ถอดรหัส Consumer Insight : The Wellness Blueprint แบบจับต้องได้ กลยุทธ์พลิกโอกาสการอยู่อาศัย
ในโลกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่การแข่งขันสูงและภาวะเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความท้าทาย การเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและความยั่งยืน TerraBKK.com ในฐานะที่ปรึกษาการวิจัยธุรกิจและสื่ออสังหาริมทรัพย์ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานและมุมมองของวงการอยู่เสมอ จึงได้จัดงานสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี TERRAHINT BRAND SERIES 2025 ขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิดหลัก "The Wellness Blueprint #อยู่ดีมีสูตร"
งานสัมมนานี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการผลักดันให้การสร้างที่อยู่อาศัยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับผู้คนทุกระดับ และมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าเหนือกว่าแค่การอยู่อาศัยให้แก่ผู้บริโภค
หนึ่งในหัวข้องานสัมมนาที่เป็นไฮไลต์ทุกปี คือ "Consumer Insight: เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านมุมมอง Wellness-Centric เพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง"โดย คุณสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัดที่มาเปิดเผยผลวิจัยเรื่อง BUILDING STRONGER BRANDS THROUGH WELLNESS INSIGHT
ปีนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่เข้มข้นจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 2,000 ชุด เป็นผู้อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลถึง 75% ซึ่งผลวิจัยนี้ได้เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เรื่องทัศนคติและค่านิยมของผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้นิยามและความสำคัญกับคำว่า "Wellness" ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นิยามของ Wellness ในมุมมองผู้บริโภคยุคใหม่
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากผลวิจัย คือ คนไทยส่วนใหญ่ให้คำนิยามคำว่า "Wellness" อย่างชัดเจนและสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต นั่นคือ "คุณภาพชีวิตที่ดี สภาพแวดล้อมที่ดี และความปลอดภัย"สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมถูกยกมาเป็นประเด็นอันดับต้นๆ ในการมองหาที่อยู่อาศัยมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม บริบทของคำว่า "Wellness" ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กลับ "เปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ชีวิตและความรับผิดชอบในแต่ละช่วงอายุอย่างชัดเจน" อย่าง
- กลุ่ม Baby Boomer: Wellness คือความสมดุลของกายและใจ เป็นการมองแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิต
- Gen X: Wellness คือ สมดุลของกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ การอยู่กับครอบครัว เพราะกลุ่ม Gen X ซึ่งอยู่ในวัยทำงานและมีบทบาทหน้าที่หลากหลาย จึงมองว่า Wellness คือ ความสมดุลระหว่างมิติร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยังคำนึงถึงครอบครัว ทำให้คาดหวังว่า Wellness ควรขยายไปสู่ครอบครัวทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตัวเองเท่านั้น
- Gen Y: Wellness คือความสมดุลแบบองค์รวมเพื่อตนเองและเป็นจริง ที่ครอบคลุมมิติร่างกาย จิตใจ การงาน และการเงิน โดยมองว่า Wellness ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ การมีความสงบภายใน สภาพจิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี และพลังงานในการทำสิ่งที่ตนเองต้องการ
นี่คือความท้าทายใหม่ที่นักการตลาดและนักพัฒนาอสังหาฯ ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มได้อย่างแม่นยำ
"เราไม่ได้ขายแค่อิฐหินปูนทรายอีกต่อไป แต่เรากำลังขายคุณภาพชีวิตที่ดี และความเชื่อมั่นในการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับผู้บริโภค นั่นคือโอกาสในการเปลี่ยนความท้าทายทางเศรษฐกิจให้เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนของวงการอสังหาริมทรัพย์"
