โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ที่มาของพระราชดำรัส รัชกาลที่ 7 แก่ชาวจีน "ข้าพเจ้าเองก็มีเลือดจีนปนอยู่"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 มี.ค. 2566 เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2566 เวลา 18.28 น.
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนมีความเป็นมายาวนาน สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีส่วนสำคัญต่อสถานะของความสัมพันธ์นับตั้งแต่สมัยโบราณ มาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งหากกล่าวถึงในสมัยราชวงศ์จักรี พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์มีความสัมพันธ์และความเกี่ยวข้องกับจีนอย่างมาก ลักษณะเช่นนี้ยังสะท้อนผ่านพระราชดำรัส รัชกาลที่ 7 ที่มีแก่ชาวจีนว่า “แม้ตัวข้าพเจ้าเองก็มีเลือดจีนปนอยู่ด้วย”

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ เมื่อพ.ศ. 2325 ทรงมีพระราชดำริให้ข้ามมาสร้างพระนครใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก แต่บริเวณที่โปรดฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่อยู่ของพระยาราชาเศรษฐี และชาวจีนจำนวนหนึ่ง จึงโปรดให้ย้ายไปอยู่ที่สวนบริเวณวัดสามปลื้ม ไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง ซึ่งมีข้อความระบุถึงวัดชื่อ “สามเพ็ง” ในพระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า

“ให้พระยาราชาเศรษฐี และพวกจีนย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ที่สวนตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง…”

ตามความเห็นของนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์แล้ว ชุมชนชาวจีนบริเวณสำเพ็งมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางการค้าและท่าเรือที่สำคัญ เมื่อเวลาผ่านไป ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในกรุงเทพฯ ก็เข้าไปตั้งหลักแหล่งในสำเพ็งเป็นที่แล้ว ละแวกนี้ก็ขยายตัวเติบโตขึ้นตามลำดับ ชุมชนชาวจีนขยายตัวออกมายังพื้นที่ข้างเคียงตามแนวคลองผดุงกรุงเกษม

และในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงที่มีกรมโยธาธิการขึ้นแล้วเพื่อปรับปรุงถนนในกรุงเทพฯ และได้สร้างถนนหลักนั่นคือถนนเยาวราช บริเวณใกล้เคียงกับสำเพ็งขึ้น และยังมีถนนเส้นอื่นอีกหลายเส้น

การสร้างถนนเยาวราชใช้เวลาราว 10 ปีเลยทีเดียว สืบเนื่องจากที่ดินบริเวณนี้มีบ้านของคนมีฐานะอยู่ร่วมกับคนที่มีฐานะยากจนอาศัยกันหนาแน่น หลังจากประสบปัญหาล่าช้ากันมา ในที่สุดการสร้างถนนเยาวราชก็เสร็จสิ้นลงใน พ.ศ. 2443 การสร้างถนนเยาวราชนี้ทำให้ที่ดินใกล้เคียงพลอยพัฒนาเติบโตตามไปด้วย

แม้ว่าในรัชสมัยต่อมา ในรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงรู้สึกไม่สบายพระทัยกับท่าทีของจีนสยาม อันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงในประเทศต่างๆ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 (ซึ่งหลายประเทศเริ่มมีการปฏิวัติระบอบการปกครอง) ขณะที่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวจีนในสยามไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจด้วย อาทิ คนจีนนัดหยุดงานที่ภูเก็ต สมาคมอั้งยี่ มาจนถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ ดร. ซุนยัตเซ็น ภายหลังจึงทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง“ยิวแห่งบูรพาทิศ” โดยทรงใช้นามปากกา “อัศวพาหุ” แต่พระองค์มิได้ทรงแสดงอาการรังเกียจคนจีนในเวลานั้น

มาในสมัย รัชกาลที่ 7 สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงเรียนจีน เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2470 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสแก่ชาวจีน ใจความตอนหนึ่งว่า

“อันที่จริงไทยกับจีนนั้นต้องถือว่าเป็นชาติที่เป็นพี่น้องกันโดยแท้ นอกจากนี้เลือดไทยกับจีนได้ผะสมกันเปนอันหนึ่งอันเดียว จนต้องนับว่าแยกไม่ออก ข้าราชการชั้นสูงๆ ที่เคยรับราชการหรือรับราชการอยู่ในเวลานี้ ที่เปนเชื้อจีนก็มีอยู่เปนอันมาก แม้ตัวข้าพเจ้าเองก็มีเลือดจีนปนอยู่ด้วย โดยเหตุเหล่านี้ไทยและจีนจึงได้อยู่ด้วยกันได้อย่างสนิทสนมกลมเกลี่ยวมาช้านาน

ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์อะไรยิ่งไปกว่าที่จะขอให้มีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนให้เปนไปโดยสนิทสนมเหมือนอย่างที่แล้วมานี้ให้คงอยู่เช่นนี้ตลอดไป ข้าพเจ้าหวังว่า ท่านทั้งหลายจะมีความเห็นพ้องกับข้าพเจ้า และจะตั้งใจสั่งสอนบุตรหลานให้มีความรู้สึกเช่นนั้น ในโรงเรียนของท่าน ท่านย่อมสั่งสอนให้นักเรียนรักประเทศจีน ข้าพเจ้ายังหวังว่าท่านจะสอนให้รักเมืองไทยด้วย เพราะท่านทั้งหลายได้มาตั้งคหสถานอาศัยอยู่ประเทศสยาม ได้รับความคุ้มครองร่มเย็นเป็นอย่างดีจากรัฐบาลสยาม มีสิทธิทุกอย่างเหมือนคนไทย ได้รับความสุขสบายมั่งคั่งสมบูรณ์ในประเทศสยาม

เพราะฉะนั้นความมั่นคงของรัฐบาลสยามและประเทศสยามย่อมเปนสิ่งที่ท่านพึงประสงค์…”

สำหรับพระราชดำรัสว่า “แม้ตัวข้าพเจ้าเองก็มีเลือดจีนปนอยู่ด้วย” ผศ. แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย อธิบายเพิ่มเติมไว้ในแผนผัง “ราชตระกูล” ดังภาพนี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย. วิถีจีน-ไทยในสังคมสยาม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550

สุภางค์ จันทวานิช. สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนจีนในกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2559

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 ธันวาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...