โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะ2คดีรถทัวร์ฉาว ทั้งลอยแพผู้โดยสาร ลักลอบขนของเถื่อน

Khaosod

อัพเดต 14 ม.ค. 2561 เวลา 18.10 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 17.05 น.

สดจากสนามข่าว

กฤษดา เอกวานิช สิทธิพงษ์ เจริญใจ เรื่อง/ภาพ

 

“การที่คนขับรถสาธารณะทิ้งผู้โดยสารกลางทาง ถือว่ามีความผิดตามพ.ร.บ. ขนส่ง เพราะรถโดยสารสาธารณะจะต้องส่งผู้โดยสารถึงปลายทางทุกคนอย่างปลอดภัย”

นายวรกิตติ ไชยชนะ หัวหน้าสำนักงานขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ยืนยันถึง พันธกิจที่ผูกมัดโชเฟอร์รถโดยสารสาธารณะไว้ นอกจากต้องมี “เซอร์วิสมายด์” หรือจิตใจรักในงานด้านบริการ

สาเหตุที่หัวหน้าขนส่งเกาะสมุยต้องออกมาย้ำเตือนเรื่องดังกล่าว เพราะเพิ่งเกิดเรื่องรถทัวร์ของบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. ทิ้งผู้โดยสารกลางทางจนเป็นข่าวโด่งดังใหญ่โต

เหตุการณ์ทิ้งผู้โดยสารกลางทางครั้งนี้เกิดขึ้นในค่ำวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่อรถโดยสารปรับอากาศ 999 เส้นทางกรุงเทพฯ-เกาะสมุย ปล่อยทิ้งครอบครัวพ่อแม่ลูก 4 ชีวิต ไว้ที่ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

หลังระหกระเหินเดินทางมาจนถึงเกาะสมุยได้ในค่ำอีกวันถัดมา นายวรกิตติ และ น.ส.พรพิมล กลิ่นหอม นายสถานีเดินรถสุราษฎร์ธานี ก็เชิญนายมงคล ทองโบราณ น.ส.ปภิสรา คำอยู่ สามีภรรยาที่ถูกลอยแพกลางทาง มาสอบถามข้อเท็จจริงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอเกาะสมุย

ค้นรถทัวร์ที่จอดทิ้งไว้

นายมงคลและน.ส.ปภิสราช่วยกันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า วันเกิดเหตุพากัน เดินทางไปยังเกาะสมุยเพื่อหางานทำ

แต่ลูกชายคนเล็กเพิ่งเดินทางไกลเป็น ครั้งแรกทำให้ร้องไห้เสียงดังนานประมาณ 30 นาที

ต่อมาพนักงานบริการได้มาบอกว่า เด็กส่งเสียงร้องรบกวน ผู้โดยสารและพนักงานขับรถคนที่สองที่กำลังนอนพักผ่อน เพื่อรอเปลี่ยนกะระหว่างทาง จึงบอกให้ครอบครัวทั้งหมดลงจากรถ โดยจะไปจอดในจุดที่สะดวก มีที่พัก และมีรถโดยสาร

แต่กลับไปจอดให้ลงในปั๊มน้ำมันใหญ่แห่งหนึ่ง ภายในปั๊มดังกล่าวมีบริการห้องพักจึงไปติดต่อขอเข้าพักในราคาคืนละ 500 บาท โดยทั้งคู่มีเงินติดตัวเพียง 600 บาทเท่านั้น

เมื่อจ่ายค่าห้องพักและซื้ออาหารให้ลูก รับประทานจึงเหลือเงินเพียง 25 บาทเท่านั้น จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติที่เกาะสมุยให้โอนเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังเกาะสมุย นับว่าเป็นคืนที่โหดร้ายมาก

นายมงคลกล่าวว่า รุ่งเช้าวันที่ 8 ม.ค.จึงพาลูกและภรรยาขึ้นรถไฟที่สถานีชะอำ จ.เพชรบุรี ลงที่สถานีพุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนจะมีญาติมารับลงเรือเฟอร์รี่ถึงเกาะสมุยเมื่อเวลา 21.00 น.วันเดียวกัน

อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เพราะยังมีอีกหลายครอบครัวที่เดินทางพร้อมกับเด็กตัวเล็กๆ เช่นเดียวกับครอบครัวตนเองเหมือนกัน

เพียงวันเดียวหลังทราบข่าว กรมการขนส่งฯ สั่งปรับพนักงานขับรถเป็นเงิน 5,000 บาท รวมทั้งสั่งพักใบอนุญาตขับรถเป็นเวลา 30 วัน พร้อมนำ เข้ารับการอบรมในเรื่องของการให้บริการ ทั้งคนขับรถและบริกรบนรถ

นอกจากนี้ ยังปรับ บขส.เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมกับ ถูกสั่งพักใช้รถเป็นระยะเวลา 15 วัน

วันที่ 9 ม.ค. ก็เกิดเรื่องทิ้งผู้โดยสารอีก แต่คราวนี้ถึงกับยกคัน เลยทีเดียว

ของเถื่อนซุกไว้เต็มคัน / ผู้โดยสารถูกลอยแพเต็มวัดที่ระนอง

เมื่อ ร.ต.ท.นพคุณ อินทร์ช่วย รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองระนอง รับแจ้งว่า รถบัสโดยสารไม่ประจำทางเช่าเหมาคัน ทิ้งผู้โดยสารจำนวนมากไว้ที่วัดสุวรรณคีรีวิหาร หรือวัดหน้าเมือง ต.เขานิเวศน์

จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พบกลุ่มผู้เสียหายที่ศาลาการเปรียญ 3 วัดสุวรรณคีรีวิหาร 47 คน โดยทั้งหมดเป็นชาว ต.ไทรโสภา อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี มาร่วมงานสวดพระอภิธรรมที่วัดดังกล่าว

สอบสวนทราบว่า หลังปล่อยผู้โดยสารลงที่วัดแล้วก็รีบขับรถออกไปทันที แต่หลังจากร่วมงานสวดศพและรับประทานอาหารเสร็จยังไม่เห็นวนกลับมารับ พยายามโทรศัพท์หาแต่ติดต่อไม่ได้

ต่อมาตำรวจสายตรวจพบรถทัวร์คันดังกล่าวจอดทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมันริมถนนเพชรเกษม ห่างจากวัดที่เกิดเหตุไม่ไกล โดยไม่พบตัวคนขับ

ในช่องเก็บสัมภาระใต้ท้องรถมีกระสอบสินค้าหนีภาษีเกือบ 20 กระสอบ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ประเภทอาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป นำเข้ามาจาก จ.เกาะสอง ประเทศเมียนมา

นายมงคล ทองโบราณ ผู้เสียหาย / รถคันที่ก่อเหตุ (คันซ้าย)

คาดคนขับอาศัยช่วงหลังส่งผู้โดยสารทั้งหมดลงที่วัดไปรับสินค้าหนีภาษีมา เพื่อส่งต่อให้ผู้รับปลายทาง แต่ไหวตัวทันว่าเจ้าหน้าที่รู้แกวจึงทิ้งรถหลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงอายัดรถและสินค้าหนีภาษีทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระนอง

เพื่อคุมตัวโชเฟอร์และบริษัททัวร์ต้นสังกัดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.ขนส่งฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...