“จีระพันธ์” ตำนานฮาลาล 8 ทศวรรษ : ศรัทธา–เสมอต้นเสมอปลาย–อยู่ยืนหลายเจเนอเรชัน
เรื่อง : สุวัฑ แซงลาด ภาพ : ชินวัฒ สมหวัง
กว่า 8 ทศวรรษที่ชื่อ “ไก่ย่างจีระพันธ์” อยู่คู่สังคมไทยและชุมชนมุสลิมในฐานะแบรนด์ฮาลาลที่มีประวัติยาวนานที่สุดแบรนด์หนึ่งของประเทศ จุดกำเนิดท่ามกลางยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้แบรนด์เติบโตมาพร้อมกับบริบททางสังคมและวิถีชีวิตผู้คนหลายยุคหลายสมัย จนถึงวันนี้จีระพันธ์เดินทางสู่เจเนอเรชันที่ 3 มีสาขากว่า 250 แห่งทั่วไทย และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องแข่งขันอย่างเข้มข้นในตลาดอาหารที่หมุนเร็วและผันผวนที่สุดยุคหนึ่ง
“ตำนาน” สำหรับแบรนด์จีระพันธ์ไม่ได้หมายถึงเพียงความเก่าแก่ แต่คือคุณค่าที่ส่งต่อกันมาหลากมิติ ทั้งเรื่องรากเหง้า ความศรัทธา ระบบการผลิต และความสม่ำเสมอของรสชาติที่ลูกค้าเชื่อมั่นยาวนานกว่า 80 ปี ล่าสุด ‘ประชาชาติธุรกิจ’ สัมภาษณ์พิเศษ ดร.บัญญัติ ทิพย์หมัด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีระพันธ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อตีแผ่เบื้องหลังการบริหารธุรกิจตำนาน และแนวทางการเติบโตของธุรกิจฮาลาลรายสำคัญในประเทศไทย
3 มิติของ “ตำนาน” รากเหง้า ความสม่ำเสมอ และอยู่ข้ามเจเนอเรชัน
ดร.บัญญัติ ระบุว่า จีระพันธ์ในปัจจุบันมีอายุราว 83 ปี ถือเป็นแบรนด์ที่เติบโตมาจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482-2488) ซึ่งมีจำนวนไม่มากในประเทศไทย การอยู่รอดจากช่วงประวัติศาสตร์ยากลำบากจนถึงยุคปัจจุบัน ทำให้แบรนด์ถูกนิยามว่าเป็น “ตำนาน” ใน 3 มิติสำคัญ
มิติแรก คือ “รากเหง้า” จีระพันธ์เป็นอาหารฮาลาลมาตั้งแต่วันก่อตั้ง และยึดหลักศรัทธานี้อย่างเคร่งครัด อาหารทุกเมนูต้องเป็นฮาลาลเท่านั้น ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งเป็นอัตลักษณ์และคำมั่นที่แบรนด์ถือมั่นมากว่า 80 ปี
มิติที่สอง คือ “ความสม่ำเสมอ” ไม่ว่าลูกค้าจะเคยทานตอนอายุ 15 ปี หรือกลับมาทานอีกครั้งในวัย 60 ปี รสชาติไก่ย่างต้องเหมือนเดิมทุกครั้ง ไม่มีการเปลี่ยนสูตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการรักษาอย่างเคร่งครัดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
มิติที่สาม คือ “ความยั่งยืนข้ามเจเนอเรชัน” ร้านอาหารส่วนใหญ่เติบโตและมักสิ้นสุดลงภายในรุ่นเดียว แต่จีระพันธ์อยู่มาแล้วหลายเจเนอเรชัน ลูกค้ารุ่นอายุ 80-90 ปีสมัยก่อน ส่งต่อความผูกพันให้ลูกหลานมาถึงทุกวันนี้ ทำให้แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและวัฒนธรรมการกินไทย
ดร.บัญญัติย้ำว่า “ศรัทธา ความสม่ำเสมอ และการส่งต่อหลายชั่วอายุคน คือ 3 เสาหลักที่นิยามคำว่าตำนานของจีระพันธ์”
สูตรลับไม่ใช่หัวใจ “ระบบ” ต่างหากทำให้แบรนด์ยืนระยะกว่า 80 ปี
เมื่อถามถึงสูตรลับหรือมาตรฐานที่ทำให้จีระพันธ์อยู่รอดมายาวนาน ดร.บัญญัติย้ำว่า คำว่า “สูตรลับ” เป็นเพียงนิยาม เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถลอกเลียนแบบได้แทบทุกอย่าง แต่สิ่งที่เลียนแบบไม่ได้คือ “ระบบ”
