โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จักตำนาน "วัดบุปผาราม" หรือวัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ เป็นมาอย่างไรจวบจนปัจจุบัน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 พ.ย. 2562 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2562 เวลา 02.36 น.

อ่านเป็นภาษาล้านนาว่า“วัดบุปผาราม”

วัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอก

ตั้งอยู่เลขที่ 139 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ห่างจากประตูสวนดอกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เป็นวัดที่ตั้งตามทักษาเมืองของเชียงใหม่ทางทิศตะวันตก

ตามข้อมูลสำนักศิลปากรที่ 7 (เดิม 8) เชียงใหม่ วัดสวนดอกเดิมชื่อวัดบุปผาราม เป็นสวนดอกไม้ พญากือนากษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 7 (1899-1929 ตามชินกาลมาลีปกรณ์)

พญากือนามีพระประสงค์จะสนับสนุนพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี

จากศิลาจารึกหลักที่ 62 ศิลาจารึกวัดพระยืน จ.ศ.732 (พ.ศ.1913) กล่าวไว้ว่าวัดสวนดอกสร้างในปี พ.ศ.1914 หลังจากที่พญากือนาทรงส่งสมณทูตมีหมื่นเงินกองปะขาวยอดและปะขาวสาย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระเจ้าลิไทยจากสุโขทัย อาราธนาพระสุมนเถระมาประดิษฐานพุทธศาสนาฝ่ายอรัญวาสีในอาณาจักรล้านนา อีกหนึ่งปีต่อมา พญากือนาทรงสร้างวัดสวนดอกไม้ในเมืองเชียงใหม่ขึ้น เพื่อเป็นที่พำนักของพระสุมนเถระ และทรงแต่งตั้งเพระสุมนเถระเป็นพระสังฆราชในพระมหาสุมนสุวรรณรัตนสามี

ตำนานมูลศาสนากล่าวว่า วัดนี้มีขนาดเท่าวัดเชตวันมหาวิหาร ที่มหาเศรษฐีอนาถบิณฑิกะสร้างถวายแด่พระพุทธเจ้าที่กรุงสาวัตถี มีพุทธเขตกว้าง 311 วา ยาว 33 วา ทรงโปรดให้สร้างพระอุโบสถ ซึ่งปัจจุบันคือวัดพระเจ้าเก้าตื้อ

นอกจากนี้ ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมนเถระนำมาจากสุโขทัย ในสมัยพญาเมืองแก้ว (2039-2069) ทรงโปรดให้รื้อเรือนหลวงของพระองค์มาสร้างมหาวิหาร ทรงโปรดให้สร้างปราสาทท่ามกลางมหาวิหาร เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปฏิมากรสร้างหอมนเฑียรธรรม พ.ศ.2047

ทรงโปรดให้หล่อพระพุทธรูปใหญ่ประดิษฐานในพระอุโบสถ

ในช่วงสงครามพม่า วัดบุปผารามสวนดอกไม้กลายเป็นวัดร้างเช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ในเชียงใหม่

จนกระทั่ง พ.ศ.2452 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีโปรดให้ย้ายและอัญเชิญพระอัฐิพระญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่อยู่เรียงรายไม่เป็นระเบียบตามแนวแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก เช่น พระเจ้ากาวิละ พระเจ้าช้างเผือก เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์อื่น รวมทั้งพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระบิดา มาไว้บริเวณข้างพระวิหารหลวง พ.ศ.2474 โดยมีครูบาศรีวิชัยเป็นประธานพร้อมด้วยศรัทธาของประชาชน ได้ทำการปฏิสังขรณ์เจดีย์ประธานทรงระฆังแบบพื้นเมืองซึ่งตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ ที่แต่เดิมควรมีรูปช้างประดับโดยรอบ ทั้งสี่ด้านของฐานมีบันไดทางขึ้นลานประทักษิณทั้งสี่ด้าน มีมกรคายนาคปูนปั้นเป็นราวบันได มกรคายนาคนั้นมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21

ส่วนพระวิหารหลวง ครูบาศรีวิชัยได้รื้อของเดิมออกและสร้างวิหารหลวงองค์ปัจจุบันแทนในปี พ.ศ.2475

นับเป็นวิหารหลวงที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ลักษณะเป็นวิหารโถง ไม่มีฝาผนัง บนสันของหลังคามีบราลีรูปหงส์คาบกระดึงเรียงรายกันเป็นแถวยาว

ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปบุด้วยทองคำองค์ใหญ่ สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว มีน้ำหนักทองเท่ากับน้ำหนักของพระเมืองแก้ว และยังมีพระพุทธรูปอื่นๆ อีก

พระเจ้าเก้าตื้อ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนา อิทธิพลสุโขทัย มีพุทธลักษณะงดงามมากที่สุดองค์หนึ่งของล้านนา ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย พระโอษฐ์ทาด้วยชาดสีแดงซึ่งทางเหนือนิยมมาก มีรอยต่อแปดแห่ง เดิมประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดเก้าตื้อ

ซึ่งปัจจุบันวัดเก้าตื้อได้รวมกับวัดสวนดอกเข้าเป็นวัดเดียวกัน

ปัจจุบันวัดสวนดอกเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเชียงใหม่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปชมสถาปัตยกรรมต่างๆ

และเป็นที่ตั้งของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...