ข้อมูลเชิงลึกที่ TerraBKK นำมาเปิดเผยนี้ จึงถือเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักการตลาด ที่กำลังมองหากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาวะและคุณภาพชีวิตเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเข้าสู่เนื้อหาส่วนที่ 2 ที่จะเจาะลึกไปถึงพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละมิติ
บริบทสังคมเปลี่ยนไป: โสด หย่าร้าง และไม่ต้องการมีบุตร
ก่อนจะเจาะลึกเรื่อง Wellness จำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อที่เปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นด้านสถานภาพสมรสและการมีบุตร ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนของกลุ่มคนที่ "โสดกับหย่าร้าง" พุ่งสูงถึง 60% ในขณะที่กลุ่มคนที่ "ไม่มีลูกและไม่ต้องการมีลูก" มีสัดส่วนถึง 46% ตัวเลขเหล่านี้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและครอบครัว (Family Structure) ที่มีขนาดเล็กลง
"เมื่อจำนวนผู้บริโภคลดลงจากการที่เราเห็นเทรนด์โสดและหย่าร้าง รวมถึงไม่ต้องการมีบุตร นั่นหมายความว่า การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์จะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น เราไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตประชากรได้อีกต่อไป ต้องหันมาโฟกัสตลาดที่มีอยู่และเข้าใจความต้องการเฉพาะเจาะจงของพวกเขาอย่างแท้จริง"
แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนรุ่นใหม่อาจเปลี่ยนไปเน้นการเช่าแทนการซื้อ แต่ผลวิจัยยืนยันว่า "คนที่แพลนจะเช่าอย่างเดียวไม่ซื้อมีเพียง 6%" เท่านั้น แสดงว่าความต้องการในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ยังคงอยู่ แต่การตัดสินใจซื้อจะมีความซับซ้อน และใช้เกณฑ์ในการเลือกมากขึ้น
พฤติกรรมการซื้อตามประเภทโครงการ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีกลุ่มผู้สนใจซื้อ "บ้านเดี่ยว" เป็นกลุ่มใหญ่ ตามมาด้วย คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม โดยงบประมาณในการซื้อส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับกลางถึงล่าง โดยตลาดที่อยู่อาศัยราคาสูงกว่า 20 ล้านบาทยังคงมีสัดส่วนเพียง 1% เช่นเดิม
ที่น่าสนใจคือในปีนี้ "ทาวน์โฮม" มีความสนใจที่จะซื้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาด Middle-to-Lowเริ่มมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือมองหาขนาดพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยส่วนตัวได้ดีกว่าคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่ความกังวลในการซื้ออสังหาริมทรัพย์เริ่มเจือจางลง
ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ ที่กลับมามีความเข้มข้นขึ้น ดังนี้ 1.ระบบความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ (Security System) และการอยู่ในสังคมที่ดี (Good Community) 2.ราคาที่ดี (Best Price) 3.ความใกล้ชิดกับระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) ซึ่งเคยหายไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง
อินไซต์เฉพาะกลุ่มตามประเภทโครงการ
- บ้านเดี่ยว:ผู้ซื้อเน้นที่วัสดุที่มีคุณภาพ และให้ความสำคัญกับการติดตามข้อมูลโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงบ้าน สะท้อนความต้องการในการใช้ชีวิตระยะยาว และการปรับพื้นที่ให้เข้ากับความต้องการส่วนตัว
- คอนโดมิเนียม:ชื่อเสียงของแบรนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้บริโภคเชื่อว่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้การขายต่อ หรือปล่อยเช่าเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ผู้ซื้อกลุ่มนี้ยังสนใจเนื้อหาเกี่ยวกับ Technology และ Electronics
- ทาวน์โฮม:ความต้องการที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือ ผู้ซื้อไม่ได้มองทาวน์โฮมเพื่อการทำธุรกิจเหมือนในอดีต แต่กำลังมองหาพื้นที่ใช้งานได้มากขึ้น เพื่อการอยู่อาศัยเป็นส่วนตัว แต่ไม่ต้องการภาระในการดูแลอาคารขนาดใหญ่แบบบ้านเดี่ยว ที่สำคัญคือพวกเขามองหา Health and Wellness และ Life Service ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านจากที่อยู่อาศัยเพื่อการค้า ไปสู่ที่อยู่อาศัยที่เน้นสุขภาวะ
เข้าใจการใช้เงินของผู้บริโภค ผ่าน 6 กลุ่ม Financial Lifestyle
นอกจากนี้จากการสำรวจยังแบ่งกลุ่มผู้บริโภคตามพฤติกรรมการใช้เงิน ทำให้เห็นความแตกต่างของความต้องการอย่างชัดเจน โดย 6 กลุ่มหลักที่น่าสนใจมีดังนี้:
