โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดรหัส Consumer Insight : The Wellness Blueprint แบบจับต้องได้ กลยุทธ์พลิกโอกาสการอยู่อาศัย

TERRABKK

เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2568 เวลา 09.38 น. • TERRABKK
ถอดรหัส Consumer Insight : The Wellness Blueprint แบบจับต้องได้ กลยุทธ์พลิกโอกาสการอยู่อาศัย

ในโลกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่การแข่งขันสูงและภาวะเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความท้าทาย การเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและความยั่งยืน TerraBKK.com ในฐานะที่ปรึกษาการวิจัยธุรกิจและสื่ออสังหาริมทรัพย์ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานและมุมมองของวงการอยู่เสมอ จึงได้จัดงานสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี TERRAHINT BRAND SERIES 2025 ขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิดหลัก "The Wellness Blueprint #อยู่ดีมีสูตร"

งานสัมมนานี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการผลักดันให้การสร้างที่อยู่อาศัยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับผู้คนทุกระดับ และมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าเหนือกว่าแค่การอยู่อาศัยให้แก่ผู้บริโภค

หนึ่งในหัวข้องานสัมมนาที่เป็นไฮไลต์ทุกปี คือ "Consumer Insight: เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านมุมมอง Wellness-Centric เพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง"โดย คุณสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัดที่มาเปิดเผยผลวิจัยเรื่อง BUILDING STRONGER BRANDS THROUGH WELLNESS INSIGHT

ปีนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่เข้มข้นจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 2,000 ชุด เป็นผู้อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลถึง 75% ซึ่งผลวิจัยนี้ได้เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เรื่องทัศนคติและค่านิยมของผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้นิยามและความสำคัญกับคำว่า "Wellness" ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

นิยามของ Wellness ในมุมมองผู้บริโภคยุคใหม่

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากผลวิจัย คือ คนไทยส่วนใหญ่ให้คำนิยามคำว่า "Wellness" อย่างชัดเจนและสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต นั่นคือ "คุณภาพชีวิตที่ดี สภาพแวดล้อมที่ดี และความปลอดภัย"สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมถูกยกมาเป็นประเด็นอันดับต้นๆ ในการมองหาที่อยู่อาศัยมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม บริบทของคำว่า "Wellness" ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กลับ "เปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ชีวิตและความรับผิดชอบในแต่ละช่วงอายุอย่างชัดเจน" อย่าง

  • กลุ่ม Baby Boomer: Wellness คือความสมดุลของกายและใจ เป็นการมองแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิต
  • Gen X: Wellness คือ สมดุลของกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ การอยู่กับครอบครัว เพราะกลุ่ม Gen X ซึ่งอยู่ในวัยทำงานและมีบทบาทหน้าที่หลากหลาย จึงมองว่า Wellness คือ ความสมดุลระหว่างมิติร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยังคำนึงถึงครอบครัว ทำให้คาดหวังว่า Wellness ควรขยายไปสู่ครอบครัวทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตัวเองเท่านั้น
  • Gen Y: Wellness คือความสมดุลแบบองค์รวมเพื่อตนเองและเป็นจริง ที่ครอบคลุมมิติร่างกาย จิตใจ การงาน และการเงิน โดยมองว่า Wellness ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ การมีความสงบภายใน สภาพจิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี และพลังงานในการทำสิ่งที่ตนเองต้องการ

นี่คือความท้าทายใหม่ที่นักการตลาดและนักพัฒนาอสังหาฯ ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มได้อย่างแม่นยำ

"เราไม่ได้ขายแค่อิฐหินปูนทรายอีกต่อไป แต่เรากำลังขายคุณภาพชีวิตที่ดี และความเชื่อมั่นในการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับผู้บริโภค นั่นคือโอกาสในการเปลี่ยนความท้าทายทางเศรษฐกิจให้เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนของวงการอสังหาริมทรัพย์"

ข้อมูลเชิงลึกที่ TerraBKK นำมาเปิดเผยนี้ จึงถือเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักการตลาด ที่กำลังมองหากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาวะและคุณภาพชีวิตเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเข้าสู่เนื้อหาส่วนที่ 2 ที่จะเจาะลึกไปถึงพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละมิติ

บริบทสังคมเปลี่ยนไป: โสด หย่าร้าง และไม่ต้องการมีบุตร

ก่อนจะเจาะลึกเรื่อง Wellness จำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อที่เปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นด้านสถานภาพสมรสและการมีบุตร ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนของกลุ่มคนที่ "โสดกับหย่าร้าง" พุ่งสูงถึง 60% ในขณะที่กลุ่มคนที่ "ไม่มีลูกและไม่ต้องการมีลูก" มีสัดส่วนถึง 46% ตัวเลขเหล่านี้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและครอบครัว (Family Structure) ที่มีขนาดเล็กลง

