โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 ปัจจัยผลักดันการเติบโตของเวียดนาม ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19

The Momentum

อัพเดต 02 ก.พ. 2564 เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 06.46 น. • รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

In focus

  • สำนักสถิติแห่งชาติของเวียดนามแถลงการณ์ตัวเลขจีดีพีของปีที่ผ่านมาว่า ‘ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี’ คือเติบโตเพียง 2.91% เท่านั้น สวนทางกับประเทศส่วนใหญ่ของโลกที่ต่างเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ส่วนในปีนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามก็ยิ่งดูสดใสโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตในช่วง 6.8-7.0%
  • ปัจจัยแรกที่ทำให้เวียดนามเติบโตต่อเนื่องคือการย้ายฐานการผลิตของบริษัทหลายแห่ง เนื่องด้วยสงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ใหญ่ จีน-สหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายกำแพงภาษีที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างสองประเทศ
  • ปัจจัยที่สองคือความสำเร็จในการจำกัดการระบาดของโควิด-19 แม้โครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขของเวียดนามจะไม่สามารถเทียบชั้นกับประเทศร่ำรวยได้ แต่รัฐบาลเวียดนามเลือกใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ทำให้ตัวเลขล่าสุดของผู้ติดเชื้อในเวียดนามมีจำนวนเพียง 1,500 คน และมีผู้เสียชีวิตรวม 35 คน นับว่าน้อยอย่างยิ่งหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย
  • ปัจจัยสุดท้ายคือการเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ เวียดนามมีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศคิดเป็นราว 2 เท่าของจีดีพีและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญคือข้อตกลงการค้าเสรีทั้งทวิภาคีและพหุภาคีจำนวนมากที่เวียดนามลงนามไว้ เช่น ข้อตกลงเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เวียดนาม (EVFTA) และข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP)

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) ประมาณการว่าเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี  2563 เข้าสู่ภาวะถดถอยโดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย -4.4% โดยมีฟิลิปปินส์ครองแชมป์หดตัวสูงสุดถึง -8.5% รองลงมาคือไทย (-7.8%) สิงคโปร์ (-6.2%) และมาเลเซีย (-6.0%) ขณะที่บางประเทศนั้นยังคงการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ทั้งที่เผชิญคลื่นลมการระบาดของโควิด-19 โดยหนึ่งในนั้นคือเวียดนามที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.3%

อย่างไรก็ดี ตัวเลขประมาณการการเติบโตของเวียดนามโดยธนาคารพัฒนาเอเชียนับว่าเป็นการมองโลกในแง่ร้าย เพราะล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสำนักสถิติแห่งชาติของเวียดนามได้ออกแถลงการณ์ตัวเลขจีดีพีของปีที่ผ่านมาว่า ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี คือเติบโตเพียง 2.91% เท่านั้น

ส่วนในปีนี้ธนาคารพัฒนาเอเชีย ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตในช่วง 6.8-7.0% ส่วนประเทศไทยยังคงฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าโดยคาดว่าจะกลับมาเติบโตที่ราว 2.7-4.0% ชวนให้ฉงนสงสัยว่าอะไรคือเคล็ดลับของเวียดนามที่สามารถผ่านพ้นวิกฤติได้โดยไม่เจ็บหนักเหมือนกับประเทศอื่น

บทความนี้จะชวนทำความเข้าใจ 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเป็นประเทศทางเลือกสำหรับย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีน นโยบายจำกัดการระบาดที่รวดเร็วและเข้มงวด รวมถึงปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นจากสารพัดข้อตกลงเขตการค้าเสรี พร้อมชวนมองถึงศักยภาพการเติบโตของเวียดนามในอนาคต

ผู้ชนะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศสงครามการค้ากับประเทศจีนตั้งแต่เมื่อราว 2 ปีก่อน ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องกำแพงภาษีที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างสองประเทศ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยฉวยใช้โอกาสทางธุรกิจจากค่าแรงราคาถูกในประเทศจีน จึงจำต้องวางแผนห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดยทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือประเทศเวียดนาม

