร์เป็นกลุ่มคนไทย 40% และต่างชาติ 60% แยกย่อยลงมาเป็น กลุ่มประเทศอาหรับ ที่อยู่ในประเทศ GCC ทั้งหมดได้แก่ คูเวต, UAE, ซาอุดีอาระเบีย, โอมาน เป็นหลัก

รองลงมาเป็น CLMV ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว โดยเฉพาะเมียนมาร์ที่โดดเด่นอย่างมากและเข้ามาชดเชยตลาดกัมพูชาได้ดี นอกจากนี้ก็จะมีตลาดอเมริกา ยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ ออสเตรเลีย รวมถึงจีนด้วย สัดส่วนของจีนคาดว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น

“อีกประการหนึ่งคือธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทย ต่อไปไม่สามารถที่จะแข่งขันด้วยการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวได้แล้ว ซึ่งจะลดลงจากการที่ประเทศอื่นเข้ามาแย่งตลาดไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศทางตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวอาจจะไม่สามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Net Worth และ Ultra High Net Worth เข้ามาประเทศได้

เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนจาก วอลลุ่ม (Volume) เป็น แวลู (Value) โดยนักท่องเที่ยวมาประกอบกับ wellness และการบริการที่ให้คุณภาพขั้นสูง ซึ่งจะเป็นตัวสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศและเป็น แพ็กเกจ ในการท่องเที่ยวของประเทศไทยดูดึงดูดมากขึ้น”

ด้าน ผศ.นพ. พลกฤต ทีฆคีรีกุล Chief Executive Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และเอสเพอรานซ์ และ Chief Science Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปีนี้เรื่องของ Longevity ร้อนแรงมากเลยในเรื่องของ wellness economy เป็นประเด็นที่ถูกจับตา ซึ่งบำรุงราษฎร์ก็จับตามองเมกะเทรนด์นี้มาตลอดและนำมาเป็นส่วนหนึ่งของเวชศาสตร์เชิงป้องกัน และลงทุนยกระดับศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ให้เป็น Longevity Hub เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

โดยเฉพาะชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (HNWI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย ซึ่งส่วนมากนิยมใช้บริการ Brain health เพราะใช้สมองในการทำงานทำธุรกิจอย่างหนัก โดยพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่ม HNWI ชาวจีนได้อย่างตรงจุด ดังนี้

  • Personalized Health Care: บริการดูแลสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้รับบริการแต่ละราย
  • Longevity & Healthspan: มุ่งมั่นพัฒนายกระดับการดูแลสุขภาพสู่การเป็น Longevity Hub ที่เป็นศูนย์กลางด้านเวชศาสตร์การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดีอย่างครอบคลุมแห่งแรก ๆ ในภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการของเรามีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี
  • Preventive Care: นำเสนอโซลูชันการป้องกันโรคร้าย 4 โรคหลัก (โรคหัวใจ, มะเร็ง, เบาหวาน และสมองเสื่อม) โดยใช้หลักการ Hallmarks of Aging ซึ่งเป็นการดูแลลึกถึงระดับเซลล์เพื่อป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดขึ้น

“ไวทัลไลฟ์ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์สุขภาพ แต่เป็น Health Partner ที่จะร่วมเดินทางไปกับผู้รับบริการตลอดชีวิต โดยเราใช้ข้อมูลเชิงลึกและนวัตกรรมระดับโลกเพื่อสร้างแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล ที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่ม HNWI ชาวจีนที่กำลังเติบโตในไทยอย่างสมบูรณ์แบบ”

ผศ.นพ. พลกฤต ยังกล่าวถึง เทรนด์การดูแลสุขภาพและเป้าหมายในอนาคตว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นการเปลี่ยนจากการดูแลเมื่อป่วย มาสู่การสร้างสุขภาพก่อนป่วยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมีทั้งการตรวจยีน การวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก การใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันโรค และการออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับทิศทางโลกที่กำลังมุ่งสู่ Prevention and Longevity

อย่างไรก็ดีการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ครบวงจร (Integrated Health Ecosystem)” เชื่อมโยงตั้งแต่ การแพทย์ป้องกัน (Preventive Medicine), การรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment), การฟื้นฟู (Rehabilitation) ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านอายุยืน (Longevity Technology) ไม่ใช่เพียงเรื่องของโรงพยาบาลหรือคลินิก แต่รวมถึงอาหาร สุขภาพจิต การออกกำลังกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ

“ปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอ ลูกค้าของไวทัลไลฟ์เป็นคนไทย กลุ่ม High Net Worth และ Ultra High Net Worth 40% และต่างชาติ 60% เช่นเดียวกับบำรุงราษฎร์ โดยกลุ่มลูกค้าที่โดดเด่นก็คือเมียนมาร์ บังกลาเทศ และอีสต์เอเชีย ซึ่งรวมตั้งแต่จีนแผ่นดินใหญ่ มาเก๊า ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่นและสิงคโปร์”

สำหรับไวทัลไลฟ์และบำรุงราษฎร์ เรามีเป้าหมายชัดเจนในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้าน Scientific Wellness & Longevity ภายใต้แนวทาง “Evidence-based, Personalized, and Sustainable” โดยมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของ Wellness ที่ไม่ใช่เพียงการผ่อนคลาย แต่คือการดูแลสุขภาพด้วยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์เชิงรุก เพื่อให้ทุกคนมี “สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...