เขากล่าวว่าองค์ประกอบที่ทำให้จีระพันธ์ยังยืนอยู่ได้คือ 3 ระบบหลัก ได้แก่
- ระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน
- ระบบการตรวจสอบฮาลาลที่เข้มงวด
- ระบบความไว้วางใจของผู้บริโภค
ทั้งสามระบบหลอมรวมกันจนกลายเป็นโครงสร้างสำคัญของแบรนด์ ซึ่งสามารถพาธุรกิจให้อยู่รอดทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมั่นคง
โจทย์การส่งต่อธุรกิจในยุคที่ “ลูกหลานอาจไม่อยากรับช่วงต่อ”
จีระพันธ์ในวันนี้อยู่ภายใต้การบริหารของเจเนอเรชันที่ 3 ซึ่ง ดร.บัญญัติ เล่าว่าเคยเป็นวิทยากรเรื่องการส่งต่อธุรกิจครอบครัว และเห็นชัดว่าความยั่งยืนของกิจการขึ้นอยู่กับหลายตัวแปร โดยเฉพาะทายาทรุ่นใหม่ที่ต้องมี “ความตั้งใจ” ร่วมด้วย ไม่ใช่เพียงได้รับมอบหมาย
เขาเน้นว่า ผู้ประกอบการต้อง “สร้าง” ลูกหลานตั้งแต่ต้น ให้เข้ามาคลุกคลีและซึมซับ เข้าใจว่าธุรกิจสามารถฝากความหวังการดำรงชีวิตในอนาคตได้อย่างไร
สำหรับจีระพันธ์ นอกจากการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เขามุ่งทำมากที่สุดคือการ ปลูกฝัง Mindset ใหม่ให้คนรุ่นใหม่ เพื่อให้ตระหนักว่า จีระพันธ์ไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่ขาย “ความศรัทธา ความดีงามของอาหารฮาลาล และการดูแลสังคม”
โดยจีระพันธ์สนับสนุนองค์กรศาสนาและชุมชนต่างๆ เช่น สำนักงานจุฬาราชมนตรี และคณะกรรมการกลางอิสลามฯ มาโดยตลอด และถือเป็นหน้าที่ทางสังคมที่แบรนด์ต้องทำควบคู่ไปกับธุรกิจ
ตลาดไก่ย่างยังโตได้อีกมาก-อาหารเป็น Soft Power ของไทย
เมื่อถามถึงการแข่งขันในตลาดไก่ย่าง ดร.บัญญัติยืนยันว่าอุตสาหกรรมนี้ยังเติบโตได้อีกมาก เพราะไก่ย่างกลายเป็นวัฒนธรรมการกินของสังคมไทย และถือเป็น Soft Power แบบหนึ่ง
แม้รสชาติของแต่ละแบรนด์จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ แต่จีระพันธ์มีความโดดเด่นตรงที่เป็นอาหารฮาลาลที่ “ทุกคนทานได้” ไม่มีข้อจำกัด ทำให้ช่องว่างทางการตลาดยังมีอยู่มาก ทั้งในมิติของกลุ่มเป้าหมาย เมนู และการขยายสาขา
จีระพันธ์ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ไก่ย่าง แต่ขยายสู่หมวด “อาหารฮาลาลหลากหลายเมนู” เปิดโอกาสให้พัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ สร้างไลน์ผลิตภัณฑ์ต่างจากคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง
พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนเร็ว ร้านตำนานถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องตาย
ดร.บัญญัติเล่าย้อนว่าเมื่อ 3 ปีก่อน ช่วงที่ Food Delivery เริ่มเข้ามา เขาเป็นร้านแรกๆ ในย่านนี้ที่แพลตฟอร์มติดต่อเข้ามา ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวทันที
เขาเล่าคำสอนของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า
“ร้านอาหารต้องระวัง ร้านเก่าแก่ตำนาน ถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องตาย”
และสิ่งที่ต้องทำคือ
