โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ออสซี่" คุมเข้มผู้อพยพ กระทบแผนแก้แรงงานขาด

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 07.25 น.

“ออสเตรเลีย” กลายเป็นชาติที่ประชากรมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น จะเห็นว่าคนผิวขาวที่อาศัยมาแต่ดั้งเดิมมีจำนวนลดลง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ จากสาเหตุหลักของการอพยพย้ายถิ่นคนในแถบเอเชีย ที่ส่วนใหญ่มาจาก “อินเดีย” และ “จีน”

ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจครั้งล่าสุดของ“สกอตต์ มอร์ริสัน” นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ที่แถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ระบุว่า รัฐบาลเตรียมใช้แผนควบคุมจำนวนผู้อพยพที่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเพื่อลดความแออัดในเมืองใหญ่ และกระจายแรงงานต่างชาติไปเมืองรอบนอก

นายกฯมอร์ริสันกล่าวว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ออสเตรเลียประสบปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน และบริการต่าง ๆ ในเมืองหลัก เช่น นครซิดนีย์ เมลเบิร์น และเซาท์อีสต์ควีนแลนด์ ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน

ทั้งนี้ แผนการควบคุมประชากรในอนาคต (Australia”s future population) รัฐบาลจะยับยั้งแนวโน้มดังกล่าว ด้วยการออกเงื่อนไขใหม่ การใช้วีซ่าแบบใหม่ ซึ่งลูกจ้างที่มีทักษะต้องอาศัยอยู่ในเมืองขนาดเล็กเป็นเวลา 3 ปี จึงจะสามารถยื่นขอย้ายมาเมืองใหญ่ได้

รัฐบาลตั้งเป้าจะรับคนเข้าเมืองในแต่ละปีลดลง 15% เฉลี่ยจะเปิดรับประมาณ 160,000 คนต่อปี จากปัจจุบัน 190,000 คนต่อปี นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ระบุด้วยว่า ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างอยู่ในพื้นที่นอกเมืองของออสเตรเลียมากถึง 47,000 ตำแหน่ง และถูกเรียกร้องจากผู้ประกอบการจากในเมืองเล็ก ๆ ให้เร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล คือ ลดความเหลื่อมล้ำในออสเตรเลีย ด้วยการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่อย่างเท่าเทียม  โดยรัฐบาลเตรียมจัดงบประมาณสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองเล็ก เช่น โครงการสร้างรถไฟข้ามเมือง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า นายมอร์ริสันประกาศแผนควบคุมคนเข้าเมือง เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุการณ์กราดยิงมัสยิด 2 แห่ง ในนิวซีแลนด์ ขณะที่กระแสต่อต้านกลุ่มผู้อพยพซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกยังปรากฏอยู่เป็นเนือง ๆ

นักวิเคราะห์อิสระกล่าวกับการ์เดียนว่าการออกวีซ่าแบบใหม่ของออสเตรเลียจะทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ถือเป็นการผลักภาระให้กับแรงงานมากขึ้น เมื่อเทียบกับการให้วีซ่าแบบเก่า เพราะต้องจ่ายเงินสำหรับวีซ่าทำงานถึง 2 ครั้ง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของอินเดียที่ให้บริการด้านแรงงานไปทำงานในต่างประเทศกล่าวว่า เฉลี่ยในแต่ละปีมีแรงงานต่างชาติในออสเตรเลียจากประเทศในเอเชียมากที่สุดกว่า 120,000 คน ในจำนวนนี้มาจากอินเดียเกือบ 40,000 คนต่อปี รองลงมาคือ ผู้อพยพจากจีน เกือบ 30,000 คนต่อปี นโยบายควบคุมคนเข้าเมืองจะกระทบต่อออสเตรเลียเองโดยตรง ในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาแรงงานจากต่างชาติในการพัฒนาประเทศ 

“อัตราค่าจ้างแรงงานในเมืองเล็ก ๆ ไม่ดึงดูดให้แรงงานอินเดียเข้าไป หากเทียบราคาค่าจ้างในเมืองใหญ่ เช่น ซิดนีย์ และเมลเบิร์น มากกว่าเกือบ 1 เท่าของค่าจ้าง ทั้งตำแหน่งว่างงานในเมืองชนบทเน้นภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ซึ่งไม่ตอบสนองความต้องการของแรงงานชาวอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทด้านไอทีและเทคโนโลยี รวมถึงร้านอาหารอินเดียในออสเตรเลีย”

นอกจากนี้ “เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์” ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการโยกย้ายถิ่นฐานของจีนกล่าวว่า ในออสเตรเลีย ภาษาจีนกลางเป็นภาษาที่มีคนพูดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากภาษาอังกฤษ น่าจะบ่งชี้ได้ว่าผู้อพยพจีนมีความสำคัญในออสเตรเลีย เขามองว่าแผนการล่าสุดนี้เป็นความพยายามที่จะฟื้นคะแนนนิยมของรัฐบาล ก่อนจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ค.นี้ หลังคะแนนความนิยมของนายสกอตต์ มอร์ริสัน ลดลงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ชาวจีนรายนี้กล่าวด้วยว่า แม้กระแสการต่อต้านรับผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพจะมีมากในหลายประเทศ ทว่าความต้องการภาคแรงงานเพื่อสนับสนุนการเติบโตของประเทศเหล่านั้นยังมีความสำคัญมาก

ดังนั้น เงื่อนไขต่าง ๆ ของแผนควบคุมผู้อพยพ หากไม่มีสิ่งดึงดูดอื่น ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ลดลง หรือสวัสดิการอื่น ๆ สำหรับแรงงานต่างชาติ ก็มีความเป็นได้สูงที่แรงงานต่างชาติที่เคยมุ่งไปทำงานในออสเตรเลีย จะหันไปทำงานในประเทศอื่นที่เปิดรับมากกว่า

ตัวอย่างเช่น เยอรมนี และญี่ปุ่น ที่เพิ่มโควตาจำนวนแรงงานเพื่อทดแทนแรงงานในประเทศ รวมถึง “สิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา” ที่ยังมีความต้องการแรงงานอยู่มาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...