ผู้สูงอายุ 100 ปี
บทความพิเศษ | นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย
ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ผู้สูงอายุ 100 ปี
เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2568 มีการพบปะของ 2 ผู้นำโลกในค่ายสังคมนิยมคือประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งครองอำนาจมายาวนาน กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งได้แก้รัฐธรรมนูญให้สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศได้โดยไม่จำกัดวาระ มีข่าวว่าทั้งคู่คุยกันถึงการวิจัยเรื่องการมีอายุยืนยาว
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะในประวัติศาสตร์ก็มีความพยายามแสวงหา “ยาอายุวัฒนะ” มายาวนาน
เช่น พระจักรพรรดิจิ๋นซี และนักพรตในลัทธิเต๋า ทางตะวันตกก็มีความพยายาม โดยเฉพาะในยุคเล่นแร่แปรธาตุ
ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ก็พยายามศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญความชราภาพ และหาปัจจัยของการมีอายุยืนยาว หาทางให้คนมีอายุยืนยาวยิ่งขึ้น
โดยมีการ “ค้นพบ” สารหรือปัจจัยของการมีอายุยืนยาว เผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ แต่ยังไม่มียาหรือสารใดที่พิสูจน์ว่า สามารถทำให้มนุษย์เป็น “อมตะ” ได้
งานที่มีชื่อเสียงเมื่อไม่นานมานี้ คือ งานของแดน บุทเนอร์ (Dan Buettner) ในหนังสือชื่อบลูโซน (Blue Zone) ที่ตีพิมพ์แพร่ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2556 ศึกษาใน 5 พื้นที่ ของโลก ที่ผู้คนมีอายุยืนยาว ได้แก่
เกาะชาร์ดิเนียของอิตาลิ เกาะโอกินาวาของญี่ปุ่น เกาะนิโคยาของคอสตาริกา เมืองโลมาลินดาในมลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา และอิคาเรียในประเทศกรีซ
ต่อมาได้พบว่า สิงคโปร์ ก็มีคนอายุยืนยาวในสัดส่วนสูง
แดน ทำการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยการตรวจสอบจาก “ทะเบียนราษฎร์” ของทางการว่าคนเหล่านั้นมีอายุยืนยาวจริง แล้วทำการศึกษา “เชิงคุณภาพ” โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้มีอายุยืนยาว และบุคคลในครอบครัวตลอดจนเพื่อนบ้าน เพื่อหาข้อสรุปว่ามีปัจจัยอะไรที่เกื้อหนุนให้คนในชุมชนเหล่านั้นมีอายุยืนยาว
และต่อมาได้มีการศึกษาเพิ่มเติมอย่างเป็นระบบได้ข้อสรุปว่า นอกจากปัจจัยเรื่องพันธุกรรม ซึ่งมีส่วนไม่มากนักแล้ว มีเรื่องทัศนคติและการใช้ชีวิตรวม 9 ประการ เรียกว่า “พลัง 9” (Power 9) เป็นปัจจัยสำคัญ
ได้แก่
(1) การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ (Move Naturally) คือ การมีกิจวัตรประจำวันที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน เช่น ผู้สูงอายุชาวโอกินาวาออกทำสวนทุกวัน ผู้สูงอายุในโลมาลินดาเดินเป็นประจำ คุณยายร้อยปีในนิโคยา มีคติว่าต้อง “ทำงานให้มาก” เช่น ไปจ่ายตลาด เข้าครัวทำอาหาร บางคนอายุ 100 ปีแล้ว ยังคงผ่าฟืน กวาดลานบ้าน ใช้มีดดายหญ้า
(2) มีเป้าหมายในชีวิต (Purpose) เช่น ชาวโอกินาวา ยึดหลัก “อิคิไก” ชาวนิโคยาเรียกว่า “ปลัน เด บิดา” ซึ่งแปลเหมือนกันว่า “ฉันตื่นมาตอนเช้าเพื่ออะไร” โดยไม่ต้องเป็นเป้าหมายใหญ่โตแต่ง่ายๆ เช่น เลี้ยงดูลูกหลานให้เติบโตแข็งแรงมีความสุข หรือมีงานอดิเรกให้ทำได้เพลิดเพลิน
(3) ใช้ชีวิตอย่างช้าๆ อยู่อย่างสงบ (Down Shift) เรียบง่าย เช่น ผู้สูงอายุโอกินาวาที่ละจากงานตรงหน้าชั่วครูเพื่อมองดูฟ้าแลบอันสวยงาม คนเลี้ยงแกะชาวชาร์ดิเนีย หยุดมองดูทุ่งหญ้าเขียวขจีจากบนพื้นที่ราบสูง ชาวโลมาลินดาจะมีพิธีสะบาโตตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินในวันเสาร์ เพื่ออยู่กับครอบครัว ธรรมชาติ และพระเจ้า
(4) รับประทานอาหารพอประมาณเพียง 80% (80% Rule) ซึ่งเป็นคำสอนของขงจื๊อเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้วที่ชาวโอกินาวายังยึดถือปฏิบัติ นั่นคือรับประทานเพื่อแก้หิว มิใช่กินจนอิ่มแปล้ จึงกินเพียง 8 ใน 10 ส่วนเท่านั้น