“เงินอยู่ที่ไหน ให้ไปอยู่ที่นั่น”
ทำให้จีระพันธ์เข้าสู่ Food Court และปั๊มน้ำมันหลังยุคโควิด เพื่อเข้าใกล้ลูกค้าให้มากที่สุด จากร้านดั้งเดิมสาขาเดียว สู่ปัจจุบันที่มีมากกว่า 250 สาขาทั่วไทย เพียงเลี้ยวเข้าเติมน้ำมันก็เจอจีระพันธ์ได้ทันที
เดลิเวอรี คือ “กิ่งหนึ่ง” ของต้นไม้ แต่ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลัก
ดร.บัญญัติ แบ่งวิวัฒนาการเดลิเวอรีเป็น 2 ยุค
ยุคแรก เป็นช่วงทดลองของวงการอาหาร ซึ่งจีระพันธ์ได้เปรียบในช่วงโควิดเพราะมีถึง 4 แพลตฟอร์ม ขณะที่คู่แข่งยังไม่เข้าใจระบบ ทำให้ยอดขายดีมากในช่วงนั้น
ยุคที่สอง ใครไม่มีเดลิเวอรีถือว่าตกเทรนด์
อย่างไรก็ตาม สำหรับจีระพันธ์ เดลิเวอรีเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” เท่านั้น เพราะธุรกิจหลักยังประกอบด้วย
- แฟรนไชส์ใน ปตท.
- ร้าน Standalone
- ทีมออกงานอีเวนต์กว่า 20 ทีม
- Catering ฮาลาล
- Food Court
ทำให้โครงสร้างรายได้หลากหลายและยืดหยุ่นกว่าแบรนด์อาหารทั่วไป โดยปัจจุบันจีระพันธ์มีกำลังผลิตและยอดขายไก่เนื้อทองต่อเดือนราว 1 ล้านไม้ และในปี 2568 นี้คาดมีรายได้รวม 300 ล้านบาท และในปีหน้าตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะมีการแตกไลน์สินค้าใหม่, การขยายสาขา และการรุกตลาดตล่างประเทศ เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ
“จีระพันธ์ไต่จาก 100 ล้านบาท มา 300 ล้านบาท เพราะตอนนั้นเรามี S-Curve ตัวใหม่คือการที่เราไป Join กับทางพาร์ตเนอร์อย่าง ปตท. และตอนนี้เราก็กำลังปั้น S-Curve ตัวใหม่ล่าสุดโดยจะเริ่มขยายสาขาออกมาจากปั๊ม ปตท. ไปทางช่องทางอื่น อย่างห้างสรรพสินค้าที่มีช่องว่างทางการตลาดอยู่เยอะพอสมควร” ดร.บัญญัติกล่าว
แฟรนไชส์ใน ปตท. ขยายรายได้ถึงครึ่งหนึ่งของธุรกิจ
จีระพันธ์แบ่งธุรกิจเป็น 5 ท่อหลัก ซึ่งรายได้ครึ่งหนึ่งมาจากแฟรนไชส์ในปั๊มน้ำมัน ปตท. ประมาณหลักร้อยล้านบาทต่อปี โดยเป็นพาร์ตเนอร์กับ “จิฟฟี่” ตั้งแต่ปี 2564 และพัฒนาโมเดลแฟรนไชส์เฉพาะ ปตท. เท่านั้น
จีระพันธ์ยืนยันชัดว่า “เรารัก ปตท. มากและจะไม่นอกใจ อยู่ใน ปตท. เท่านั้น”
บทบาทของจีระพันธ์คือผลิตและพัฒนาสินค้าใหม่ รวมทั้งอบรมฮาลาล ส่วน ปตท. รับหน้าที่บริหารจัดการแฟรนไชส์และขยายสาขา ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมกว่า 54 จังหวัดทั่วประเทศ
เพื่อรักษามาตรฐาน “ฮาลาลโลจิสติกส์” รถขนส่งของจีระพันธ์เป็นรถห้องเย็น -18 องศา และไม่มีสินค้าอื่นปะปน เพื่อให้กระบวนการถูกต้องตามหลักศาสนา 100%
โจทย์สำคัญ: “กินที่ไหนก็ต้องเหมือนกันทุกที่”
หนึ่งในความท้าทายของแบรนด์ที่มีสาขาเยอะคือการรักษารสชาติให้เหมือนกันทุกสาขา แต่ดร.บัญญัติระบุว่าจีระพันธ์สามารถแก้โจทย์นี้ได้อย่างเป็นระบบ
ก่อนปล่อยสินค้าเข้าสู่ตลาด มีการ QC อย่างเข้มงวดตามมาตรฐาน GMP, HACCP และ Halal โดยพันธมิตรในด้านการย่าง-อุ่นก็มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารสชาติ “ไก่เนื้อทอง” เหมือนกันทุกสาขา
