โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของกรุงศรีฯ ในเอกสารฝ่ายพม่า

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 เม.ย. 2568 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2568 เวลา 10.39 น.
ภาพจิตรกรรมแสดงเหตุการณ์กองทัพพม่าโจมตีกรุงศรีอยุธยา สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 จากอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

พระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของกรุงศรีฯ ในเอกสารฝ่ายพม่า

เมื่อกล่าวถึง พระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของ กรุงศรีอยุธยา “ภาพจำ” ที่ได้จากพระราชพงศาวดาร, แบบเรียนประวัติศาสตร์ไทย, คำเล่าขาน ฯลฯ เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เป็นกษัตริย์ที่ไม่ใส่ใจกิจการบ้านเมือง, ลุ่มหลงแต่สนมนางใน, กดขี่ข่มเหงข้าราชการและประชาชน, โดยเฉพาะเมื่อเกิดสงครามกับพม่าไม่ทรงอนุญาตให้ยิงปืนใหญ่ ด้วยเกรงบรรดาพระสนมจะตกอกตกใจกัน ฯลฯ

แต่ในเอกสารหลักฐานฝ่ายพม่า กลับบันทึกถึงพระเจ้าเอกทัศแตกต่างออกไป เอกสารที่ว่าคือ “มหาราชวงษ์ พงษาวดารพม่า” ตอนหนึ่งกล่าวถึง บทบาทของพระองค์ช่วงใกล้เสียกรุงศรีอยุธยาว่า

“ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา [พระเจ้าเอกทัศ] พระองค์ได้จัดให้ออกมารบครั้งใดก็มิได้ชนะ มีแต่พ่ายแพ้แตกหนีล้มตายไปทุกที ถึงกระนั้นก็ดีพระองค์มิได้ทรงย่อท้อหย่อนพระหัดถ์เลย*พระองค์ทรงรับสั่งให้ช่างก่อสร้างทำเรือรบแลเรือกำปั่นเปนอันมาก ครั้นช่างทำเรือเหล่านั้นเสร็จแล้ว พระองค์*ทรงรับสั่งให้พลทหารทั้งปวงเอาปืนใหญ่น้อยบรรทุกเรือนั้นทุกๆ ลำแล้วทรงรับสั่งให้พลทหารถอยเอาเรือเหล่านั้นไปรักษาทางน้ำไว้โดยแน่นหนา

เมื่อพระองค์จัดทางน้ำเสร็จแล้วพระองค์ทรงรับสั่งให้พลทหารก่อสร้างทำป้อมอิฐสำหรับสู้รบให้ล้อมพระนคร 50 ป้อม แต่ป้อมที่ทำนั้นห่างจากคูเมืองไป 500 เส้น รับสั่งให้ทำทั้งกลางวันแลกลางคืน ครั้นทำเสร็จแล้วรับสั่งให้เอาเสบียงอาหารทั้งปวงเข้าไว้ในป้อมนั้น แล้วรับสั่งให้พลทหารเอาปืนใหญ่น้อยสาสตราอาวุธทั้งปวงขึ้นรักษาอยู่ที่ป้อมนั้นโดยกวดขัน

แล้วทรงรับสั่งให้ลงขวากช้างขวากม้าขวากคนแลหนามเสี้ยน แลขุดลวงดักไว้ให้ข้าศึกตกทุกหนทุกแห่ง ฝ่ายทางน้ำเล่าพระองค์ทรงรับสั่งให้ลงขวากหนามแลตอไม้ทั้งปวงไว้ มิให้ข้าศึกเข้ามาได้ ครั้นทรงจัดเสร็จแล้วก็ให้รักษาตั้งมั่นอยู่

ในขณะนั้นพระเจ้าช้างเผือกกรุงอังวะ มีท้องตราเร่งมาว่าให้แม่ทัพแลนายกองทั้งปวงจงตั้งใจรีบเร่งตีกรุงศรีอยุทธยาให้แตกโดยเร็วอย่าให้ช้า ครั้นแม่ทัพทั้งสองแลนายทัพนายกองทั้งปวงได้ทราบทรงพระกระแสรับสั่งดังนั้น จึงได้ประชุมปฤกษากัน ในเวลานั้นมหานรทาแม่ทัพพูดว่า

ด้วยเราได้เอาบุญบารมีพระเดชพระคุณเจ้าของเราทูลเกล้าฯ ยกพยุหโยธาทัพมาตี ‘กรุงศรีอยุธยานั้น เราได้เข้าตีหัวเมืองใหญ่น้อยตามรายทางได้แก่เราทั้งสิ้นแล้ว บัดนี้เราได้ยกเข้ามาถึงชานเมืองกรุงศรีอยุทธยาแล้วเข้าล้อมไว้ ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาก็ได้ทรงจัดให้พลช้างพลม้าแลพลทหารทั้งปวงยกออกมาตีกองทัพเราหลายครั้งหลายหนก็มีแต่พ่ายแพ้แตกหนีล้มตายไปทุกครั้งทุกที เราจับเปนไว้ได้ก็มาก

ถึงกระนั้นก็ดีพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา [พระเจ้าเอกทัศ] ก็มิได้ย่อท้อหย่อนพระหัดถ์เลยบัดนี้พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาก็ทรงสร้างป้อม 50 ป้อม ตั้งสู้รบอยู่นอกกำแพงเมืองโดยแน่นหนานั้น พวกท่านทั้งหลายจะทำอย่างไร

แต่เรานั้นคิดจะขุดอุโมงค์เช่นพระมโหสถเชื้อหน่อพุทธางกูร เมื่อครั้งทรงขุดอุโมงค์ไปรับพระราชบุตรีบุตราซึ่งทรงพระนามว่า ปัญจละจันทีแลบริวารนั้น โดยเหตุนี้เราก็จะสร้างเมืองใกล้เคียงกับกรุงศรีอยุทธยาขึ้นเมืองหนึ่ง เมื่อสร้างสำเร็จแล้ว เราก็จะขุดอุโมงค์เข้าไปในกรุงศรีอยุทธยา ถ้าทลุถึงในเมืองแล้ว เราก็จะจับพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาแลพระมเหสีพระราชโอรสทั้งปวงให้จงได้ เมื่อมหานรทาแม่ทัพพูดดังนั้น สีหะปะต๊ะแม่ทัพแลนายกองทั้งปวงก็เห็นชอบพร้อมกัน”

พม่าในเวลานั้นไม่ใช่มิตรประเทศ แต่คือศัตรูที่ทำศึกกันจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนสรรเสริญเอาใจผู้นำไทยแต่อย่างใด หรือพระเจ้าเอกทัศจะทรงเป็น “แพะ” ในเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กำพล จำปาพันธ์. “พระยาตากสิน จากหลักฐานฮอลันดา (ไปจันทบุรีตามคำสั่งของราชสำนักอยุธยา?)” ใน, ศิลปวัฒนธรรม พฤศจิกายน 2560.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 เมษายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของกรุงศรีฯ ในเอกสารฝ่ายพม่า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...