[สี่แผ่นดิน] ลองอ่านใหม่ ได้มุมใหม่
ช่วงนี้มีคนพูดถึงเรื่อง ‘สี่แผ่นดิน’ กัน ทำให้อดไม่ได้ที่จะทำให้นึกถึงนิยายที่ได้อ่านตั้งแต่สมัย ม.ต้น เรื่องนั้น ที่เป็นที่นิยมจนมีการนำมาทำเป็นสื่อต่างๆทั้งละครโทรทัศน์ และ ละครเวที
เรื่องย่อคร่าวๆนั้นเป็นเรื่องราวชีวิตของคนๆหนึ่งชื่อ ‘แม่พลอย’ ที่เริ่มต้นแต่แรกเป็นลูกของเมียรอง เมื่อพ่อกับแม่มีปัญหากันจนแยกทาง เธอก็ได้ถูกส่งให้ไปอยู่ในวัง เลี้ยงดูจนเป็นสาวชาววัง และได้แต่งงานกับคุณเปรม ข้าราชการที่มีฐานะผู้หนึ่ง ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมมากมาย ในตอนแรกสุดเราก็อ่านโดยไม่ได้คิดอะไร เพลินๆไปกับเรื่องราว คล้อยตามแม่พลอยไปบ้าง เพราะเราได้เห็นเรื่องราวจากมุมกล้องของเจ๊แก อะไรที่แม่พลอยว่าดีเราก็ว่าดี อะไรว่าไม่ดีเราก็คล้อยว่าไม่ดีไปด้วย
จนได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคนแต่ง คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ให้ให้สัมภาษณ์กับกองบรรณาธิการนิตยสารถนนหนังสือ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2528 ก็ถึงกับหน้าสะบัด เขาได้บอกเอาไว้ว่า
"แม่พลอยเป็นคนที่ไม่มีสิทธิของผู้หญิงเลย ไม่เคยเรียก ไม่เคยร้อง แล้วแม่พลอยนี่เป็นคนที่เชยที่สุด คุณจะว่านางเอกก็นางเอก แต่เป็นคนเชยที่สุด แม่พลอยถ้าแกอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ แกก็ลูกเสือชาวบ้าน แกจะไปรำละครบ้าๆ บอๆ ถึงขนาดนั้น"
"แม่พลอยเป็นคนเชยมากนะครับ เป็นคนอยู่กรอบ ใจดี ถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานก็หลงรักคุณเปรมได้ ตามคติโบราณนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่ไปก่อนแล้วรักกันเองทีหลัง แม่พลอยเป็นอย่างนั้นทุกอย่าง ทีนี้คนอ่านคนไทยปลื้มอกปลื้มใจเห็นแม่พลอยเป็นคนประเสริฐเลิศลอยก็เพราะคนไทยก็เป็นคนแบบนั้น ยังไม่ได้ไปถึงไหนเลย คนอ่านส่วนมากก็เป็นคนระดับแม่พลอยเท่านั้น เลยจะบอกให้สี่แผ่นดินถึงได้ดัง”
ถึงได้มาลองฉุกคิดดีๆ ถ้าเราไม่มองว่าใครคือขาว ใครคือดำ ทุกคนคือมนุษย์คนนึงที่ถูกและผิดได้ จะเห็นว่านิยายเรื่องนี้ได้สะท้อนมุมมองต่างๆ เอาไว้อยู่
แม่พลอย :
เป็นตัวอย่างของคนๆนึงที่อยู่ในชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงมาก มีชีวิตสุขสบาย ไม่ลำบาก อยู่ในกรอบอยู่ในขนบตามที่สังคมกำหนดไว้ทุกอย่าง ว่าต้องเป็นลูกสาวที่ดี เป็นเมียที่ดี และเป็นแม่ที่ดี เลยกลายเป็นว่าเธอต้องยึดเหนี่ยวผู้อื่นเป็นหลัก เขาว่าดีอย่างไรก็ดีไปตามนั้น แทบจะไม่มีความคิดแน่วแน่เป็นของตัวเองโชคดีว่าแม่พลอยเจอคนดี ไม่อย่างนั้นชีวิตคงได้เละเทะบัดซบน่าดู และเพราะนิสัยแบบนั้นเลยทำให้เธอกลายเป็นคนที่ตามโลกไม่ทัน และกลัวการเปลี่ยนแปลงด้วย บทพูดที่พูดอยู่บ่อยๆคือ “ฉันไม่เข้าใจเลยค่ะ ทำไม…” การที่ชีวิตของแม่พลอยต้องจบลงในแผ่นดินที่สี่ ก็อาจจะเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอทนต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ไหวแล้วนั่นเอง
แม่ช้อย :