หลังทำแฟรนไชส์มา 3 ปี ขายสินค้า 6 ปี เขามองว่าจีระพันธ์เรียนรู้ปัญหารอบด้านจนครบ 360 องศาแล้ว
Mass Production เพื่อความนิ่งของรสชาติ แม้ไม่หอมแบบตำสด
เมื่อพูดถึง Supply Chain ดร.บัญญัติอธิบายว่า หากย้อนกลับไปในอดีต ไก่ย่างที่อร่อยที่สุดต้องสดทุกส่วน ตั้งแต่การเชือด หมัก ย่าง แต่เมื่อธุรกิจเติบโต การผลิตปริมาณมากเป็นสิ่งจำเป็น แม้ความหอมจากการตำสดอาจลดลง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “ความนิ่ง” ของรสชาติที่ทำซ้ำได้อย่างเสถียร และเป็นสิ่งที่ลูกค้าเชื่อถือได้มากกว่าในระยะยาว
ไก่เนื้อทองคืองาน Handmade เครื่องจักรทำไม่ได้
แม้ระบบการผลิตจะมีเทคโนโลยีทันสมัย แต่ไก่เนื้อทองที่ลูกค้าทานเป็น “Handmade” ทุกไม้ เพราะไก่มีความนิ่มและมีหนัง พนักงานต้องใช้มือเสียบ ปรับแต่ง เล็มส่วนเกิน ซึ่งเครื่องจักรยังไม่สามารถทำได้ ถือเป็นเสน่ห์หนึ่งของสินค้า
5 เสาหลักของแบรนด์จีระพันธ์
ดร.บัญญัติสรุปว่า จีระพันธ์เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคจดจำเพราะมี “5 เสาหลัก” ได้แก่
- เอกลักษณ์รสชาติ: ไก่เหลืองทอง “น้ำพรมกะทิ” ที่รมควันจากเตาถ่าน เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
- แบรนด์ฮาลาลต้นตำรับ: นิยามโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี ว่าเป็นไก่ย่างฮาลาลแบรนด์แรกของไทย
- ความครอบคลุมของสาขา: อยู่ในงานอีเวนต์ ห้าง ร้านอาหาร Food Court และงานจัดเลี้ยง
- ความร่วมมือระหว่างแบรนด์: ทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นและผู้ประกอบการรุ่นใหม่
- จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง: ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างทั่วประเทศ
อนาคตจีระพันธ์เตรียมวางจำหน่ายสินค้าในร้านสะดวกซื้อ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างยิ่งขึ้น
กลยุทธ์การตลาดและสินค้ารุ่นใหม่ เข้าหา Gen Z
ดร.บัญญัติเปิดเผยว่า แผนการตลาดใหม่ต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ทั้งการทำงานร่วมกับ ปตท. การนำสินค้าขึ้นร้านกาแฟ และร้านสะดวกซื้อหลายแห่งที่สนใจสินค้าของจีระพันธ์ เช่น เบอร์เกอร์ไก่ย่างหรือข้าวไก่ย่าง
เขาเล่าว่ามีลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่ร้านสะดวกซื้อและเข้าใจผิดว่าเป็น “ของเลียนแบบ” เพราะรสชาติไม่เหมือน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสินค้าของจีระพันธ์เอง ทำให้เขาเชื่อว่าความอร่อย 30-50% อยู่ที่ “แบรนด์” ด้วยเช่นกัน
สำหรับ Gen Z จีระพันธ์พัฒนาไก่เนื้อทองเป็นสินค้าหลัก เพราะเป็นรูปแบบที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ และต่อยอดรสชาติใหม่ เช่น รสต้มยำ รสเผ็ด และรสหม่าล่า เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ จีระพันธ์กำลังพัฒนาสินค้าใหม่ในรูปแบบสแน็ก โดยเริ่มจาก “หนังไก่” เพื่อขยายโอกาสการบริโภคในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น รวมทั้งเพิ่มไลน์สินค้าให้เหมาะกับการบริโภคในหลายโอกาสมากขึ้น