FIRE (Financial Free)ใกล้เกษียณ, ไม่มีภาระการเงิน, มีเงินเก็บ สนใจบ้านเดี่ยวราคาที่ดูแลจัดการได้ (Afford), ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Finance & Education
YOLO (You Only Live Once) Enjoy Life กับตัวเอง, เน้นความสะดวกสบาย สนใจที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท (ซื้อ/เช่า), ใส่ใจเรื่องตัวเองเป็นหลัก ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Travel, Politics & Socities
DINK (Double Income No Kid)คู่รัก/LGBT ที่มีรายได้สูง, ไม่มีภาระบุตร สนใจ Neighbourhood ที่ดี, ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Travel, Sport, Outdoor Activity
PANK (Professional Aunt, No Kids) ใช้เงินเพื่อตัวเอง/หลาน, งบประมาณสูง มีพฤติกรรมที่มีงบประมาณไม่จำกัด, เน้นภาพลักษณ์ และการใช้จ่าย ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Health & Wellness, Beauty & Personal Care
Pet Parent (Pet Owner No Kid) โฟกัสสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก ต้องการ Space สำหรับสัตว์เลี้ยง, เน้นการอยู่อาศัยแบบส่วนตัว ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Pets, Life Services
WOOF (Well Off Older Folk)เป็นกลุ่มที่มีเงินเยอะสุด, Well-Educated, มี Aging Society อยู่ร่วมด้วย สนใจ Universal Design, ใกล้โรงพยาบาล, Tech, After-Sales Service ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Finance & Tech
เมื่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับสุขภาวะใจ
แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นในการซื้ออสังหาริมทรัพย์จะยังคงอยู่ในระดับความเชื่อมั่นที่ดี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมายังถือว่าต่ำลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาสถานการณ์ในช่วงครึ่งปี ดัชนีมีการปรับตัวดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงความหวังต่อสถานการณ์ในปีหน้า
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่างมุมมองต่อ "เศรษฐกิจส่วนตัว" ที่ผู้บริโภคมองว่าใจฟูกับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมองว่าไม่ดี ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันในเชิงจิตวิทยา แต่ก็สะท้อนความเป็นจริงที่ว่าผู้บริโภคพร้อมที่จะใช้จ่าย แต่ยังมีความกังวลต่อภาพรวมของประเทศ
"เราค้นพบว่า สุขภาวะทางจิตที่ดี (Wellbeing Index) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ คนที่มี Wellbeing Index สูงกว่าจะมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายมากกว่าคนที่ต่ำกว่า ดังนั้นถ้าเราต้องการให้ลูกบ้านมาซื้อของของเรา เราต้องสร้าง Wellbeing ให้กับเขา ทำให้เขารู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ก่อน แล้วเขาจะกล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าของเรา หรือควักเงินออกจากกระเป๋านั่นเอง"
แพลตฟอร์มเดียวกัน แต่พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ต่างกัน
นอกจากนี้เมื่อมีการวิเคราะห์พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียของคนไทยทั้ง 4 เจเนอเรชั่น พบว่าแม้จะอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่สิ่งที่แต่ละวัยติดตามและให้ความสนใจนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ Baby Boomers และ Gen X เน้นหนัก "สุขภาพ" เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งอายุมากขึ้น ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพยิ่งเพิ่มสูงขึ้น Gen Y เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เรื่องท่องเที่ยวสูงที่สุด 51% รองลงมาคืออาหารและเครื่องดื่ม 49% ซึ่งสูงกว่าทุกเจเนอเรชั่น Gen Z ให้ความสนใจกับคอนเทนต์เรื่องสัตว์เลี้ยง 23% สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ตามมาด้วยการศึกษา 24% และเกม 15% ซึ่งทั้งสามหัวข้อนี้ Gen Z ครองอันดับหนึ่งทุกรายการ
Wellness Vs Hospitality ความสำคัญที่เหนือกว่า
คำถามที่ถูกถามขึ้นเพื่อวัดความสำคัญระหว่างสุขภาวะกับบริการ คือ "Wellness" กับ "Hospitality" ปรากฏว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "Wellness" สูงกว่า "Hospitality" อย่างชัดเจน ซึ่งประกอบไปด้วย