"เมื่อจำนวนผู้บริโภคลดลงจากการที่เราเห็นเทรนด์โสดและหย่าร้าง รวมถึงไม่ต้องการมีบุตร นั่นหมายความว่า การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์จะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น เราไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตประชากรได้อีกต่อไป ต้องหันมาโฟกัสตลาดที่มีอยู่และเข้าใจความต้องการเฉพาะเจาะจงของพวกเขาอย่างแท้จริง"

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนรุ่นใหม่อาจเปลี่ยนไปเน้นการเช่าแทนการซื้อ แต่ผลวิจัยยืนยันว่า "คนที่แพลนจะเช่าอย่างเดียวไม่ซื้อมีเพียง 6%" เท่านั้น แสดงว่าความต้องการในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ยังคงอยู่ แต่การตัดสินใจซื้อจะมีความซับซ้อน และใช้เกณฑ์ในการเลือกมากขึ้น

พฤติกรรมการซื้อตามประเภทโครงการ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีกลุ่มผู้สนใจซื้อ "บ้านเดี่ยว" เป็นกลุ่มใหญ่ ตามมาด้วย คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม โดยงบประมาณในการซื้อส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับกลางถึงล่าง โดยตลาดที่อยู่อาศัยราคาสูงกว่า 20 ล้านบาทยังคงมีสัดส่วนเพียง 1% เช่นเดิม

ที่น่าสนใจคือในปีนี้ "ทาวน์โฮม" มีความสนใจที่จะซื้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาด Middle-to-Lowเริ่มมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือมองหาขนาดพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยส่วนตัวได้ดีกว่าคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่ความกังวลในการซื้ออสังหาริมทรัพย์เริ่มเจือจางลง

ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ ที่กลับมามีความเข้มข้นขึ้น ดังนี้ 1.ระบบความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ (Security System) และการอยู่ในสังคมที่ดี (Good Community) 2.ราคาที่ดี (Best Price) 3.ความใกล้ชิดกับระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) ซึ่งเคยหายไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง

อินไซต์เฉพาะกลุ่มตามประเภทโครงการ

  • บ้านเดี่ยว:ผู้ซื้อเน้นที่วัสดุที่มีคุณภาพ และให้ความสำคัญกับการติดตามข้อมูลโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงบ้าน สะท้อนความต้องการในการใช้ชีวิตระยะยาว และการปรับพื้นที่ให้เข้ากับความต้องการส่วนตัว
  • คอนโดมิเนียม:ชื่อเสียงของแบรนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้บริโภคเชื่อว่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้การขายต่อ หรือปล่อยเช่าเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ผู้ซื้อกลุ่มนี้ยังสนใจเนื้อหาเกี่ยวกับ Technology และ Electronics
  • ทาวน์โฮม:ความต้องการที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือ ผู้ซื้อไม่ได้มองทาวน์โฮมเพื่อการทำธุรกิจเหมือนในอดีต แต่กำลังมองหาพื้นที่ใช้งานได้มากขึ้น เพื่อการอยู่อาศัยเป็นส่วนตัว แต่ไม่ต้องการภาระในการดูแลอาคารขนาดใหญ่แบบบ้านเดี่ยว ที่สำคัญคือพวกเขามองหา Health and Wellness และ Life Service ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านจากที่อยู่อาศัยเพื่อการค้า ไปสู่ที่อยู่อาศัยที่เน้นสุขภาวะ

เข้าใจการใช้เงินของผู้บริโภค ผ่าน 6 กลุ่ม Financial Lifestyle

นอกจากนี้จากการสำรวจยังแบ่งกลุ่มผู้บริโภคตามพฤติกรรมการใช้เงิน ทำให้เห็นความแตกต่างของความต้องการอย่างชัดเจน โดย 6 กลุ่มหลักที่น่าสนใจมีดังนี้:

FIRE (Financial Free)ใกล้เกษียณ, ไม่มีภาระการเงิน, มีเงินเก็บ สนใจบ้านเดี่ยวราคาที่ดูแลจัดการได้ (Afford), ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Finance & Education

YOLO (You Only Live Once) Enjoy Life กับตัวเอง, เน้นความสะดวกสบาย สนใจที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท (ซื้อ/เช่า), ใส่ใจเรื่องตัวเองเป็นหลัก ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Travel, Politics & Socities

