โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘วิกฤตตุลาการ’ มหากาพย์แวดวง ‘ตาชั่ง’ หลัง ‘ประธานศาลฎีกา’ ถูกฟ้องครั้งที่สอง

TODAY

อัพเดต 05 ก.ค. 2564 เวลา 03.27 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 10.02 น. • workpointTODAY

น่าจะลากกันยาวและมีโอกาสเกิดประวัติศาสตร์วิกฤตตุลาการขึ้นอีกคราว….ระหว่างการฟ้องร้องในแวดวงตาชั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้บริหารองค์กร

เพราะเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา "นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์" อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค1 ปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค1 ยื่นสำนวนต่อศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ฟ้อง "นางเมทินี ชโลธร" ประธานศาลฎีกา ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง  ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 กรณีในการประชุมคณะกรรมการตุลาการ(ก.ต.)ครั้งที่ 14/2564 เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2564 โดยมีประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาเเละมีมติการประชุม

โดยที่ประชุมมีมติ 9:6 ไม่ให้พักราชการนายปรเมษฐ์  ระหว่างสอบสวน และทราบว่ายังไม่มีการสอบสวนใดๆเกิดขึ้นหลังสำนักงานศาลยุติธรรมมีคำสั่งที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนายปรเมษฐ์ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำ ที่อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค ต่อมาประธานศาลฎีกา มีคำสั่งให้นายปรเมษฐ์ ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามมติที่ประชุมก.ต. ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2564

ใจความของการฟ้องครั้งนี้(คดีที่สอง) ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2564 มีการประชุมคณะกรรมการศาลยุติธรรม(จำเลย นางเมทินี ) ในฐานะประธานศาลฎีกา โดยในการประชุมดังกล่าว มีมติรับพิจารณา เรื่องพักราชการโจทก์ (นายปรเมษฐ์) ในระหว่างการถูกสอบวินัยหรือไม่ ทั้งที่จำเลยทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง มิชอบและมีคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิชอบ  ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่จำเลยกลับเข้าร่วมประชุมและร่วมลงมติในเรื่องพักราชการโจทก์

การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่มิชอบ ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543  มาตรา 45 บัญญัติว่า  “ในการประชุม ก.ต.  กรรมการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องพิจารณาห้ามมิให้ผู้นั้นเข้าร่วมประชุมและลงมติในเรื่องนั้น”  การที่จำเลย เข้าร่วมประชุม ก.ต. และลงมติเป็นผลร้ายในเรื่องพิจารณาพักราชการโจทก์นั้น  เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ฝ่าฝืน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543  มาตรา 45 (ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจฟ้อง วันที่ 19 ก.ค.2564 )

นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค1

และเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.นายปรเมษฐ์ มอบหมายให้ทนายความ ยื่นฟ้องประธานศาลฎีกา , สำนักงานศาลยุติธรรม และกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-5 ต่อศาลปกครองกลาง เรื่อง ขอให้เพิกถอนและยกเลิกการดำเนินการสอบสวนและสรุปความเห็นการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น และขอให้ยกเลิกคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่องให้ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมช่วยราชการ และขอให้เพิกถอนและยกเลิกคำสั่ง เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นคดีที่สองในประวัติศาสตร์ซึ่งประธานศาลฎีกาคนปัจจุบันถูกผู้ใต้บังคับบัญชาระดับอธิบดียื่นฟ้อง เพราะ "คดีแรก" นั้นนายปรเมษฐ์ยื่นฟ้องประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่1 มิ.ย.2564 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ในฐานความผิด"ปฏิบัติหน้าที่และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 และ มาตรา 91 จากกรณีประธานศาลฎีกาได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 333/2564 วันที่ 25 มี.ค.2564 กรณีกล่าวหาว่านายปรเมษฐ์ลงไปแทรกแซงคดี และยังเคยไปยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการ(กมธ.)กฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนสภาผู้แทนราษฎรแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา4 และมาตรา188

โดยตอนหนึ่งของคำฟ้องในคดีแรกระบุว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น เป็นการกระทำปฏิบัติหน้าที่ในการดําเนินการสอบสวนพยานหลักฐานต่างๆ อย่างเร่งรีบรวบรัด ด่วนสรุปความเห็นเพียงไม่กี่วันทําการราชการหลังจากวันได้รับการแต่งตั้ง

หากโจทก์(นายปรเมษฐ์)เข้าชี้แจงและนําพยานหลักฐานต่างๆ เข้าสืบในข้อที่เป็นผลร้ายต่อโจทก์นั้นแล้ว ซึ่งเป็นพยานหลักฐานในประเด็นสําคัญโดยตรงในการที่โจทก์มีสิทธิชี้แจงและนําพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ในข้อที่เป็นผลร้ายนั้นตามสิทธิ์ของโจทก์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย และประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตลอดทั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 4

คำฟ้องระบุด้วยว่า จําเลยบังอาจกระทําความผิดกล่าวคือ สํานักงานศาลยุติธรรม โดยจําเลยประธานศาลฎีกา มีคําสั่งที่415/2564 ลงวันที่ 19 เม.ย. 2564 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ขณะดํารงตําแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค1ถูกกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรงนั้น การกระทําของจําเลยเป็นการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ จากการดําเนินการสอบสวนและนําสรุปความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ตามประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมและบทบัญญัติของกฎหมาย

