โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

ลูกชอบอวด: 5 วิธีสอนลูกให้ไม่กลายเป็นเด็กขี้อวด

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2568 เวลา 00.14 น. • Features

เด็กแต่ละคนย่อมเกิดและเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่าง ตอนลูกยังเล็ก สังคมของลูกมีแต่ครอบครัวของตัวเอง จึงไม่แปลกที่ลูกจะเข้าใจว่า ครอบครัวอื่นก็คงมีอะไรเหมือนๆ กัน แต่เมื่อลูกถึงวัยที่ต้องไปโรงเรียน ได้เจอสังคมและเพื่อนใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่าลูกเริ่มรู้จักเปรียบเทียบ และพูดจาโอ้อวดเรื่องของตัวเองมากขึ้นในช่วงวัยเด็ก การพูดจาโอ้อวดถึงครอบครัว สิ่งของ หรือความสามารถของตัวเอง อาจเกิดขึ้นจากความต้องการให้คนรอบตัวเห็นคุณค่า อยากได้การยอมรับว่าตัวเองเก่งพอและมีความหมาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรเข้าใจเหตุที่ทำให้ ลูกชอบอวด และมีวิธีการตอบสนองที่ไม่ส่งเสริมพฤติกรรมชอบอวดแต่ก็ไม่บั่นทอนความมั่นใจของลูกมากเกินไปนักจิตวิทยาหลายคนอธิบายเหตุผลที่ ลูกชอบอวด ว่าการอวดเป็นวิธีที่เด็กใช้เพื่อสร้างความมั่นใจหรือยืนยันสถานะในกลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปในเด็กที่กำลังเรียนรู้เรื่องมิตรภาพ การแข่งขัน และการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นแต่จะดีกว่าไหม หากคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเองโดยไม่ต้องใช้วิธีโอ้อวดให้คนอื่นยอมรับ เราจึงรวบรวมเทคนิคการสอนและรับมือเมื่อลูกส่งสัญญาณการเป็นเด็กชอบอวด เพื่อไม่ให้ติดเป็นนิสัยจนส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบตัวในระยะยาวมาฝากค่ะ1. เป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นมากกว่าคำพูด คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกให้ไม่เป็นคนขี้อวดได้โดยการเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น เมื่อลูกเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่แสดงความถ่อมตัวและยอมรับในตัวตนของตัวเองโดยไม่ต้องอวดหรือเปรียบเทียบกับใคร ก็จะช่วยให้ลูกซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ลูกไม่เรียกร้องความสนใจ2. ชื่นชมความพยายามมากกว่าผลลัพธ์

การชื่นชมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับลูกได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรเน้นการชื่นชมความพยายามและความตั้งใจแทนการชมผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว เช่น หากลูกวาดรูปหรือทำงานประดิษฐ์ คุณพ่อคุณแม่สามารถบอกว่าดีใจที่ลูกตั้งใจทำสิ่งนี้ หรือสังเกตเห็นว่าลูกอดทนทำงานจนเสร็จ ซึ่งคำชมเหล่านี้ทำให้ลูกมองเห็นคุณค่าของความพยายามของตัวเองในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าต้องเด่นหรือพิเศษกว่าคนอื่น3. ชวนให้ลูกมองความรู้สึกของคนอื่น

คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกสังเกตว่าเวลามีเพื่อนมาพูดอวดเรื่องของตัวเองมากเกินไปๆ เช่น “ถ้าเพื่อนเอาของเล่นใหม่มาอวดบ่อยๆ ลูกจะรู้สึกอย่างไร” ในทางกลับกัน หากลูกพูดถึงสิ่งที่ตัวเองมีกับคนที่ไม่มีเหมือนลูกหรือไม่ได้สนใจสิ่งนั้นเหมือนลูก เขาย่อมรู้สึกเช่นเดียวกัน หากลูกทำแบบนั้นบ่อยๆ ก็จะทำให้เพื่อนไม่ชอบและไม่อยากคุยกับลูกได้ วิธีนี้จะช่วยสร้างทักษะความเข้าใจจิตใจผู้อื่น (empathy) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดพฤติกรรมชอบพูดอวดของลูกได้เป็นอย่างดี4. ฝึกให้เห็นคุณค่าของผู้อื่น

คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกให้รู้จักชื่นชมผู้อื่นและเห็นคุณค่าของเพื่อนร่วมห้อง การยอมรับความสามารถของคนอื่นช่วยให้ลูกไม่คิดว่าต้องเด่นกว่าคนอื่นเพื่อเป็นที่รักตัวอย่างเช่น หลังจากทำงานกลุ่มที่โรงเรียนหรือเล่นกับเพื่อน คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกพูดคุยถึงความช่วยเหลือของเพื่อนว่า เพื่อนช่วยอะไรได้บ้าง และลูกอยากชื่นชมเพื่อนตรงไหน การฝึกแบบนี้ช่วยให้ลูกเข้าใจว่าความสำเร็จและความสามารถของตัวเองไม่จำเป็นต้องอยู่เหนือคนอื่น และการเป็นเพื่อนที่ดีคือการเห็นคุณค่าและช่วยเหลือซึ่งกันและกันนอกจากนี้ การฝึกให้ลูกแสดงความขอบคุณต่อคนรอบข้าง เช่น ขอบคุณเพื่อนที่ช่วยทำงานกลุ่ม หรือขอบคุณพี่น้องที่ช่วยเก็บของ จะช่วยปลูกฝังนิสัยถ่อมตัวและเห็นคุณค่าของผู้อื่นอย่างเป็นธรรมชาติ5. สอนให้ลูกรู้สึกภูมิใจในตัวเอง

สุดท้าย คุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการช่วยลูกเรียนรู้ว่าความภูมิใจในตัวเองโดยไม่ต้องใช้สิ่งของหรือปัจจัยภายนอก เช่น การสอนลูกเข้าใจคุณค่าของการเป็นคนมีน้ำใจ การภูมิใจในความตั้งใจของตัวเอง โดยไม่ต้องพูดอวดหรือทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี จะช่วยให้ลูกเติบโตเป็นเด็กมั่นใจ มีน้ำใจ และเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของคนอื่นไปพร้อมกันอ้างอิงtodaysparentcommunity.thriveglobalอ่านบทความ: 4 เหตุผลที่ทำให้ลูกเป็นเด็กขี้โม้และโอ้อวด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...