โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วินิจฉัยโรค 'คนป่วยแห่งอาเซียน'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 05.52 น.

กาแฟดำ |สุทธิชัย หยุ่น

ถ้าคุณเป็นหมอต้องวินิจฉัยโรคและให้ยา “คนป่วยแห่งอาเซียน” คุณจะเริ่มตรงไหน?

ผมตั้งคำถามนี้ให้กับ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล วันก่อนเพื่อให้ช่วยวิเคราะห์สุขภาพของเศรษฐกิจไทยอย่างไม่ต้องเกรงใจใคร

เพราะประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเป็น “คนป่วยของอาเซียน” อย่างสูง

หรือความจริงได้ตำแหน่งนั้นไปแล้วโดยไม่รู้ตัว?

ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของบนสนทนาที่เคร่งเครียดวันนั้น

สภาวะของประเทศไทยในฐานะ “คนป่วย” ที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกที่เฉียบพลันอย่างวิกฤตโควิด-19 หรือวิกฤตการเงินโลกปี 2008

แต่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่เกิดจากปัจจัยภายใน

ซึ่งเรียกว่าอาการ “ซึมลึก”

อันเป็นผลมาจากการละเลยปัญหาระยะยาว

การใช้บุญเก่าอย่างฟุ่มเฟือยและไม่บันยะบันยัง

ซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งภายใน

อีกทั้งยังยึดหลัก “มองการณ์ใกล้” เป็นหลัก

อาการของโรคปรากฏชัดผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลหลายประการ

ทั้งการเติบโตของ GDP ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตในระดับ 5-6%

ตามมาด้วยขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

และอันดับทางเศรษฐกิจในอาเซียนที่ไทยกำลังจะร่วงลงไปอยู่อันดับ 5 ในกลุ่มประเทศหลักภายในเวลา 5 ปี ตามหลังอินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

ไทยมี “หน้าต่างเวลา” เพียง 7 ปี ในการพลิกฟื้นสถานการณ์ ก่อนที่จะกลายเป็นบ๊วยในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของอาเซียนอย่างถาวร

ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานะของประเทศในทุกมิติ ทั้งการทูต การทหาร และความมั่นคง

สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้เกิดจากความพ่ายแพ้ใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) คน (คุณภาพทุนมนุษย์) 2) ระบบราชการ 3) ผู้นำ 4) การเมือง และ 5) ทางเดินที่เลือก (ยึดติดกับเศรษฐกิจแบบเดิม)

แต่ในฐานะประเทศก็ท้อไม่ได้

ไทยยังมีความหวังจาก “โอกาสสุดท้าย”

ซึ่งก็คือคลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ครั้งมหาศาลที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ซึ่งเปรียบเสมือน “ลมใต้ปีก” ที่จะช่วยพยุงเราได้

ทางออกจึงอยู่ที่การยอมรับความจริง ฉกฉวยโอกาสการลงทุนนี้อย่างเต็มศักยภาพ และเปลี่ยนจาก “นักวางแผน” มาเป็น “นักปฏิบัติ”

โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปที่สำคัญ 3 ด้าน คือ การพัฒนาเด็กเล็ก, การสร้างรัฐบาลดิจิทัล และการปรับโครงสร้างทางการเมือง ให้มีประสิทธิภาพและวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลขึ้น

หมอสั่งเอ็กซเรย์ :
เศรษฐกิจไทยป่วยเป็นอะไร?

สภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ใช่การป่วยไข้ธรรมดา แต่เป็นอาการป่วยที่ซับซ้อน ต้องทำความเข้าใจถึงรากของปัญหาอย่างแท้จริง

อาการป่วยวันนี้แตกต่างจากวิกฤตครั้งก่อนๆ ที่มักเกิดจากปัจจัยภายนอก

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด-19, วิกฤตการเงินโลกปี 2008 (Hamburger Crisis), หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเมื่อปัจจัยเหล่านั้นคลี่คลาย เศรษฐกิจก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นโรคที่เกิดจากภายใน เป็น “อาการซึมลึก” ที่สะสมมาเป็นเวลานาน

เปรียบเสมือนคนที่เคยมีสุขภาพดี มีวินัย แต่กลับปล่อยปละละเลยตัวเอง ไม่ดูแลสุขภาพ จนร่างกายเสื่อมโทรมจากภายใน

ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

การใช้บุญเก่าอย่างสุรุ่ยสุร่าย : โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและกฎหมายที่วางรากฐานไว้โดยกลุ่มเทคโนแครตในอดีต (เช่น กลุ่มของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์) ได้สร้างความแข็งแกร่งให้ไทยมานาน แต่ปัจจุบันอานิสงส์เหล่านั้นเริ่มจางหายไป

การไม่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ : ในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยแทบไม่ได้ทำการปฏิรูปโครงสร้างที่สำคัญเพื่อปรับตัวให้ทันโลก

การเมืองที่มองสั้น : ระบบการเมืองมุ่งเน้นนโยบายระยะสั้นเพื่อเอาใจประชาชนและการชนะการเลือกตั้ง ขาดวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานเพื่ออนาคต

ความขัดแย้งภายใน : การทะเลาะกันเองทางการเมืองและสังคม ทำให้ประเทศไม่สามารถมุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหาที่แท้จริงและปล่อยให้สุขภาพทางเศรษฐกิจเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง

อาการที่ปรากฏ : สัญญาณความเสื่อมถอยที่ชัดเจน

อาการป่วย “ซึมลึก” นี้ได้แสดงผลออกมาผ่านตัวชี้วัดต่างๆ ที่น่าเป็นห่วง ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอของโครงสร้างเศรษฐกิจ