ซึ่งในวันที่ 7 เม.ย. 2564 โจทก์รับทราบคําสั่งให้ไปช่วยราชการและวันที่ 8 เม.ย. 2564 โจทก์เดินทางไปช่วยราชการและรายงานตัวต่อประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 1 (วันที่ 9 เป็นวันศุกร์ วันที่ 10 - 11 เป็นวันเสาร์และอาทิตย์วันที่ 12 ถึง 15 เม.ย. 2564 เป็นวันหยุดราชการสงกรานต์ วันที่ 17-18 เม.ย. 2564 เป็นวันเสาร์และอาทิตย์ วันรุ่งขึ้น (วันจันทร์)คือวันที่ 19 เม.ย. 2564 ซึ่งเป็นวันเพิ่งเปิดทําการราชการหลังจากหยุดราชการมาหลายวัน จําเลย(ประธานศาลฎีกา) กระทําการด้วยความเร่งรีบ เร่งด่วน ซึ่งสํานักงานศาลยุติธรรมโดยจําเลยประธานศาลฎีกา มีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแก่โจทก์ ดังกล่าวทําให้เป็นที่น่าสงสัย เพราะมีเหตุผลใดต้องเร่งรีบเร่งด่วนเช่นนั้น

ทั้งที่จําเลยรู้ทราบดีว่าการดําเนินการสอบสวน และสรุปความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นโดยโจทก์ผู้ถูกร้องเรียนกล่าวหายังไม่ได้ชี้แจงและนําพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ในข้อที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์

การกระทําของจําเลย โดยนําสรุปความเห็นจากการดําเนินการสอบสวนและมีความเห็นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการดําเนินการสอบสวนที่กําหนดในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งโจทก์ก็มีหนังสือด่วนที่สุดขอความเป็นธรรมต่อจําเลยและคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในวันที่ 5 เม.ย. 2564 ปรากฏตามสําเนาหนังสือขอความเป็นธรรมจํานวน 4 ฉบับ

โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่มีกรณีไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด ตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นสรุปเสนอความเห็นแล้วสํานักงานศาลยุติธรรม โดยจําเลยประธานศาลฎีกามีคําสั่งให้โจทก์ไปช่วยทํางานชั่วคราวในตําแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ตามคําสั่งสํานักงานศาลยุติธรรมที่ 371/2564 และมีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ตามคําสั่งสํานักงานศาลยุติธรรมที่415/2564

พฤติการณ์การกระทําของจําเลยเป็นการใช้อํานาจโดยไม่ชอบตามบทบัญญัติของกฎหมาย มีเจตนากระทําการปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 91 

นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา

เมื่อมีผู้มาร้องเรียน ต่อ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็น ผู้บังคับบัญชา โดยตรง ต้องมีความเมตตาเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาชี้แจงก่อนที่จะรีบเร่ง เร่งด่วน แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชอบ และเร่งด่วน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงโดยไม่ชอบ เพื่อเสนอพักราชการ

มูลเหตุการสั่งย้ายนายปรเมษฐ์นั้นเกิดขึ้นตามข้อกล่าวหาที่มีข้อร้องเรียนว่าว่านายปรเมษฐ์แทรกแซงในคดีที่นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช., น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด เป็นจำเลยที่ 1-3  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561

และในคดีดังกล่าวนายปรเมษฐ์​พิจารณาสั่งยกคำร้อง จนทำให้สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งลับที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนายปรเมษฐ์ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำ ที่อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ระหว่างนายประหยัดกับประธาน ป.ป.ช., น.ส.สุภาและอัยการสูงสุด เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ความ

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยมีความเห็นว่านายปรเมษฐ์ มีพฤติการณ์เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้การพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาขาดความเป็นอิสระเพื่อให้โจทก์ได้เปรียบในผลแห่งคดีอันมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับโจทก์ซึ่งถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการอันเป็นการกระทำความผิดวินัยร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 73(2) (3)

โดยขณะนี้สำนักงานศาลยุติธรรมอยู่ระหว่างแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง(นายปรเมษฐ์ ถูกย้ายไปช่วยราชการระหว่างที่เป็นเจ้าของสำนวนซึ่งคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งก่อนหน้านี้จำเลยขอให้มีการโอนสำนวนไปยังศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง เเต่ปรากฎว่านายปรเมษฐ์มีคำสั่งไม่อนุญาต จึงได้มีการอุทธรณ์คำสั่ง  และวันที่ 28 มิ.ย.ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค 1 อ่านคำวินิจฉัยที่น.ส.ปิยกุล  บุญเพิ่ม ประธานศาลอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1  ในคดีที่นายประหยัด ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช., น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด เป็นจำเลยที่ 1-3  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,200,91 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172,183

โดยวันนัดไต่สวนมูลฟ้องจำเลยที่ 2-3 ยื่นคำร้องอ้างว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา10(1) แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560ขอให้เสนอปัญหาเรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นไปให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2555 มาตรา 11 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนมายังประธานศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัย  ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2555 มาตรา 3วรรคหนึ่ง (1) วินิจฉัยว่า”คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ”

และเมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายปรเมษฐ์ได้ยื่นฟ้องนายอนุวัตร มุทิกากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, น.ส.มรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และนายนรินทร์ ทองคำใส รองเลขานุการศาลฎีกา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง การฟ้องทั้งสามคนนั้น ในฐานะประธานเเละคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่333/2564 วันที่25มี.ค. ลงนามโดยประธานศาลฎีกา กรณีนายปรเมษฐ์ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือเเทรกเเซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่อท.48/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค1

นายปรเมษฐ์ยังเคยไปยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการ(กมธ.)กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน   สภาผู้แทนราษฎรแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา4และมาตรา188

ดังนั้น เคสนี้ในวงการตาชั่งน่าจะชุลมุนจนกว่าความยุติธรรมจะกลับมาจริงและต้องรอดูว่าวิกฤตศรัทธาในวงการยุติธรรมจะจบลงอย่างไร

อ่าน/ดาวน์โหลด : คำฟ้องประธานคดีที่ 2 ม.45 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...