ปัญหาเดิม เวย์เดิม และจบแบบเดิม
ผมไม่รู้ระหว่างคนอ่านหรือผมจะเบื่อขี้หน้ากันมากกว่ากันเมื่อเราต้องมาถกกันประเด็นเดิมๆที่ไม่มีอะไรใหม่หลัง ลิเวอร์พูล ทำได้แค่เสมอกับ นิวคาสเซิ่ล 1-1
ภาพซ้ำและสิ่งเดิมๆกลับมาฉายให้เราชมเหมือนช่วงต้นปีเป็นต้นมาทั้งๆที่เกมนี้ครึ่งแรกควรจบที่สกอร์ 4-5 ลูกด้วยซ้ำ
มันเป็นโอกาสที่ไม่ว่านักฟุตบอลระดับอาชีพทีมไหนต้องใส่สกอร์ไม่ใช่ให้มันค้างอยู่ที่ 1-0 แล้วทิ้งภาระให้คนอื่นในช่วงท้ายเกม
คือคู่ต่อสู้ที่เห็นสกอร์แบบนี้ก็งัดไม้ตาย “nothing to lose” อย่างที่ “สาลิกา” ทำในช่วงท้ายเกมคือบอมบ์โด่งเข้าเขตโทษ
ถามว่าโยนตอนนี้กับก่อนหน้านี้ต่างกันไหม?
ต่างกันตรงที่ “หงส์แดง” ดันไลน์สูงพอโยนไม่ล้ำหน้าก็ไปถึง อลิสซน แต่อย่างที่บอกครับเวลามันเหลือน้อยแข้งเจ้าถิ่นก็ต้องลงต่ำเพื่อรักษาสกอร์ตามธรรมชาติปกติเลย
แล้วลูกกลางอากาศของแนวรับ ลิเวอร์พูล ก็อ่อนแอโดนโหม่งแย่งได้มันก็ตกอยู่ในระยะอันตราย ไม่เขตโทษก็หน้าเขตโทษ
จริงๆแล้วเราไม่ควรมาพูดกันถึงเรื่องพวกนี้เลยหากแนวรุกปิดสกอร์จากโอกาสรวมทั้งเกม 22 หนแต่ได้มาแค่ลูกเดียว
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นนับตั้งแต่ขึ้นปี 2021 ที่ “หงส์แดง” ทำได้แค่ 5 แต้มใน แอนฟิลด์ จากทั้งหมด 27 แต้ม
และเป็นการเสียประตูในบ้านมา 8 เกมติด นั่นหมายความว่าแนวรับมีโควต้าโดน 1 ประตูเสมอ การที่นำอยู่ 1-0 ความปลอดภัยมันไม่มีอยู่แล้ว
ด้วยความสัตย์จริงและเกียรติของลูกผู้ชาย ทันทีที่ผมเห็นโอกาสจะๆที่แข้งเร้ดแมชชีนช่วยกันเผาทิ้งแบบไม่เสียดายในครึ่งแรก
ไม่ว่าจะ โชต้า, ซาลาห์ หรือแม้กระทั่ง มาเน่ ได้ล่อเป้าแต่ล็อกไปให้ผู้รักษาประตูตระครุบหน้าตาเฉย
ผมก็เริ่มเผื่อใจไว้ก่อนราวๆ 40% ว่าเกมนี้มีสิทธิ์ “ไม่ชนะ” มันเป็นแบบนี้มาตลอด ผมเชื่อคู่แข่งมี “คู่มือ” how to ช่วง “เวลาบาป ”ยามที่ “หงส์แดง” ไร้คุณภาพในการปิดเกม
มันเกิดขึ้นในวันที่เสมอ เวสต์บรอม หรือ แพ้ เบิร์นลีย์ ทรงแบบนี้เลย
หลังเกมจบผมเลยดาว์นๆอยู่แค่ประมาณ 5-10 นาที ก่อนไปวิ่งเอาเหงื่อ 1 ชั่วโมงกลับมาแบบโล่งๆ
“เล่นแบบนี้ไม่สมควรไป แชมเปี้ยนส์ลีก” คำพูดสั้นๆแต่ได้ใจความของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่คงไม่รู้จะทำอะไรได้ดีกว่านี้แล้ว
ผมโคตรเห็นใจ JK ที่ยังอุตสาห์มีคนด่า วันนี้จัดตัว 4-2-3-1 เพื่อที่จะได้ 4 ตัวรุกลงพร้อมกัน แล้วมัน “คลิก” สร้างโอกาสเป็นสิบๆ ไม่ใช่โอกาสแบบ hlaf chance ง่อยๆด้วยนะ
ขนาด “สาลิกา” ทำบอลลั่นในกรอบเขตโทษยังจบสกอร์ไม่ได้ แล้วจะเอาปัญญาไปชนะใคร
ผมเห็นคนหัวร้อนด่าทั้งเปลี่ยนตัวผู้เล่น การถอด ติอาโก้, ให้ ฟีร์เมียโน่ อยู่ครบเกม, เอา ฟาบินโญ่ ไปเล่นหลัง บลาบลา
ครึ่งแรกเหนือกว่าเขาบานเบอะโอกาสเป็นสิบแต่ยิงได้ลูกเดียว มันจะมีเหตุผลอะไรอย่างอื่นที่ต้องโทษอีกเหรอครับ?