(5) รับประทานผักผลไม้เป็นหลัก (Plant Slant) กินเนื้อสัตว์ในโอกาสพิเศษเท่านั้น
(6) ดื่มไวน์แดงพอประมาณ โดยเฉพาะในยามหนาว ข้อนี้พวกแอดเวนติสไม่ดื่ม และเป็นข้อที่พึงพิจารณา เพราะหากดื่มสุราที่คุณภาพไม่ดี จะเป็นพิษภัยต่อร่างกาย และถ้าดื่มจนเมามายจะทำให้อายุสั้นมากกว่าอายุยืน นอกจากนี้งานวิจัยเรื่องไวน์แดงลดโรคหัวใจก็น่ากังขาว่าจริงหรือไม่ เพราะเป็นการศึกษาที่ธุรกิจแอลกอฮอล์เป็นผู้ให้ทุนและปริมาณสารที่อาจมีผลต่อการลดโรคหัวใจในไวน์แดงมีจริงแต่น้อยมาก ไม่เพียงพอที่จะลดโรคหัวใจได้ ถ้าจะให้ได้ปริมาณสารมากพออาจต้องกินวันละหลายขวด
(7) ควรมีเพื่อนสนิทและเครือข่ายเหนียวแน่น (Right Tribe) เพื่อจะได้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามยาก และช่วยบรรเทาความทุกข์และความเครียดได้ด้วย
(8) การได้รับความเคารพรัก (Loved Ones First) โดยเฉพาะจากคนในครอบครัว
(9) การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน (Belong) โดยการร่วมในพิธีกรรมทางศาสนา สังคม หรืองานการกุศลอาสาสมัครในพิธีกรรมทางศาสนา สังคม หรืองานการกุศลอาสาสมัครต่างๆ
การที่เรียกชุมชนที่มีคนอายุยืนยาวถึงร้อยปีจำนวนมากว่า บลูโซน เพราะตอนลงพื้นที่สำรวจชุมชนเมื่อพบบ้านใดมีคนอายุ 100 ปีขึ้นไป ทีมงานจะใช้ปากกาไฮไลต์สีฟ้า (Blue) ป้ายลงในแผนที่ของชุมชน ซึ่งชุมชน 5 แห่งแรกที่ลงไปศึกษา มีสีฟ้าระบายบนแผนที่หนาตา จึงเป็นที่มาของคำว่า “โซนสีฟ้า” (Blue Zone)
และกลายเป็นชื่อหนังสือที่มีชื่อเสียง รวมทั้งเกิดความหมายใหม่ของคำนี้ว่า เป็นอาณาบริเวณที่มีคนอายุยืนจำนวนมาก
เรื่องผู้สูงอายุ 100 ปี นี้ สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ ให้ความสนใจมานานแล้ว
โดยเริ่มทำโครงการผู้สูงอายุ 100 ปี มาตั้งแต่ พ.ศ.2539
เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดูแลรักษาสุขภาพและวางแผนให้มีอายุยืนยาว
โดยมอบหมายให้สาขาสมาคมที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งชมรมผู้สูงอายุที่จัดตั้งขึ้นแล้วนับหมื่นแห่ง สำรวจผู้ที่มีอายุ 100 ปี ในชุมชน เมื่อพบแล้วให้ตรวจสอบหลักฐาน เช่น ใบเกิด ทะเบียนบ้านและหลักฐานทางราชการอื่นๆ เมื่อแน่ใจว่าอายุถึง 100 ปี จริง ก็จะมอบโล่เกียรติยศให้
โครงการนี้คุณวัลลภ เจียรวนนท์ รองประธานสมาคมฯ ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ตั้น โดยมอบเงินเป็นขวัญกำลังใจให้รายละ 500 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 1,000 บาท
ระยะแรก พบคนอายุ 100 ปี น้อยมาก ต่อมาความเจริญของประเทศดีขึ้น ผู้คนอายุยืนยาวขึ้น และทักษะการค้นหาผู้สูงอายุ 100 ปี ในชุมชนเพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนผู้สูงอายุ 100 ปี ที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ โครงการดังกล่าวมีคณะกรรมการรับผิดชอบดูแลตรวจสอบพิจารณา โดยมีการประชุมปีละ 4 ครั้ง
ปัจจุบันพบผู้สูงอายุ 100 ปี ราวปีละ 1,000 คน
เนื่องจากผู้สูงอายุ 100 คน มักมีสุขภาพไม่แข็งแรงนัก การเดินทางไม่สะดวก การมอบโล่จึงไม่จัดเป็นพิธีรวมในกรุงเทพฯ เหมือนโครงการผู้สูงอายุดีเด่น แต่จะมอบหมายให้ประธานสาขาของสมาคมฯ ในแต่ละจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ
ซึ่งส่วนมากจะเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็นประธานมอบโล่ให้ที่บ้านของผู้สูงอายุ
โดยแต่ละรายลูกหลานญาติมิตรและคนในชุมชนมักจะไปร่วมแสดงความชื่นชมยินดีในงานพิธีเสมอ
เพราะคนทั่วไปถือว่าผู้มีอายุยืนยาวถึง 100 ปี เป็นคนมีบุญ การได้ไปร่วมแสดงความยินดีกับผู้สูงอายุ 100 ปี ถือเป็นสิริมงคล
จำนวนผู้สูงอายุ 100 ปี ราวปีละหนึ่งพันคนนี้น่าจะมีการตกสำรวจไม่น้อย และตัวเลขจำนวนผู้สูงอายุ 100 ปี ที่มีรายงานถึง 37,997 คน ในปี 2567 ก็น่าจะสูงกว่าความเป็นจริง
น่าจะได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อหาจำนวนที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้สูงอายุ 100 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly