โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

28 ธ.ค. ปราบดาภิเษก 'พระเจ้าตากสินมหาราช' พระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี

MATICHON ONLINE

อัพเดต 28 ธ.ค. 2563 เวลา 06.06 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 05.47 น.

28 ธ.ค. ปราบดาภิเษก ‘พระเจ้าตากสินมหาราช’ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี

วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี นับเป็น “วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน” ซึ่งพระองค์ทรงปราบดาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ แห่งกรุงธนบุรี

มติชน ได้ยกบทความ “28 ธ.ค.ปราบดาภิเษกพระเจ้ากรุงธนบุรี : ทำไมพระเจ้าตากจึงตีฝ่าวงล้อมออกจากกรุงศรีอยุธยาในวันนั้น” ซึ่ง ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เขียน เผยแพร่ไว้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2562 ดังนี้

ที่ผ่านมา เวลาเราอธิบายถึงการที่พระเจ้าตากตีฝ่าวงล้อมออกจากกรุงศรีอยุธยา เรามักอธิบายเพียงว่า เพื่อมุ่งไปยังเมืองจันทบุรี ไปจัดเตรียมกำลังเพื่อกลับมากอบกู้อยุธยา แต่เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมพระเจ้าตากจึงพากองทัพและครอบครัวพลเรือนของพระองค์ตีฝ่าวงล้อมออกจากกรุงศรีอยุธยา และทำไมต้องตีฝ่าออกไปในค่ำคืนวันนั้น

วันที่พระเจ้าตากตีฝ่าวงล้อม ระบุไว้ใน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ระบุว่าเป็นยามค่ำวันเสาร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 2 ซึ่งมีการคำนวณว่าตรงกับวันเสาร์ที่ 3 มกราคม ปี 2309 หรือก่อนหน้าการเสียกรุงศรีอยุธยา 3 เดือน (เปลี่ยนปีเป็น 2310 เมื่อขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5)

จากการศึกษาวิเคราะห์ ว่าทำไมพระเจ้าตากจึงเลือกที่จะตีฝ่าวงล้อมออกจากกรุงศรีอยุธยาไปในวันนั้น สรุปได้ว่า เพราะพระเจ้าตากทรงวิเคราะห์อนาคตของกรุงศรีอยุธยาแล้วว่า กรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียเมืองแก่กองทัพฝ่ายพม่าอังวะอย่างแน่นอน

ย้อนกลับไปเมื่อราว 15 เดือนก่อนหน้าการตีฝ่าวงล้อม นั้นคือจุดเริ่มที่กองทัพพม่าอังวะเริ่มเคลื่อนจากด้านเหนือคือเชียงใหม่ลงมายังเขตแดนของอยุธยา เมืองแรกที่ต้องเผชิญหน้ากองทัพพม่าคือ เมืองตาก หรือ เมืองบ้านตาก ของพระยาตาก หรือพระเจ้าตาก ทำให้พระเจ้าตากตัดสินใจพาทหารและครอบครัวในสังกัดของพระองค์และผู้ตัดสินใจติดตามพระองค์ลงมาปักหลักอยู่ยังกรุงศรีอยุธยา

ก่อนฤดูฝนหรือก่อนน้ำหลากท่วมพื้นที่โดยรอบนอกกำแพงพระนครกรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่าทั้งจากด้านเหนือและจากด้านใต้ที่ค่อยๆ ปราบหัวเมืองต่างๆ ให้มาขึ้นกับหรือภักดีกับฝ่ายพม่าอังวะ ก็ได้มาตั้งค่ายโอบล้อมกรุงศรีอยุธยาในระยะห่างสัก 7-10 กิโลเมตรโดยรอบ มีค่ายใหญ่สองค่ายแม่ทัพ ได้แก่ ค่ายโพสามต้น และค่ายสีกุกบางไทร

ฝ่ายกษัตริย์และชนชั้นนำอยุธยาปักหลักเชื่อมั่นว่า ยุทธศาสตร์ของการรักษากรุงและรักษาสถานภาพผู้ปกครองอยุธยาคือ น้ำหลาก ที่ฝ่ายกองทัพพม่าน่าจะยกทัพกลับไปกรุงอังวะของตน ไม่อาจจะอยู่ในปริมณฑลน้ำหลากโดยรอบได้

ทว่าฝ่ายแม่ทัพกองทัพพม่าอังวะกลับคิดตรงข้าม น้ำหลากนั้นทำให้คนในอยุธยา “เปรียบเหมือนปลาที่ติดอยู่ในอวนแห” จะออกไปไหนก็ไม่ได้ จะทำมาหากินปลูกข้าวในทุ่งโดยรอบอยุธยาก็ไม่ได้ จะหาปลาค้าขายระหว่างเมืองก็ไม่ได้ จะต้องถูกล้อมจนอดอยากหิวโหย ข้าวยากหมากแพงภายในกำแพงพระนคร

เมื่อน้ำลดลงหลังวันเพ็ญเดือน 12 เข้าสู่เดือนอ้าย ยุทธศาสตร์ฝ่ายพม่านั้นมีผลอย่างชัดเจนขึ้น ผลสะเทือนจากการล้อมกรุงศรีอยุธยาในฤดูน้ำหลาก ส่งผลต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่และอาหารการกินของคนในกำแพงพระนคร บวกกับจำนวนคนที่มีมากขึ้น ซึ่งมาจากการอพยพหลบเข้าไปอยู่ในกำแพงพระนครในช่วงสงครามอันยาวนาน อาจมีจำนวนคนอาศัยอยู่สูงขึ้นเป็นหลักแสนกว่าคน