- Quality of Life: บริการด้านความปลอดภัยและฉุกเฉิน (Emergency System)
- พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่
- เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย
- และอื่นๆ ตามลำดับ
แม้ว่าผู้บริโภคจะยังต้องการ Hospitality Service (เช่น Room Service, Concierge, บริการดูแลที่อยู่อาศัย) ที่เทียบเท่าโรงแรม แต่ความคาดหวังที่พวกเขาได้รับจากดีเวลลอปเปอร์ ยังไม่ถึงระดับความคาดหวังที่ตั้งไว้ นี่คือช่องว่างหรือโอกาสที่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาหรือทำให้ดีขึ้น(Room for Improvement)
- บ้านเดี่ยว:ต้องการ Premium and Respectful Service (บริการที่ให้เกียรติและมีระดับ) โดยลูกค้ามองว่า บริการที่เหนือระดับควรจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การนัดชมโครงการด้วยบริการรถรับ-ส่ง การต้อนรับด้วยเครื่องดื่มและอาหารว่างคัดสรรเป็นอย่างดี และมีความเชื่อว่า "Service quality = home quality" คุณภาพการบริการสะท้อนถึงคุณภาพของบ้าน
- ทาวน์โฮม: ต้องการบริการที่จริงใจ เปิดเผย เข้าถึงได้ ไม่จำเป็นต้องหรูหราเกินไป “ความจริงใจและข้อมูลที่ชัดเจน” ต้องการให้เซลล์บอกข้อมูลที่สำคัญอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นจุดดีจุดด้อยของโครงการ โดยคิดว่า "Sincerity over luxury" ความจริงใจมีค่ามากกว่าความหรูหรา
- คอนโดมิเนียม:ต้องการรวดเร็ว ทันใจ เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ต้องการความเป็นมืออาชีพและความสะดวกสบาย เน้น "Professionalism & Convenience" ต้องการทีมขายที่มีความพร้อมให้บริการทันทีเมื่อลูกค้ามาชมโครงการ ให้ข้อมูลครบถ้วน แนะนำโปรโมชั่น - การผ่อนชำระ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "Professional, no pressure" มีความเป็นมืออาชีพ ไม่เร่งการขาย ไม่กดดันให้จอง
ความต้องการที่เป็นรูปธรรมของ Wellness at Home
ทั้งนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่พื้นที่ออกกำลังกาย แต่ต้องการ "Meaningful Wellness at Home" ที่เป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน สามารถแบ่งระดับได้ดังนี้
มิติ Wellness ระดับ Physical: บ้านเดี่ยวต้องการ Universal Design, สุขภาพโดยรวม, ทาวน์โฮมต้องการ Fitness และ Spa, คอนโดมิเนียม ต้องการ Universal Design, Health-Tech
มิติ Wellness ระดับ Mental: บ้านเดี่ยวต้องการ Private Corner สำหรับ Re-Charge/Retreat, ทาวน์โฮมต้องการ Friendly Neighbor (การจัดการเพื่อนบ้านที่ดี), คอนโดมิเนียม ต้องการ Family Connection ผ่านพื้นที่ส่วนตัวหรือโทรศัพท์ หรือพื้นที่สำหรับรองรับครอบครัวเพิ่มเติม
มิติ Wellness ระดับ Spiritual: บ้านเดี่ยวต้องการ Private Garden พื้นที่สีเขียวที่สมบูรณ์, ทาวน์โฮมต้องการ บริเวณจัดกิจกรรมกลุ่มเล็ก/ทำสมาธิ, คอนโดมิเนียม ต้องการห้องที่มีวิวดี/เพิ่มความเป็นส่วนตัว หรือวิวที่มอบพลังในการส่งเสริมจิตวิญญาณได้
4 มนุษย์เวลเนส แบ่งตามไลฟ์สไตล์ & แนวทางการดูแลตนเอง
จากการศึกษาสามารถแบ่งพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ออกเป็น 4 กลุ่มตามแนวทางการดูแลตนเองและไลฟ์สไตล์ สะท้อนถึงความต้องการและความคาดหวังต่อที่อยู่อาศัยและบริการในปัจจุบัน ได้แก่
1.THE BALANCED SOCIALIZER (ร้อยละ 34%)กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาความสมดุลระหว่างสุขภาพและชีวิตสังคม แม้จะดูแลสุขภาพพื้นฐาน แต่ไม่ละเลยการสังสรรค์และสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ชื่นชอบการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และการพบปะผู้คน ที่อยู่อาศัยที่มองหาจึงต้องมีบริการที่อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดเวลา รวมถึงบริการสุขภาพและความงาม
2.THE ASPIRING SELF-IMPROVER (ร้อยละ 34%)เป็นกลุ่มที่มีแนวทางการดูแลสุขภาพเป็นของตัวเอง เลือกทำเฉพาะกิจกรรมที่ตรงกับความสนใจจริงๆ ให้ความสำคัญกับการนอนหลับและการพักผ่อนกับธรรมชาติ แต่ไม่ต้องการกิจกรรมที่ต้องพบปะสังคม ที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มนี้ต้องการบริการที่มากกว่า service ทั่วไป เช่น บริการ Room Service หรือบริการ Conceirge และบริการที่เกี่ยวกับความปลอดภัย