แผนบุกตลาดต่างประเทศปี 2569
ดร.บัญญัติ กล่าวถึงทิศทางการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศว่า ปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อทาบทามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครสนใจแบรนด์จีระพันธ์ แต่ด้วยศักยภาพในขณะนี้ บริษัทฯ ยังต้องทุ่มเทกำลังไปกับการบริหารจัดการสาขาในสถานีบริการน้ำมันซึ่งถือเป็นภารกิจหลัก
อย่างไรก็ตาม ได้วางแผนงานสำหรับอนาคตไว้ในปี 2569 ที่จะเดินหน้าเพิ่มไลน์ผลิตที่มีมาตรฐานพร้อมสำหรับการส่งออก โดยมีเป้าหมายหลักคือการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตำนาน 80 ปีของจีระพันธ์ ให้อยู่ในรูปแบบอาหารพร้อมทาน (Ready to Eat) เพื่อให้สามารถส่งออกและวางจำหน่ายในประเทศต่างๆ ได้
ในส่วนของการขยายแบรนด์สู่ต่างประเทศ ดร.บัญญัติ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้สนใจจาก 2-3 ประเทศ ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในโซนเอเชียและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน ที่ได้มีการพูดคุยกันไว้ โดยกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ต้องการนำแบรนด์จีระพันธ์ไปเปิดที่ประเทศของตน เนื่องจากมองเห็นถึงความภูมิใจและอัตลักษณ์ของประเทศไทย รวมถึงความเป็นภาพตัวแทนของมาตรฐานฮาลาลไทยที่ชัดเจน
ดร.บัญญัติ ขยายความเพิ่มเติมว่า จีระพันธ์มีจุดแข็งคือการมี 2 ภาพลักษณ์ในแบรนด์เดียว ได้แก่ การเป็นภาพตัวแทนของ “ไก่ย่างประเทศไทย” และ “อาหารฮาลาลของมุสลิม” ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอาหรับหรือมลายูที่เดินทางมาไทยและต้องการรับประทานอาหารท้องถิ่น (Local Food) ที่มั่นใจได้ว่าฮาลาล ทำให้มีความคุ้นเคยกับแบรนด์เป็นอย่างดี
“ฮาลาล” คือ Soft Power ใหม่ของไทย
ดร.บัญญัติ กล่าวในช่วงท้ายว่า อาหารฮาลาลเป็นสินค้าอาหารประเภทเดียวที่สามารถส่งออกไปได้ทุกพื้นที่ทั่วโลกโดยไม่ติดข้อจำกัดด้านศาสนาหรือวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ไทยมีโอกาสสร้างรายได้อย่างมหาศาล หากภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง
ดร.บัญญัติกล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านอาหารสูงมาก จากการเป็น “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) อยู่แล้ว จึงควรต่อยอดด้วยการผลักดันแนวคิด “Halal Kitchen of the World” ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์และเพิ่มการยอมรับจากตลาดฮาลาลทั่วโลกอย่างกว้างขวาง พร้อมระบุว่า แม้ประเทศในภูมิภาคจะให้ความสำคัญกับฮาลาล แต่ด้านปริมาณผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้หลากหลายเท่าประเทศไทย โดยไทยมีสินค้าฮาลาลนับแสนรายการ (SKU) ในขณะที่ประเทศคู่แข่งมีสินค้าเพียงจำนวนน้อยกว่า แต่กลับโดดเด่นกว่าเพราะรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นให้การสนับสนุนเต็มที่ ทั้งการโปรโมตและสร้างภาพลักษณ์ ทำให้ไทยเสียโอกาสทางการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย
เขาย้ำว่า “ประเทศไทยเรามีความพร้อมทุกอย่างในเรื่องอาหารฮาลาล แต่ยังขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ หากรัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายหลัก โอกาสของฮาลาลและของประเทศในการเพิ่มรายได้จากการส่งออกจะเติบโตอย่างมหาศาล”
ดร.บัญญัติยังชี้ว่า อีกแนวคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกับตลาดฮาลาลคือ Muslim Friendly ซึ่งแตกต่างจากฮาลาลเต็มรูปแบบ โดยฮาลาลต้องถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม 100% ส่วน Muslim Friendly คือการทำให้ธุรกิจ “เป็นมิตรต่อผู้บริโภคมุสลิม” และสามารถปรับตัวเข้าหามาตรฐานฮาลาลในระดับเบื้องต้นได้ง่ายกว่า จึงเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการทั่วไปสามารถนำไปใช้เพื่อขยายตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิม ซึ่งมีจำนวนมากถึงหลายพันล้านคนทั่วโลก
ตัวอย่างของแนวคิด Muslim Friendly คือ การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองวิถีชีวิตของชาวมุสลิม เช่น ติดตั้งสายฉีดในห้องน้ำแทนการใช้กระดาษทิชชู่ จัดพื้นที่และป้ายทิศกิบลัตสำหรับละหมาด หรืออบรมพนักงานให้รู้จักคำศัพท์และพฤติกรรมพื้นฐานของชาวมุสลิม เช่น เวลาละหมาด ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ช่วยสร้างความคุ้นเคยและความสบายใจให้กับนักท่องเที่ยวมุสลิมที่มาใช้บริการในไทย
ดร.บัญญัติอธิบายว่า ความเข้าใจผิดของผู้ประกอบการหลายรายคือ เชื่อว่าต้องเป็นฮาลาลเต็มรูปแบบเท่านั้นจึงจะรองรับนักท่องเที่ยวมุสลิมได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคมุสลิมจำนวนมากไม่ได้เคร่งศาสนาร้อยเปอร์เซ็นต์ และสามารถยอมรับร้านหรือสถานที่ที่เป็น Muslim Friendly ได้ เช่น การแจ้งลูกค้าว่าอาหารทะเลเป็นมุสลิมเฟรนด์ลี่ แม้ไม่ใช่ฮาลาลเต็มรูปแบบ ผู้บริโภคก็อยู่ในสถานะที่ “รับได้” หากผู้ประกอบการแจ้งข้อมูลอย่างจริงใจ
เขาย้ำว่าหากไทยขยายแนวคิด Muslim Friendly ในภาคบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากกลุ่มอาหรับ มาเลเซีย และประเทศมุสลิมอื่นๆ ให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมองว่าตัวเลขการเติบโตของตลาดนี้จะ “ชัดเจนแน่นอน”
ดร.บัญญัติย้ำว่า การผลักดันฮาลาลและ Muslim Friendly ไม่เพียงแต่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังเสริมศักยภาพของประเทศในการแข่งขันกับตลาดโลก พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งวางนโยบายและสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ไทยสามารถใช้ฮาลาลเป็น Soft Power ที่ทรงพลัง และต่อยอดรายได้ทั้งในภาคอาหาร การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “จีระพันธ์” ตำนานฮาลาล 8 ทศวรรษ : ศรัทธา–เสมอต้นเสมอปลาย–อยู่ยืนหลายเจเนอเรชัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net