ดังนั้น เพียงเริ่มต้นเดือน 2 พระเจ้าตากจึงตัดสินใจพากองทัพและครอบครัวในสังกัดของพระองค์ตีฝ่าวงล้อมออกไป เพราะวิเคราะห์ข้อมูลและปัจจัยรอบด้านแล้วเห็นแล้วว่า อยุธยาได้พ่ายแพ้ด้านยุทธศาสตร์ช่วงน้ำหลากไปแล้ว ดังนั้น กรุงศรีอยุธยาต้องแตกอย่างแน่นอน

วันที่พระเจ้าตากตีฝ่าวงล้อมไปตั้งแต่หัวค่ำที่เริ่มเดินทัพออกจากวัดพิชัยนั้น ได้ปะทะกับกำลังของฝ่ายพม่าหนึ่งครั้ง เดินทัพไปถึงบ้านสำบัณฑิต ด้านตะวันออกของกรุงศรีอยุธยา เลยเที่ยงคืน “เพลิงเกิดในกรุงเทพฯ ไหม้แต่ท่าทราย ตลอดถนนหลวงไปจนวัดฉัททันต์ แสงเพลิงรุ่งโรจน์โชตนาการ”

อาณาบริเวณที่เพลิงไหม้คืนนั้นคือการไหม้ย่านธุรกิจการค้ากลางกรุงศรีอยุธยา ท่าทรายคือแถวประตูข้าวเปลือก ประตูเมืองด้านเหนือติดแม่น้ำลพบุรี ไหม้ลงมาตามบ้านเรือนตามถนนกลางเมือง (ถนนชีกุน ในปัจจุบัน) และริมคลองประตูข้าวเปลือก ผ่านวัดราชบูรณะและเลยวัดมหาธาตุ จนถึงวัดฉัททันต์ กลางกรุงค่อนมาด้านใต้

ความหมายของเพลิงไหม้ในกรุงศรีอยุธยา ครั้งใหญ่ ครั้งแรกของศึกที่ถูกกองทัพพม่าล้อมไว้นานเกือบปี ในคืนวันเดียวกันกับที่พระเจ้าตากตีฝ่าวงล้อม เป็นไปได้หรือไม่ว่า เป็นการถูกโจมตีจากฝ่ายพม่าเพื่อสร้างความปั่นป่วนภายในกำแพงพระนคร ทั้งในค่ำคืนนี้ ไม่น่าจะมีกองทัพพระเจ้าตากเท่านั้นที่ตัดสินใจฝ่าวงล้อมออกไป ขุนนางและประชาชนในเมืองอีกจำนวนมากก็อาจตัดสินใจในแบบเดียวกัน

สำหรับพระเจ้าตากแล้ว เมื่อพิจารณาตลอดยุคสมัยของพระองค์ที่ให้ความสำคัญต่อการข่าวที่เร็วและข่าวที่ถูกต้อง ดูได้จากศึกสงครามในยุคพระองค์ ดังนั้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า พระเจ้าตากทรงได้รับข่าวที่ชัดแจ้งว่าจะเกิดเหตุร้ายในกรุงศรีอยุธยาระดับที่รุนแรง และหลังจากนี้ไป ฝ่ายกองทัพพม่าจะปรับยุทธวิธีตั้งค่ายให้กระชับวงล้อมเข้ามาอยู่ฝั่งตรงข้ามกำแพงพระนครทุกด้าน หากพระเจ้าตากตัดสินใจตีฝ่าออกไปล่าช้ากว่านี้ อาจไม่มีหนทางออกไปไหนได้อีกเลย

การข่าวที่เร็วและถูกต้อง เมื่อรวมกับการวิเคราะห์ที่พระองค์ทรงเรียกว่า “วิชาการใหม่” จึงทำให้พระองค์เห็นอนาคตได้ชัดว่า จุดจบกรุงศรีอยุธยามาถึงแล้ว ทั้งด้วยปัจจัยภายในของชนชั้นผู้ปกครองเดิม ราษฎรในสังกัดกลุ่มผู้ปกครองเดิม ปัจจัยชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจภายในกำแพงพระนครที่อดอยากและจะเพิ่มการปล้นชิงทำร้ายกันเอง ปัจจัยภายนอกกับการปรับยุทธวิธีกระชับจับปลาในอวนแหของฝ่ายกองทัพพม่า

การข่าวที่ดีเยี่ยม ปัจจัยภายในกรุง และปัจจัยภายนอกจากกองทัพพม่าในฤดูแล้ง เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้พระเจ้าตากตัดสินพระทัยตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าอังวะออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อย่ำค่ำของวันที่ 3 มกราคม ปี 2309 ในท่ามกลางการทิ้งกรุงศรีอยุธยาของกลุ่มคนจำนวนมากในค่ำคืนเดียวกัน

อ้างอิงเบื้องต้น

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (ประชุมพงศาวดาร เล่ม 40 ภาค 65-66), (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2528), หน้า 1-2.

มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า, สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2545), หน้า 242-243.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลใหม่เรื่อง ‘พระเจ้าตากสิน’ ว่าด้วย เมืองตาก-อนุสาวรีย์ที่วงเวียนใหญ่-นครศรีธรรมราช

“เมืองตาก” ของ “พระเจ้าตาก” ก่อนเป็นกษัตริย์กรุงธนบุรี คือที่ไหนกันแน่?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...