DINK (Double Income No Kid)คู่รัก/LGBT ที่มีรายได้สูง, ไม่มีภาระบุตร สนใจ Neighbourhood ที่ดี, ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Travel, Sport, Outdoor Activity

PANK (Professional Aunt, No Kids) ใช้เงินเพื่อตัวเอง/หลาน, งบประมาณสูง มีพฤติกรรมที่มีงบประมาณไม่จำกัด, เน้นภาพลักษณ์ และการใช้จ่าย ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Health & Wellness, Beauty & Personal Care

Pet Parent (Pet Owner No Kid) โฟกัสสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก ต้องการ Space สำหรับสัตว์เลี้ยง, เน้นการอยู่อาศัยแบบส่วนตัว ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Pets, Life Services

WOOF (Well Off Older Folk)เป็นกลุ่มที่มีเงินเยอะสุด, Well-Educated, มี Aging Society อยู่ร่วมด้วย สนใจ Universal Design, ใกล้โรงพยาบาล, Tech, After-Sales Service ติดตามข้อมูลข่าวสารประเภท Finance & Tech

เมื่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับสุขภาวะใจ

แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นในการซื้ออสังหาริมทรัพย์จะยังคงอยู่ในระดับความเชื่อมั่นที่ดี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมายังถือว่าต่ำลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาสถานการณ์ในช่วงครึ่งปี ดัชนีมีการปรับตัวดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงความหวังต่อสถานการณ์ในปีหน้า

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่างมุมมองต่อ "เศรษฐกิจส่วนตัว" ที่ผู้บริโภคมองว่าใจฟูกับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมองว่าไม่ดี ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันในเชิงจิตวิทยา แต่ก็สะท้อนความเป็นจริงที่ว่าผู้บริโภคพร้อมที่จะใช้จ่าย แต่ยังมีความกังวลต่อภาพรวมของประเทศ

"เราค้นพบว่า สุขภาวะทางจิตที่ดี (Wellbeing Index) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ คนที่มี Wellbeing Index สูงกว่าจะมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายมากกว่าคนที่ต่ำกว่า ดังนั้นถ้าเราต้องการให้ลูกบ้านมาซื้อของของเรา เราต้องสร้าง Wellbeing ให้กับเขา ทำให้เขารู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ก่อน แล้วเขาจะกล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าของเรา หรือควักเงินออกจากกระเป๋านั่นเอง"

แพลตฟอร์มเดียวกัน แต่พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ต่างกัน

นอกจากนี้เมื่อมีการวิเคราะห์พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียของคนไทยทั้ง 4 เจเนอเรชั่น พบว่าแม้จะอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่สิ่งที่แต่ละวัยติดตามและให้ความสนใจนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ Baby Boomers และ Gen X เน้นหนัก "สุขภาพ" เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งอายุมากขึ้น ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพยิ่งเพิ่มสูงขึ้น Gen Y เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เรื่องท่องเที่ยวสูงที่สุด 51% รองลงมาคืออาหารและเครื่องดื่ม 49% ซึ่งสูงกว่าทุกเจเนอเรชั่น Gen Z ให้ความสนใจกับคอนเทนต์เรื่องสัตว์เลี้ยง 23% สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ตามมาด้วยการศึกษา 24% และเกม 15% ซึ่งทั้งสามหัวข้อนี้ Gen Z ครองอันดับหนึ่งทุกรายการ

Wellness Vs Hospitality ความสำคัญที่เหนือกว่า

คำถามที่ถูกถามขึ้นเพื่อวัดความสำคัญระหว่างสุขภาวะกับบริการ คือ "Wellness" กับ "Hospitality" ปรากฏว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "Wellness" สูงกว่า "Hospitality" อย่างชัดเจน ซึ่งประกอบไปด้วย

  • Quality of Life: บริการด้านความปลอดภัยและฉุกเฉิน (Emergency System)
  • พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่
  • เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย
  • และอื่นๆ ตามลำดับ

แม้ว่าผู้บริโภคจะยังต้องการ Hospitality Service (เช่น Room Service, Concierge, บริการดูแลที่อยู่อาศัย) ที่เทียบเท่าโรงแรม แต่ความคาดหวังที่พวกเขาได้รับจากดีเวลลอปเปอร์ ยังไม่ถึงระดับความคาดหวังที่ตั้งไว้ นี่คือช่องว่างหรือโอกาสที่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาหรือทำให้ดีขึ้น(Room for Improvement)

  • บ้านเดี่ยว:ต้องการ Premium and Respectful Service (บริการที่ให้เกียรติและมีระดับ) โดยลูกค้ามองว่า บริการที่เหนือระดับควรจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การนัดชมโครงการด้วยบริการรถรับ-ส่ง การต้อนรับด้วยเครื่องดื่มและอาหารว่างคัดสรรเป็นอย่างดี และมีความเชื่อว่า "Service quality = home quality" คุณภาพการบริการสะท้อนถึงคุณภาพของบ้าน
  • ทาวน์โฮม: ต้องการบริการที่จริงใจ เปิดเผย เข้าถึงได้ ไม่จำเป็นต้องหรูหราเกินไป “ความจริงใจและข้อมูลที่ชัดเจน” ต้องการให้เซลล์บอกข้อมูลที่สำคัญอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นจุดดีจุดด้อยของโครงการ โดยคิดว่า "Sincerity over luxury" ความจริงใจมีค่ามากกว่าความหรูหรา
  • คอนโดมิเนียม:ต้องการรวดเร็ว ทันใจ เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ต้องการความเป็นมืออาชีพและความสะดวกสบาย เน้น "Professionalism & Convenience" ต้องการทีมขายที่มีความพร้อมให้บริการทันทีเมื่อลูกค้ามาชมโครงการ ให้ข้อมูลครบถ้วน แนะนำโปรโมชั่น - การผ่อนชำระ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "Professional, no pressure" มีความเป็นมืออาชีพ ไม่เร่งการขาย ไม่กดดันให้จอง

ความต้องการที่เป็นรูปธรรมของ Wellness at Home

ทั้งนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่พื้นที่ออกกำลังกาย แต่ต้องการ "Meaningful Wellness at Home" ที่เป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน สามารถแบ่งระดับได้ดังนี้

มิติ Wellness ระดับ Physical: บ้านเดี่ยวต้องการ Universal Design, สุขภาพโดยรวม, ทาวน์โฮมต้องการ Fitness และ Spa, คอนโดมิเนียม ต้องการ Universal Design, Health-Tech

มิติ Wellness ระดับ Mental: บ้านเดี่ยวต้องการ Private Corner สำหรับ Re-Charge/Retreat, ทาวน์โฮมต้องการ Friendly Neighbor (การจัดการเพื่อนบ้านที่ดี), คอนโดมิเนียม ต้องการ Family Connection ผ่านพื้นที่ส่วนตัวหรือโทรศัพท์ หรือพื้นที่สำหรับรองรับครอบครัวเพิ่มเติม

มิติ Wellness ระดับ Spiritual: บ้านเดี่ยวต้องการ Private Garden พื้นที่สีเขียวที่สมบูรณ์, ทาวน์โฮมต้องการ บริเวณจัดกิจกรรมกลุ่มเล็ก/ทำสมาธิ, คอนโดมิเนียม ต้องการห้องที่มีวิวดี/เพิ่มความเป็นส่วนตัว หรือวิวที่มอบพลังในการส่งเสริมจิตวิญญาณได้

4 มนุษย์เวลเนส แบ่งตามไลฟ์สไตล์ & แนวทางการดูแลตนเอง

จากการศึกษาสามารถแบ่งพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ออกเป็น 4 กลุ่มตามแนวทางการดูแลตนเองและไลฟ์สไตล์ สะท้อนถึงความต้องการและความคาดหวังต่อที่อยู่อาศัยและบริการในปัจจุบัน ได้แก่

1.THE BALANCED SOCIALIZER (ร้อยละ 34%)กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาความสมดุลระหว่างสุขภาพและชีวิตสังคม แม้จะดูแลสุขภาพพื้นฐาน แต่ไม่ละเลยการสังสรรค์และสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ชื่นชอบการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และการพบปะผู้คน ที่อยู่อาศัยที่มองหาจึงต้องมีบริการที่อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดเวลา รวมถึงบริการสุขภาพและความงาม

2.THE ASPIRING SELF-IMPROVER (ร้อยละ 34%)เป็นกลุ่มที่มีแนวทางการดูแลสุขภาพเป็นของตัวเอง เลือกทำเฉพาะกิจกรรมที่ตรงกับความสนใจจริงๆ ให้ความสำคัญกับการนอนหลับและการพักผ่อนกับธรรมชาติ แต่ไม่ต้องการกิจกรรมที่ต้องพบปะสังคม ที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มนี้ต้องการบริการที่มากกว่า service ทั่วไป เช่น บริการ Room Service หรือบริการ Conceirge และบริการที่เกี่ยวกับความปลอดภัย

