โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เคลียปัญหาคาใจ วิ่งแล้ว...แต่ทำไมยัง (ไม่) ผอม

Health Addict

อัพเดต 02 ต.ค. 2562 เวลา 08.33 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 11.37 น. • Health Addict
สายวิ่งทั้งหลายที่กำลังถอดใจว่าวิ่งแทบตาย แต่ทำไมน้ำหนักก็ไม่ยอมลงกับเขาซักที จริงๆ ช่วงแรกที่เริ่มวิ่งก็เหมือนจะผอมลงอยู่ แต่พอนานๆ ไป ทำไมเหมือนทุกอย่างดูคงที่ ไม่รู้สึกผอมลงอีกเลย รอบเอวที่เคยมีก็ยังคงอยู่ น้ำหนักก็เท่าเดิม ถ้าใครเป็นแบบนี้อยู่ อย่าเพิ

สายวิ่งทั้งหลายที่กำลังถอดใจว่าวิ่งแทบตาย แต่ทำไมน้ำหนักก็ไม่ยอมลงกับเขาซักที จริงๆ ช่วงแรกที่เริ่มวิ่งก็เหมือนจะผอมลงอยู่ แต่พอนานๆ ไป ทำไมเหมือนทุกอย่างดูคงที่ ไม่รู้สึกผอมลงอีกเลย รอบเอวที่เคยมีก็ยังคงอยู่ น้ำหนักก็เท่าเดิม ถ้าใครเป็นแบบนี้อยู่ อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะมันอาจแก้ได้ที่พฤติกรรมเราเอง 

ส่วนใหญ่เราจะวิ่งเหมือนเดิมทุกวันๆ 
บอกเลย ณ จุดนี้ว่าร่างกายของเรานั้นฉลาดมาก มีการปรับตัว และเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เลยเป็นเหตุผลที่ว่าอะไรที่ทำซ้ำๆ เดิมๆ จนร่างกายเดาทางได้แล้ว การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นก็จะลดน้อยลงเป็นธรรมดา แต่ทั้งหมดที่บอกมานั้น ไม่ได้จะมาบอกว่าการวิ่งไม่ดี หรือไม่ช่วยเผาผลาญไขมัน เพียงแต่มันไม่ได้ผลในระยะยาว ถ้ายังวิ่งเเบบเดิมๆ ทุกวัน มีผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยแทมปา ในประเทศสหรัฐอเมริกา  พบว่าการคาร์ดิโอคงที่เเบบเดิมๆ  เช่น การวิ่งบนลู่นานเป็นชั่วโมงด้วยความเหนื่อยระดับเดียวกันตลอด (ไม่เกิดความเหนื่อยขนาดที่แทบทนไม่ไหวเหมือนการวิ่งแบบสุดแรง) ช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่ก็แค่ช่วงเริ่มต้น แถมการเผาผลาญยังทำงานแค่ขณะวิ่ง เท่ากับว่าหากคุณวิ่งแทบตาย 30 นาที แล้วเบิร์นไปได้ 200 แคลอรี ในขณะที่หากคุณกินน้อยลง 200 แคลอรีต่อวัน (ประมาณโยเกิร์ต 1 ถ้วย) ก็ได้ผลไม่ต่างกัน
สายวิ่งส่วนใหญ่เน้นแต่ “เวลา” 
เวลาวิ่งส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ระยะเวลาที่วิ่ง โดยมีความคิดว่ายิ่งวิ่งได้นานเท่าไรก็จะเบิร์นได้มากขึ้น แล้วส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีใครคิดถึงระดับความเข้มข้นสักเท่าไร ขอเน้นวิ่งให้นาน หรือวิ่งให้ถึงระยะทางที่ต้้งเป้า โดยเลือกระดับความเหนื่อย หรือความเร็ว ที่คิดว่าสามารถไปได้ตลอดรอดฝั่ง ซึ่งเอาจริงๆ วิธีนี้ช่วยสร้างความอึดได้ดี แต่ไม่เวิร์คสำหรับการเผาผลาญไขมัน มีผลการวิจัยจากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ออนทาริโอ (University of Western Ontario) ในแคนาดา ได้เปรียบเทียบการออกกำลังกายที่สั้น แต่หนัก ด้วยการวิ่งสปรินต์ 30 วินาที จำนวน 4-6 รอบ กับการออกกำลังกายเรื่อยๆ ยาวๆ ด้วยการวิ่ง 30-60 นาที พบว่ากลุ่มแรกเผาผลาญไขมันได้มากกว่ากลุ่มหลังเท่าตัวในเวลาสั้นกว่าด้วยซ้ำไป 
บางคนก็ขยันวิ่งเยอะเกิ๊น
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมีสองด้านเสมอ การออกกำลังกายก็เหมือนกันที่มีทั้งด้านดี และด้านเสีย หากว่าคุณออกกำลังกายมากเกินไปจนกล้ามเนื้อสะสมความเครียด ส่งผลต่อระดับฮอร์โมนควบคุมความสามารถในการเผาผลาญไขมัน โดยเฉพาะคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนแห่งความเครียด ที่ส่งผลต่อภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งมีงานศึกษาด้านฮอร์โมนที่พบว่า นักวิ่งทางไกล หรือมาราธอนที่สะสมคอร์ติซอลไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ร่างกายฟื้นฟูช้า ทำลายกล้ามเนื้อ ส่งผลต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน และยิ่งถ้าคุณกินอาหารไม่ดีด้วยแล้วล่ะก็ ระบบเผาผลาญจะยิ่งทำงานต่ำลง การลดน้ำหนักแบบอย่างยั่งยืนก็เป็นไปอย่างลำบากขึ้นกว่าเดิม 
 
วิ่งแล้วจะกินอะไรก็ได้ 
มีบางคนเข้าใจว่าวิ่งแล้วจะกินอะไรก็ได้ เพราะคิดว่าการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่อเนื่อง หลังวิ่งเสร็จก็มีสิทธิ์ที่จะกินคาร์บได้อย่างไม่รู้สึกผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งอาหารคลีน อาหารขยะ หรือขนมหวาน อีกอย่างการโหลดคาร์โบไฮเดรตของนักวิ่ง (carb-loading) เพื่อเอาไปใช้เป็นพลังงานขณะวิ่งระยะไกลมากๆ เช่น มาราธอน หรือฮาล์ฟมาราธอน ต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม และระยะเวลาที่ใช่ ไม่อย่างนั้นถ้ากินเข้าไปมากเกินก็กลายเป็นไขมันสะสมได้เหมือนกัน 
 
เอาเป็นว่าสายวิ่งทั้งหลายที่วิ่งแล้วน้ำหนักไม่ลงสักทีคงจะเคลียร์กันแล้วนะทำไม สุดท้ายเราต้องเปลี่ยนมาคาร์ดิโอด้วยวิธีอื่นเพิ่ม หรือสลับเข้าไปบ้าง อย่าง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือลดจำนวนวันวิ่ง แล้วเพิ่มเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเข้าไปบ้างน่าจะดีกว่าเดิม ถ้าลองแล้วได้ผลยังไง ก็อย่าลืมมาแชร์กันด้วยล่ะ  
 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...