รู้จักตำนาน "วัดบุปผาราม" หรือวัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ เป็นมาอย่างไรจวบจนปัจจุบัน
อ่านเป็นภาษาล้านนาว่า“วัดบุปผาราม”
วัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอก
ตั้งอยู่เลขที่ 139 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ห่างจากประตูสวนดอกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เป็นวัดที่ตั้งตามทักษาเมืองของเชียงใหม่ทางทิศตะวันตก
ตามข้อมูลสำนักศิลปากรที่ 7 (เดิม 8) เชียงใหม่ วัดสวนดอกเดิมชื่อวัดบุปผาราม เป็นสวนดอกไม้ พญากือนากษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 7 (1899-1929 ตามชินกาลมาลีปกรณ์)
พญากือนามีพระประสงค์จะสนับสนุนพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี
จากศิลาจารึกหลักที่ 62 ศิลาจารึกวัดพระยืน จ.ศ.732 (พ.ศ.1913) กล่าวไว้ว่าวัดสวนดอกสร้างในปี พ.ศ.1914 หลังจากที่พญากือนาทรงส่งสมณทูตมีหมื่นเงินกองปะขาวยอดและปะขาวสาย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระเจ้าลิไทยจากสุโขทัย อาราธนาพระสุมนเถระมาประดิษฐานพุทธศาสนาฝ่ายอรัญวาสีในอาณาจักรล้านนา อีกหนึ่งปีต่อมา พญากือนาทรงสร้างวัดสวนดอกไม้ในเมืองเชียงใหม่ขึ้น เพื่อเป็นที่พำนักของพระสุมนเถระ และทรงแต่งตั้งเพระสุมนเถระเป็นพระสังฆราชในพระมหาสุมนสุวรรณรัตนสามี
ตำนานมูลศาสนากล่าวว่า วัดนี้มีขนาดเท่าวัดเชตวันมหาวิหาร ที่มหาเศรษฐีอนาถบิณฑิกะสร้างถวายแด่พระพุทธเจ้าที่กรุงสาวัตถี มีพุทธเขตกว้าง 311 วา ยาว 33 วา ทรงโปรดให้สร้างพระอุโบสถ ซึ่งปัจจุบันคือวัดพระเจ้าเก้าตื้อ
นอกจากนี้ ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมนเถระนำมาจากสุโขทัย ในสมัยพญาเมืองแก้ว (2039-2069) ทรงโปรดให้รื้อเรือนหลวงของพระองค์มาสร้างมหาวิหาร ทรงโปรดให้สร้างปราสาทท่ามกลางมหาวิหาร เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปฏิมากรสร้างหอมนเฑียรธรรม พ.ศ.2047
ทรงโปรดให้หล่อพระพุทธรูปใหญ่ประดิษฐานในพระอุโบสถ
ในช่วงสงครามพม่า วัดบุปผารามสวนดอกไม้กลายเป็นวัดร้างเช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ในเชียงใหม่
จนกระทั่ง พ.ศ.2452 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีโปรดให้ย้ายและอัญเชิญพระอัฐิพระญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่อยู่เรียงรายไม่เป็นระเบียบตามแนวแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก เช่น พระเจ้ากาวิละ พระเจ้าช้างเผือก เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์อื่น รวมทั้งพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระบิดา มาไว้บริเวณข้างพระวิหารหลวง พ.ศ.2474 โดยมีครูบาศรีวิชัยเป็นประธานพร้อมด้วยศรัทธาของประชาชน ได้ทำการปฏิสังขรณ์เจดีย์ประธานทรงระฆังแบบพื้นเมืองซึ่งตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ ที่แต่เดิมควรมีรูปช้างประดับโดยรอบ ทั้งสี่ด้านของฐานมีบันไดทางขึ้นลานประทักษิณทั้งสี่ด้าน มีมกรคายนาคปูนปั้นเป็นราวบันได มกรคายนาคนั้นมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21
ส่วนพระวิหารหลวง ครูบาศรีวิชัยได้รื้อของเดิมออกและสร้างวิหารหลวงองค์ปัจจุบันแทนในปี พ.ศ.2475
นับเป็นวิหารหลวงที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ลักษณะเป็นวิหารโถง ไม่มีฝาผนัง บนสันของหลังคามีบราลีรูปหงส์คาบกระดึงเรียงรายกันเป็นแถวยาว
ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปบุด้วยทองคำองค์ใหญ่ สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว มีน้ำหนักทองเท่ากับน้ำหนักของพระเมืองแก้ว และยังมีพระพุทธรูปอื่นๆ อีก
พระเจ้าเก้าตื้อ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนา อิทธิพลสุโขทัย มีพุทธลักษณะงดงามมากที่สุดองค์หนึ่งของล้านนา ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย พระโอษฐ์ทาด้วยชาดสีแดงซึ่งทางเหนือนิยมมาก มีรอยต่อแปดแห่ง เดิมประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดเก้าตื้อ
ซึ่งปัจจุบันวัดเก้าตื้อได้รวมกับวัดสวนดอกเข้าเป็นวัดเดียวกัน
ปัจจุบันวัดสวนดอกเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเชียงใหม่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปชมสถาปัตยกรรมต่างๆ
และเป็นที่ตั้งของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่