3.THE CASUAL EXPLORER (ร้อยละ 24%)เป็นกลุ่มครอบครัวที่สนใจสุขภาพ แต่มีอุปสรรคยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้เต็มที่ ด้วยภาระหน้าที่การงานและครอบครัว จึงเน้นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง สวดมนต์ ทำให้ต้องการบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย เช่น บริการรถรับ-ส่งไปโรงพยาบาล

4.THE HOLISTIC WELLNESS (ร้อยละ 14%) กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน ทั้งกาย ใจ และสังคม มีวินัยในการนอนหลับ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ ชื่นชอบการใกล้ชิดธรรมชาติ และให้ความสำคัญกับการเยียวยาจิตใจผ่านกิจกรรมกลางแจ้ง ที่อยู่อาศัยในอุดมคติจึงต้องมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ พร้อมบริการดูแลสุขภาพครบวงจร และระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน

The Wellness Blueprint กลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน

ข้อมูลเชิงลึกจากงานสัมมนา TERRAHINT BRAND SERIES 2025 ได้นำเสนอ “พิมพ์เขียว” ที่ชัดเจนให้แก่ผู้ประกอบการ นักการตลาด และนักลงทุนในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคนี้ไม่ได้มาจากการแข่งขันด้านราคาหรือทำเลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวาง "Wellness" เป็นศูนย์กลางของทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสื่อสารแบรนด์ ไปจนถึงการบริการหลังการขาย

ก้าวที่ 1: การเปลี่ยน Mindset จาก Selling House สู่ Selling Quality Livingสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองของผู้ประกอบการจากการ "ขายบ้าน" ไปสู่การ "ขายคุณภาพชีวิต" ผู้บริโภคยุคใหม่มีความรู้เรื่อง Wellness และมีความคาดหวังสูงขึ้น พวกเขาไม่ได้มองหาแค่สระว่ายน้ำหรือฟิตเนส แต่ต้องการความปลอดภัยและระบบฉุกเฉิน (Emergency System) ที่ตอบสนองรวดเร็วภายใน 4 นาที ซึ่งสะท้อนความใส่ใจในชีวิตอย่างแท้จริง, Universal Design เพื่อรองรับการใช้ชีวิตในระยะยาว (Aging Society), พื้นที่สีเขียวที่สมบูรณ์ (Private Garden) ที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจและสร้าง Spiritual Wellness

ก้าวที่ 2: การปรับกลยุทธ์ตาม Generation และ Segmentation ได้แก่

  • Baby Boomer: เน้นกลยุทธ์ Healthcare & Wellbeing แบบองค์รวม (Holistic) ตั้งแต่สุขกาย สุขใจ จนถึงจิตวิญญาณ
  • Generation X: เน้นกลยุทธ์ Family-Centered ให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวทั้งบนและล่าง (Sandwich Generation)
  • Generation Y: เน้นกลยุทธ์ Individualized/Personalized เพราะเป็นกลุ่มที่มีบุคลิกภาพ (Personality) หลากหลาย และต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของพวกเขาได้

ก้าวที่ 3: การยกระดับ Functional & Trust ด้วยบริการหลังการขายแม้ว่าแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์จะได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือสูง แต่คะแนนรวมของอุตสาหกรรมในส่วน "บริการหลังการขายที่ดี" ยังต่ำกว่าความคาดหวังของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือจุดที่สามารถสร้างความแตกต่างและสร้าง Brand Royalty ได้อย่างแท้จริง การลงทุนในระบบ After-Sales Service ที่รวดเร็ว จริงใจ และมีความรับผิดชอบ แบบ Hospitality Service อย่างสมบูรณ์แบบ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผู้ซื้อให้กลายเป็น Brand Advocate ที่พร้อมจะแนะนำโครงการของเราต่อไป

"ความท้าทายของเราในวันนี้ คือ การทำให้ความคาดหวังของผู้บริโภคมาบรรจบกับสิ่งที่ดีเวลลอปเปอร์มอบให้ ในบริบทของ Wellness ลูกค้าไม่ได้กลัวที่จะซื้อบ้าน แต่ 'กลัวคุณอยู่' กลัวว่าสิ่งที่เห็นจะไม่เป็นไปตามที่หวัง สิ่งที่เราต้องทำคือการเติมเต็มความมั่นใจในทุกมิติของสุขภาวะและความน่าเชื่อถือ"

โดยสรุปแล้ว The Wellness Blueprint ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นรากฐานที่ถาวร การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิต กับ ความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อผู้บริโภครู้สึกปลอดภัย มั่นคง และมีสุขภาวะที่ดี พวกเขาจะเชื่อมั่นในแบรนด์ และพร้อมที่จะลงทุนในอนาคตกับแบรนด์ที่ออกแบบไว้เพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...