ความโดดเด่นของเวียดนาม คือค่าแรงราคาถูกกว่าประเทศจีนราวครึ่งหนึ่ง รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าประเทศอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เนื่องจากได้รับการอุดหนุนโดยรัฐ เวียดนามยังเป็นแหล่งแรงงานอันดับต้นๆ ของภูมิภาค โดยมีชายหญิงที่พร้อมจะทำงาน หรือภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่าผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน (Labor Force) สูงถึง 57.3 ล้านคนขณะที่ประเทศไทยมี 39 ล้านคน นอกจากนี้ เงินสกุลดงของเวียดนามยังถือว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพ

เวียดนามจึงเป็นปลายทางแห่งใหม่ของนักลงทุนซึ่งจำนวนไม่น้อยก็มาจากประเทศจีนเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากกำแพงภาษี โดยมีตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์ดังอย่างไอโฟนและนินเทนโดสวิตช์ที่บริษัทต้องการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานโดยย้ายการผลิตบางส่วนมายังเวียดนาม

การโยกย้ายดังกล่าวย่อมทำให้เวียดนามกลายเป็นเป้าโจมตีใหม่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะคู่ค้าที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเสียดุลการค้า อย่างไรก็ดีเวียดนามก็พยายามเอาอกเอาใจเต็มที่โดยเซ็นสัญญากับบริษัทสัญชาติอเมริกันอย่างโบอิ้งและเจเนอรัลอิเล็กทริกมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ฯอีกทั้งรัฐบาลยังออกมาประกาศว่ากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดภาวะเกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา เรียกได้ว่าทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โดนลูกหลงจากสงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ใหญ่

การคว้าชัยชนะของประธานาธิบดีไบเดนยิ่งสร้างประโยชน์ให้กับเวียดนาม เนื่องจากท่าทีที่นุ่มนวลต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแนวโน้มที่อาจกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ในลักษณะพหุภาคี ขณะที่จุดยืนของสหรัฐอเมริกาต่อจีนนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก (อ่านเพิ่มเติมได้ที่: อนาคตเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุค ‘ไบเดน’) ยิ่งส่งผลให้เวียดนาม ‘เนื้อหอม’ ในสายตานักลงทุนมากยิ่งขึ้น

มาตรการจำกัดการระบาดที่ประสบความสำเร็จ

แม้ว่าระบบสาธารณสุขของเวียดนามจะพัฒนาขึ้นมากตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังนับว่ายังไม่เข้มแข็งนัก โดยเวียดนามมีจำนวนแพทย์ 8 คนต่อประชากร 10,000 คนเท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากหากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสเปนและอิตาลีที่มีสัดส่วนแพทย์สูงถึง 41 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ราว 23 คนต่อประชากร 10,000 คน

ความเปราะบางนี้เอง ที่อาจเป็นปัจจัยให้รัฐบาลดำเนินนโยบายช่วงแรกของการระบาดที่เข้มข้นจนประชาชนรู้สึกว่า ‘เกินกว่าเหตุ’ โดยงดเที่ยวบินจากประเทศจีนทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลังวันหยุดยาวช่วงตรุษจีน หรือกระทั่งการตัดสินใจล็อคดาวน์จังหวัดแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของกรุงฮานอยเป็นระยะเวลา 21 วันเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากพบความเสี่ยงว่ามีแรงงานเดินทางกลับมาจากอู่ฮั่น ซึ่งในขณะนั้นพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเวียดนามเพียง 10 ราย

นอกจากนี้ เวียดนามยังมีมาตรการกักตัวที่เคร่งครัด โดยช่วงต้นเดือนเมษายนปีที่ผ่านมามีการกักตัวประชากรกลุ่มเสี่ยงเป็นจำนวนสูงถึง 85,295 รายทั่วประเทศรวมถึงการตรวจเชื้อเชิงรุกในระดับที่มีผู้เทียบเคียงกับการตรวจหาเชื้อของเกาหลีใต้ แม้เวียดนามจะพบผู้ติดเชื้อเลขตัวเดียวมาร่วมหนึ่งเดือน แต่มาตรการการเฝ้าระวังก็ยังเข้มข้น เช่น การตรวจเชื้อโควิด-19 ให้กับผู้เกี่ยวข้องกับการประชุมสภากว่า 10,000 คนก่อนการเปิดประชุมสภาเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ตัวเลขล่าสุดของผู้ติดเชื้อในเวียดนามมีจำนวนเพียง 1,500 คน และมีผู้เสียชีวิตรวม 35 คน นับว่าน้อยอย่างยิ่งหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เรียกเสียงชื่นชมจากทั้งองค์การอนามัยโลกและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าเวียดนามเป็นกรณีศึกษาในการรับมือโรคระบาดที่ประสบความสำเร็จของกลุ่มประเทศผู้มีรายได้ต่ำ

เปิดประตูต้อนรับนักลงทุน เอื้อการค้าระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจเวียดนามเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างเข้มข้น โดยมีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศคิดเป็นราว 2 เท่าของจีดีพีและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติที่ยังไม่มีแนวโน้มชะลอตัวลงแม้จะเผชิญการระบาดของโควิด-19 โดยเวียดนามอ้าแขนรับการลงทุนเหล่านั้นพร้อมเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองหุ้นในบริษัทมหาชนได้โดยไม่มีเพดานจำกัด

รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชียระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังการระบาดของโควิด-19 คือข้อตกลงการค้าเสรีทั้งทวิภาคีและพหุภาคีจำนวนมากที่เวียดนามลงนามไว้ เช่น ข้อตกลงเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เวียดนาม (EVFTA) ที่ คณะกรรมการสหภาพยุโรประบุว่าเป็นข้อตกลงที่ ‘ทะเยอทะยาน’ ที่สุดที่เคยตกลงกับประเทศกำลังพัฒนาโดยจะลบกำแพงภาษีระหว่างคู่สัญญาสูงถึง 99% และข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ที่เป็นข้อตกลงการค้าระหว่างแคนาดาและกลุ่มประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก

โอกาสของเวียดนามในอนาคต

เวียดนามกระโดดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวทีการค้าโลกอย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนผ่านจากการส่งออกสินค้าเกษตร สู่อุตสาหกรรมเบาและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันสามารถกล่าวได้ว่าเป็น ‘ฮับ’ ของอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 34.4% ของสินค้าส่งออกทั้งหมดในเวียดนาม

กลยุทธ์ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของเวียดนามคือการจับกระแสเศรษฐกิจดิจิทัล ผลักดันให้เกิดธุรกิจไอซีทีทั้งภายในประเทศและจากเงินลงทุนต่างชาติ ในปี 2562 เวียดนามมีบริษัทในอุตสาหกรรมไอซีทีถึง 38,861 แห่งและมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มอี-คอมเมิร์ซและฟินเทค ส่วนรัฐบาลเองก็ออกแบบนโยบายและกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการพัฒนาดังกล่าว

รายงานดัชนีนวัตกรรมโลก 2562 ระบุว่าเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 42 จาก 129 ประเทศแม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลาง-ต่ำ ในขณะที่ไทยซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-สูงกลับได้อันดับที่ 43 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและอุตสาหกรรมไอซีที

ในแง่ของทรัพยากรมนุษย์ เวียดนามมีประชากรทั้งสิ้น 97 ล้านคนในปี 2561 โดยประชากรที่อายุต่ำกว่า 35 ปีมีสัดส่วนสูงถึง 70%  เวียดนามยังอยู่ในอันดับสองของดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) เป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์ในกลุ่มอาเซียน อีกทั้งยังมีคะแนนสอบตามโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ในระดับที่เทียบเท่ากับกลุ่มประเทศโออีซีดี

กราฟแสดงจีดีพีต่อหัวกับคะแนนสอบ PISA จะเห็นว่าประเทศเวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย แต่กลับมีคะแนนสอบ PISA ในระดับที่สูสีกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ ภาพจาก businessinsider.com

อนาคตของเศรษฐกิจเวียดนามนับว่าน่าจับตามองอย่างยิ่ง แม้การพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูงมากอาจส่งผลให้เวียดนามต้องเผชิญกับความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของประเทศคู่ค้า แต่ด้วยความที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เวียดนามจึงสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนแม้จะเจอกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และพร้อมจะทะยานขึ้นฟ้าอีกครั้งเมื่อทั่วโลกประสบความสำเร็จในการรับมือโรคระบาด

 

อ้างอิง

Vietnam is fighting Covid without pitting economic growth against public health

Coronavirus: How ‘overreaction’ made Vietnam a virus success

Asian Development Outlook (ADO) 2020 Update: Wellness in Worrying Times

Asian Development Outlook (ADO) 2020: What Drives Innovation in Asia?

From Containment to Recovery: Economic Update for East Asia and the Pacific, October 2020

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...