ในฐานะที่ผมเล่นกองหลัง ถ้าผมต้องอยู่ในทีมที่แนวรุกทิ้งโอกาสที่จะยิงลูก 2 ลูก 3 อย่างที่ “หงส์แดง” ทำผมบอกเลยโคตรเซ็ง
แนวรับทำหน้าที่ของตัวเองตลอดทั้งเกมรวมถึง อลิสซอน ช่วยชีวิตหลายครั้งหลายหน
แต่มันกดดันแค่ไหนเมื่อคุณต้องมาเจอฝั่งตรงข้ามที่บ้าคลั่งเพราะแนวรุกไปให้ความหวังพวกเขาจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย เล่นตำแหน่งกองหลังในยามกดดันมันเล่นยากนะว้อย
ซาลาห์ มีโอกาสเยอะก็จริงแต่บังมันก็ยิงได้เรื่อยๆ ทุกๆคนต้องแบ่งเบาภาระบ้างถึงจะถูก
ดิโอโก้ โชต้า วันนี้ก็เล่นแปลกๆ(คิดว่าไม่น่าฟิต) ส่วน มาเน่ เป็นคนที่มีโอกาสเยอะที่สุด แล้วบอลก็ไปเข้าทางแกในเขตโทษแทบทุกครั้งแต่บทสรุปก็เหมือนเดิม
ชั่วโมงนี้ถ้าจะมีใครอาการหนักกว่า มาเน่ ผมว่ามีแค่ “บอล เชิญยิ้ม” คนเดียวแหละครับ
สำหรับ “สาลิกา” การที่เล่นกับ ลิเวอร์พูล 2 นัดโดนล่อเป้ารวมแล้วนับไม่ถ้วนแต่ไม่แพ้เลยอาจพูกได้น่าจะมี buff พิเศษ ส่งผลทำให้ตอนนี้หนี ฟูแล่ม ไปแล้ว 9 แต้ม โอกาสรอดค่อนข้างสูง
และถือว่า อแล็ง แซงต์-แม็กซีแม็ง คัมแบ็คกลับมาช่วยทีมในช่วงหลังได้ถูกเวลา เป็นตัวพาทัวร์ที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมได้ลืมตาอ้าปากเวลาโดนกดแล้วรอสวน
ผมแอบชอบแข้งวัย 24 ปีมาตั้งแต่ซีซั่นก่อน ช่วงที่เปรี้ยงๆมาพร้อมกับ อดาม่า ตราโอเร่ แต่ปีก “สาลิกา” สไตล์ modern กว่า ยิงประตูหวังผลได้มากกว่าฝ่ายหลังที่ค่อนข้างโบโราณ (เปิดบอลเส้นหลัง)
ถ้าจะมีใครแทน มาเน่ ในซีซั่นหน้าผมว่า แซงต์-แม็กซีแม็ง เข้ากับระบบและไม่ต้องปรับตัวกับ พรีเมียร์ลีก ให้เสียเวลา
ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยกความใจสู้ของ “สาลิกา” ที่ชวนทะเลาะจนกระทั่งทดเจ็บ เรื่องเดียวที่ไม่ชอบก็น่าจะเป็นการตีโพยตีพายของ สตีฟ บรูซ ที่โวยวายลูกแฮนด์บอลของ คัลลัม วิลสัน ว่าเป็นกฏที่โคตรง่าว
แหม่…กฏตัวรุกถูกจับแฮนด์ในทุกกรณี ต่อให้คุณเอามือกุมหำแล้วพันเทปรอบตัวแล้วบอลมาโดนก็แฮนด์ เสมอก็พอแล้วจะเอาไรเยอะแยะ ฮา
ทิ้งท้ายที่พระเอกของงานคือ “หงส์แดง” 2 นัดได้ 2 แต้มและเสียประตูท้ายเกมทั้งหมดถือว่าทิ้งความได้เปรียบโดยไม่ต้องโทษใคร (อาจจะโทษ ซูเปอร์ลีก ก็ได้นะถ้าไม่รู้จะลงที่ใคร)
และอาจยืดสถิติไม่ชนะใครต่อไปเป็นนัดที่ 3 (ในช่วงโค้งสุดท้าย) เนื่องจากวีคหน้าต้องไปเยือน แมนฯยูไนเต็ด
ซึ่งว่ากันตามเนื้อผ้ามีโอกาสที่จะถูกทีมอื่นฉีกทิ้งไปอีก หลังจากจบเกม “แดงเดือด” ก็จะเหลือแค่ 4 เท่านั้นเอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอยู่ในฐานะผู้ตามในเกมที่น้อยลงเรื่อยๆมันเป็นภาระกิจที่มีโอกาสล้มเหลวสูงมาก
แต่ที่ทำให้มันยากขึ้นไปอีกก็คือความเลอะเทอะซ้ำแล้วซ้ำเล่าของทีมตัวเองนี่แหละครับ…