3.THE CASUAL EXPLORER (ร้อยละ 24%)เป็นกลุ่มครอบครัวที่สนใจสุขภาพ แต่มีอุปสรรคยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้เต็มที่ ด้วยภาระหน้าที่การงานและครอบครัว จึงเน้นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง สวดมนต์ ทำให้ต้องการบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย เช่น บริการรถรับ-ส่งไปโรงพยาบาล
4.THE HOLISTIC WELLNESS (ร้อยละ 14%) กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน ทั้งกาย ใจ และสังคม มีวินัยในการนอนหลับ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ ชื่นชอบการใกล้ชิดธรรมชาติ และให้ความสำคัญกับการเยียวยาจิตใจผ่านกิจกรรมกลางแจ้ง ที่อยู่อาศัยในอุดมคติจึงต้องมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ พร้อมบริการดูแลสุขภาพครบวงจร และระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน
The Wellness Blueprint กลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน
ข้อมูลเชิงลึกจากงานสัมมนา TERRAHINT BRAND SERIES 2025 ได้นำเสนอ “พิมพ์เขียว” ที่ชัดเจนให้แก่ผู้ประกอบการ นักการตลาด และนักลงทุนในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคนี้ไม่ได้มาจากการแข่งขันด้านราคาหรือทำเลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวาง "Wellness" เป็นศูนย์กลางของทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสื่อสารแบรนด์ ไปจนถึงการบริการหลังการขาย
ก้าวที่ 1: การเปลี่ยน Mindset จาก Selling House สู่ Selling Quality Livingสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองของผู้ประกอบการจากการ "ขายบ้าน" ไปสู่การ "ขายคุณภาพชีวิต" ผู้บริโภคยุคใหม่มีความรู้เรื่อง Wellness และมีความคาดหวังสูงขึ้น พวกเขาไม่ได้มองหาแค่สระว่ายน้ำหรือฟิตเนส แต่ต้องการความปลอดภัยและระบบฉุกเฉิน (Emergency System) ที่ตอบสนองรวดเร็วภายใน 4 นาที ซึ่งสะท้อนความใส่ใจในชีวิตอย่างแท้จริง, Universal Design เพื่อรองรับการใช้ชีวิตในระยะยาว (Aging Society), พื้นที่สีเขียวที่สมบูรณ์ (Private Garden) ที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจและสร้าง Spiritual Wellness
ก้าวที่ 2: การปรับกลยุทธ์ตาม Generation และ Segmentation ได้แก่
- Baby Boomer: เน้นกลยุทธ์ Healthcare & Wellbeing แบบองค์รวม (Holistic) ตั้งแต่สุขกาย สุขใจ จนถึงจิตวิญญาณ
- Generation X: เน้นกลยุทธ์ Family-Centered ให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวทั้งบนและล่าง (Sandwich Generation)
- Generation Y: เน้นกลยุทธ์ Individualized/Personalized เพราะเป็นกลุ่มที่มีบุคลิกภาพ (Personality) หลากหลาย และต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของพวกเขาได้
ก้าวที่ 3: การยกระดับ Functional & Trust ด้วยบริการหลังการขายแม้ว่าแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์จะได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือสูง แต่คะแนนรวมของอุตสาหกรรมในส่วน "บริการหลังการขายที่ดี" ยังต่ำกว่าความคาดหวังของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือจุดที่สามารถสร้างความแตกต่างและสร้าง Brand Royalty ได้อย่างแท้จริง การลงทุนในระบบ After-Sales Service ที่รวดเร็ว จริงใจ และมีความรับผิดชอบ แบบ Hospitality Service อย่างสมบูรณ์แบบ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผู้ซื้อให้กลายเป็น Brand Advocate ที่พร้อมจะแนะนำโครงการของเราต่อไป
"ความท้าทายของเราในวันนี้ คือ การทำให้ความคาดหวังของผู้บริโภคมาบรรจบกับสิ่งที่ดีเวลลอปเปอร์มอบให้ ในบริบทของ Wellness ลูกค้าไม่ได้กลัวที่จะซื้อบ้าน แต่ 'กลัวคุณอยู่' กลัวว่าสิ่งที่เห็นจะไม่เป็นไปตามที่หวัง สิ่งที่เราต้องทำคือการเติมเต็มความมั่นใจในทุกมิติของสุขภาวะและความน่าเชื่อถือ"
โดยสรุปแล้ว The Wellness Blueprint ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นรากฐานที่ถาวร การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิต กับ ความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อผู้บริโภครู้สึกปลอดภัย มั่นคง และมีสุขภาวะที่ดี พวกเขาจะเชื่อมั่นในแบรนด์ และพร้อมที่จะลงทุนในอนาคตกับแบรนด์ที่ออกแบบไว้เพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง