"กกต."เตือน "ผู้สมัคร -พรรค -องค์กร -ประชาชน" แสดงความเห็นเกี่ยวกับประชามติร่างรธน.ได้แต่ห้ามให้ข้อมูลเท็จ
">
วันที่ 12 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารแจ้งเตือนในการรณรงค์และข้อห้ามการออกเสียงประชามติ สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคการเมือง ประชาชน องค์กรเอกชนและกลุ่มต่างๆที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติในหัวข้อเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หลังจากสำนักงานฯ ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะต้องจัดทำประชามติ พ.ศ. 2568 โดยเน้นย้ำว่าผู้สมัคร สส. พรรคการเมือง ประชาชน องค์กรเอกชนและกลุ่มต่างๆในสังคม ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติได้โดยเสรีเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 แต่ต้องพึงระวังไม่ให้ฝ่าฝืนมาตรา 77 ,78,79 และ 80 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ทัังนี้ในส่วนของผู้สมัครและพรรคการเมือง ไม่มีกฎหมายกำหนดในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรณรงค์การออกเสียงประชามติ
สำหรับการแสดงความคิดเห็นสำนักงาน กกต.จะเป็นผู้จัดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและรอบด้านอย่างเท่าเทียมกันทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ โดยผู้ประสงค์ที่จะไปแสดงความคิดเห็นจะต้องลงทะเบียนต่อเลขา กกต.หรือสำนักงาน กกต.จังหวัด
โดยกกต.จะเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 14 - 16 ม.ค.2569 ผ่าน google form และจะจัดให้มีการประชุมผู้ที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นเพื่อเลือกตัวแทนในการแสดงความคิดเห็นผ่านทางระบบ zoom cloud meeting ในวันที่ 22 ม.ค.2569 ก่อนที่วันที่ 25 ม.ค. 2569 จะมีการบันทึกเทปการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีการจัดทำประชามติและนำไปเผยแพร่ในวันที่ในวันที่ 28 ม.ค.- 6 ก.พ. 2569 ทางสถานีโทรทัศน์กระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์รวมทั้งช่องทางออนไลน์ต่างๆ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นจะต้องไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ไม่รุนแรงก้าวร้าว หยาบคายหรือปลุกระดม หรือขัดต่อกฎหมายอื่นและเป็นการโต้เถียงกันไปมา
ขณะเดียวกันก็ต้องไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 77,79,79 และ 80 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2564 ที่ระบุข้อห้าม ห้ามให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หลอกลวง ขู่เข็ญ เพื่อจูงใจให้ไปออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปี
ห้ามเล่นพนันขันต่อเกี่ยวกับผลประชามติ ห้ามให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยว หรือเรียกรับเงิน ผลประโยชน์เพื่อไม่ไปใช้สิทธิหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปี
ห้ามจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิออกเสียงไปสถานที่ออกเสียงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
รวมถึงห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วง 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงสิ้นสุดเวลาออกเสียงในวันออกเสียง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