เพื่อนของแม่พลอยที่อยู่ในวังด้วยกันมา เป็นสาวขี้เล่นซุกซนไม่ถึงกับผ้าพับไว้อย่างแม่พลอย เป็นคนที่คนแต่งให้คำนิยามว่านี่ต่างหากที่เป็น “สาวชาววัง” ที่แท้จริง ไม่ใช่สาวชาววังอย่างอุดมคติที่คนภายนอกคิดกันอย่างแม่พลอย คือเป็นหญิงที่มีความสามารถ มีฝีมือ มีปฏิภาณว่องไว พูดจาแหลมคม มีอารมณ์ขัน เป็นคนที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและไม่ล้มพับไปทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแม่พลอย
คุณเปรม :
ข้าราชการคนหนึ่งที่รุ่งเรือง และนำเทรนด์มากๆในช่วงแผ่นดินในรัชกาลที่ 6 ได้เติบโตจนถึงขีดสุด แน่นอนว่าเทรนด์หลายๆอย่างแม่พลอยไม่เก็ท(…) แต่ก็ต้องเออออตามด้วยประสาผัวว่าดี เมียก็ว่าดีจ้ะ แต่ก็เป็นคนหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวกับบุคคลมากคล้ายแม่พลอย พอเจอการเปลี่ยนแปลงมากๆเข้าก็ชิงทรุดนำไปก่อน
ตาอ้น :
เป็นลูกติดของคุณเปรม ที่ทำงานต่อด้านทหาร จึงมีความคิดในเชิงอนุรักษ์นิยม
ตาอั้น :
เป็นลูกชายคนแรกของแม่พลอยและคุณเปรม ได้ศึกษาต่อที่เมืองนอก ได้เห็นสภาพบ้านเรือนที่เจริญรุ่งเรืองกว่า จึงมีความคิดในเชิงเสรีนิยม ในเรื่องจะไม่ค่อยมีคนเข้าใจเฮียแกเท่าไหร่ (ช่องว่างระหว่างเจนอีกแล้วนั่นเอง) ยกเว้นตาอ๊อดกับประไพ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้เห็นสังคมมาเหมือนกัน
ลูกสองคนนี้มักจะต้องปะทะกันอยู่อย่างรุนแรงเพราะมีความคิดเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกัน (คล้ายๆกับยุคสมัยนี้เลยเนอะ) ในบทประพันธ์ที่เล่าเรื่องผ่านมุมมมองของแม่พลอย อาจจะทำให้คนอ่านหรือคนดูคล้อยไปเข้าข้างตาอ้นอยู่ซักหน่อย เพราะแม่พลอยเองก็มีแนวคิดที่ถูกปลูกฝังให้อนุรักษ์นิยมมาเหมือนกัน
ตาอ๊อด : ลูกคนรองของแม่พลอยที่ได้มีโอกาสไปเรียนเมืองนอกกับพี่ชาย จึงเป็นคนที่ตามโลกทัน คอยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวให้แม่พลอยด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายๆ เป็นตัวแทนของนักวิชาการที่รู้ทันเหตุการณ์บ้านเมือง แต่ไม่ได้ลงสนาม มีหน้าที่ไกล่เกลี่ยสร้างความเข้าใจระหว่างคนสองกลุ่ม
เป็นคนนึงที่อ่านรอบแรกเมื่อ ม.ต้น กับมาคิดถึงในตอนนี้แล้วรู้สึกมีมุมมองที่ต่างกันมาก รอบแรกคือโกรธมากที่พวกพี่ชายบีบให้ตาอ๊อดออกจากบ้านไปทำงานจนทำให้ชีวิตต้องไปเจอกับโชคร้าย….แต่พออ่านอีกรอบ ถ้าเรามีน้องที่วันๆเอาแต่เกาะแม่กินไม่ทำงานทำการ เป็นเราก็คงไม่โอเคไล่น้องไปทำงานเหมือนกับพวกพี่ชายในเรื่องก็ได้มั้ง555
ประไพ : ลูกสาวคนสุดท้องที่เป็นสาวหัวสมัยใหม่ ทำเรื่องให้แม่พลอยต้องอึ้งอยู่หลายอย่างประสาคนที่อยู่คนละเจนเลยไม่เข้าใจกัน แต่ก็เป็นตัวแทนของคนสมัยใหม่นำเทรนด์ตามกระแส ถ้าเกิดยุคนี้น่าจะเป็นไอดอลโซเชียลที่กดไลค์ตามไอจี แต่ถึงจะไม่ได้ยุ่งกับการเมืองสุดท้ายการเมืองก็เข้ามามีผลกระทบอยู่ดี
น่าคิดเหมือนกันว่าบางครั้งนิยายเล่มเดียวกันสิบปีที่แล้ว กับสิบปีต่อมา มาได้ลองอ่านใหม่ จะเหมือนว่ามันเป็นเรื่องราวคนละเรื่องไปเลยนะ เพราะความรู้และทัศนคติทำให้คนอ่านตีความต่างไป….พูดไปก็อยากลองเอานิยายเก่าๆเรื่องอื่นที่อ่านตอนเด็กๆมาลองอ่านใหม่เหมือนกันแฮะ
น่าจะได้ปรับมุมกล้องไปเยอะเลย