GDP โตต่ำเตี้ย : คาดการณ์การเติบโตในไตรมาส 4 อยู่ที่เพียง 0.3% ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังคงเติบโตที่ 5-6%

การส่งออกแข่งขันไม่ได้ : ดัชนีความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง สินค้าไทยเริ่มสู้คู่แข่งไม่ได้

รายได้ภาครัฐไม่เข้าเป้า : เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี การจัดเก็บภาษีก็ทำได้ยากขึ้น

หนี้สินพอกพูน : ทั้งหนี้สาธารณะต่อ GDP และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

อันดับทางเศรษฐกิจตกต่ำ : ประเทศไทยกำลังจะสูญเสียสถานะทางเศรษฐกิจในอาเซียน โดย IMF คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า GDP ของฟิลิปปินส์และเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทย ทำให้ไทยร่วงไปอยู่อันดับที่ 5

5 จุดอ่อนที่ทำให้ไทยพ่ายแพ้

1. คน (คุณภาพทุนมนุษย์) :

เราแพ้ที่ “คน” ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด

สิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติแต่เจริญได้เพราะให้ความสำคัญกับคน

วิกฤตเด็กเล็ก : ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการละเลยการพัฒนาเด็กเล็ก เด็กไทยแรกเกิดมีศักยภาพไม่แพ้ชาติอื่น แต่เมื่อถึงอายุ 6 ขวบ IQ เฉลี่ยกลับอยู่ที่ 80-90 ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานสากล (100-110)

และเนื่องจากสมองพัฒนาสูงสุดในช่วง 6 ปีแรก ทำให้ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพประชากรไปตลอดชีวิต

2. ข้าราชการและระบบราชการ :

ในอดีต อาชีพข้าราชการเคยเป็นอาชีพที่มีเกียรติและดึงดูดคนเก่งที่สุดของประเทศ

ปัจจุบัน ระบบราชการขาดแรงจูงใจ ไม่สามารถดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ได้ ซึ่งแตกต่างจากสิงคโปร์ที่ ลี กวน ยู วางนโยบายให้ข้าราชการมีเงินเดือนสูงเพื่อสร้างรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพและปราศจากคอร์รัปชั่น

3. ผู้นำ :

โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้นำไทยยังขาดวิสัยทัศน์ระยะยาวเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างจีนหรือสิงคโปร์ ซึ่งมีกระบวนการคัดกรองและฝึกฝนผู้นำอย่างเป็นระบบและยาวนาน

กระบวนการได้มาซึ่งผู้นำของไทยยังไม่สามารถรับประกันว่าจะได้บุคคลที่มีความสามารถสูงสุดมาบริหารประเทศ

4. การเมือง :

ระบบการเมืองไทยมุ่งเน้น “การจัดสรรประโยชน์” มากกว่า “การแก้ไขปัญหา”

ขาดทิศทางที่ชัดเจน มองการณ์ใกล้ และในช่วงหลังได้ลดความสำคัญของ “เทคโนแครต” หรือผู้เชี่ยวชาญในการบริหารประเทศลง

5. ทางเดินที่เลือก (The Chosen Path) :

ประเทศไทยเลือก “ทางเดินที่ง่ายเกินไป” โดยพึ่งพาการท่องเที่ยวและการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งแม้จะเป็นจุดแข็ง แต่ไม่สามารถสร้างรายได้มหาศาลเพื่อยกระดับประเทศให้ร่ำรวยได้อย่างแท้จริง

เราละเลย “ทางเดินที่ยาก” นั่นคือการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ R&D ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างชาติในยุคปัจจุบัน ต่างจากจีน เวียดนาม ที่ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลในด้านนี้

พยากรณ์โรคและผลกระทบ :
เวลาที่เหลืออยู่และอนาคตที่รออยู่

“เรามีเวลาไม่มาก” – หน้าต่างเวลา 7 ปี

จากข้อมูลการคาดการณ์ของ IMF ใน 5 ปีข้างหน้า และการประเมินเพิ่มเติม อีก 2 ปี สรุปได้ว่าประเทศไทยมีเวลาอีกเพียง 7 ปี ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ก่อนที่อันดับทางเศรษฐกิจจะถูกแซงหน้าโดยประเทศเพื่อนบ้านจนกลายเป็น “ผู้ตามอย่างสมบูรณ์”

ผลที่จะตามมา :
การสูญเสียสถานะ

หากประเทศไทยไม่สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ทันเวลา ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นรุนแรงและครอบคลุมทุกมิติ

การสูญเสียอำนาจต่อรองระหว่างประเทศ : น้ำหนักของไทยในเวทีการทูตและความมั่นคงของอาเซียนจะลดลง ไม่มีใครรับฟัง

ความอ่อนแอทางทหาร : เมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ งบประมาณในการพัฒนากองทัพก็จะลดลง

อนาคตของคนจน : ประเทศที่ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ จะไม่สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือแม้กระทั่งการพัฒนากีฬาได้ ทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมตกต่ำลง

การสูญเสียความภาคภูมิใจของชาติ : จากที่เคยเป็นผู้นำภูมิภาค จะต้องกลายเป็นผู้ที่เดินตามและก้มหน้าให้กับประเทศที่เคยตามหลังเรา

สัปดาห์หน้า : เมื่อวินิจฉัยโรคแล้ว “หมอ” ก็ต้อง “สั่งยา”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วินิจฉัยโรค ‘คนป่วยแห่งอาเซียน’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...