โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความฝันของคนรุ่นใหม่ อยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศ มีทางไหนเป็นไปได้บ้าง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ค. 2564 เวลา 11.22 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2564 เวลา 10.41 น.

ในระยะหลังมานี้เห็นหลายคนออกมาแชร์ประสบการณ์การย้ายไปอยู่ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากคนรุ่นใหม่ ด้วยปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ เด็กจบใหม่มีรายได้ต่ำสวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ไหนจะปัญหาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่สั่งสมมานาน ทำให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่ สำหรับหลาย ๆ คน พอมาเจอกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคต การไปอยู่ในประเทศที่ดีและพัฒนากว่าจึงเป็นความฝันของหลาย ๆ คน

เมื่อพูดถึงเรื่องการย้ายประเทศซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ง่าย ๆ เหมือนการเก็บกระเป๋าเดินทางไปเที่ยว สำหรับคนที่มีแพลนจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

การเตรียมตัวและการวางแผนที่ดีถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แล้วการที่จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศได้ควรเริ่มต้นอย่างไร “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวม 4 หนทาง ที่คุณจะสามารถย้ายไปอยู่ต่างประเทศได้

1.การลงทุนในต่างประเทศ

การได้มาซึ่งสิทธิการเป็นพลเมืองของประเทศที่เรามุ่งหวังจะไปพำนักอยู่แบบง่าย ๆ แต่ใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งน่าจะไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยมาแต่เดิม นั่นคือการเข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นสามัญ ธุรกิจ หรือบริจาคเงินให้กับประเทศปลายทาง ซึ่งรัฐบาลของหลายประเทศมีโครงการมอบสัญชาติหรือวีซ่าให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศ โดยแต่ละประเทศก็จะมีเกณฑ์การลงทุนที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่าง ประเทศออสเตรเลีย จะต้องลงทุน 1.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 36 ล้านบาทขึ้นไป และมีความมั่งคั่งสุทธิ 2.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 60 ล้านบาท สำหรับการอยู่อาศัยและนำไปสู่การเป็นพลเมืองในที่สุด ขณะที่นิวซีแลนด์อีกหนึ่งประเทศที่เป็นที่นิยมในการย้ายถิ่นที่อยู่จะต้องลงทุนสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือประมาณ 225 ล้านบาท

สำหรับ สหรัฐอเมริกา นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนผ่าน Regional Center เริ่มต้นที่ 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15 ล้านบาท จะได้วีซ่าประเภท EB-5 จากนั้นนักลงทุนและครอบครัวจะได้รับกรีนการ์ดสำหรับพักอาศัยในอเมริกา 2 ปี เมื่อผ่านไป 2 ปี การลงทุนเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถสมัครขอเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างถาวร (permanent resident) ในสหรัฐได้

นอกจากนี้หลายประเทศในสหภาพยุโรปมีโครงการอยู่อาศัยเพื่อการลงทุนบางประเภท เช่นประเทศมอลตา บริจาคเงินให้กับกองทุนพัฒนาประเทศจำนวน 675,000 ยูโร หรือประมาณ 25 ล้านบาท และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ 350,000 ยูโร หรือประมาณ 13 ล้านบาท จะได้รับสิทธิเป็นพลเมือง

2.การไปทำงานต่างประเทศ

วิธีย้ายไปอยู่ต่างประเทศอีกวิธีที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี คือการเข้าไปทำงานในประเทศนั้น ๆ ทำได้ด้วยการสมัครเข้าทำงานในบริษัทของต่างประเทศ หรืออาจจะใช้ทุนตัวเองในการเดินทางไป แล้วค่อยหางานทำต่อที่ประเทศปลายทาง เมื่อได้ทำงานตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และพักอาศัยอยู่ตามกำหนดของแต่ละประเทศก็สามารถสมัครเป็นพลเมืองได้

อย่างไรก็ตามการจะย้ายประเทศด้วยวิธีการเข้าไปทำงาน จะต้องดูทักษะที่ประเทศนั้น ๆ ต้องการ หากย้อนไปดูเมื่อ 30 ตุลาคม 2020 นายมาร์โค เมนดิซิโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และสิทธิพลเมืองแห่งแคนาดา (IRCC) ได้ประกาศแผนเปิดรับผู้อพยพชาวต่างชาติ ระหว่างปี 2021-2023 โดยเน้นไปที่แรงงานชั่วคราวในกลุ่มสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ปฏิบัติงานแนวหน้าเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และแรงงานชั่วคราวอื่น ๆ ที่จำเป็น รวมแล้วกว่า 1.2 ล้านคน เพื่อปูทางนำไปสู่การเป็นผู้พำนักถาวร (permanent residents) ในแคนาดา

ออสเตรเลีย ประเทศที่เปิดรับผู้คนจากทั่วโลก มีต่างชาติเข้าไปทำงานเป็นระยะเวลา 3 ปี สามารถทำเรื่องขอเป็นผู้พักอาศัยถาวร จากนั้นจึงจะสามารถสมัครเป็นพลเมืองได้ ซึ่งการได้มาซึ่งสัญชาติออสเตรเลียนอกจากจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่ภาครัฐมอบให้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ยังสามารถย้ายที่อยู่อาศัยไปประเทศนิวซีแลนด์ได้อย่างถาวรด้วย

ประเทศเยอรมนี ดินแดนที่หลายคนอยากไปเยือนและอยากอยู่อาศัยระยะยาว นอกจากการพักอาศัยจนครบ 3 ปี และการได้วีซ่าถาวรแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับการยื่นขอสัญชาติเยอรมันเลยคือ การสอบ Einburgerungstest ให้ผ่าน ซึ่งเป็นข้อสอบวัดความรู้เกี่ยวกับการอยู่เยอรมนี โดยปกติแล้วกฎหมายเยอรมนีไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ แต่ปี 2012 ทางการเยอรมนีมีข้อยกเว้นให้คนไทยสามารถถือสองสัญชาติได้

นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศจะให้สัญชาติแก่ชาวต่างชาติเป็นครั้งแรก โดย ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตุม รองประธานาธิบดี ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาว่า ได้แก้ไขกฎหมายเพื่อมอบสัญชาติให้กับนักลงทุน ผู้มีความสามารถพิเศษ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ วิศวกร ศิลปิน นักเขียน และครอบครัว ทั้งนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับรัฐกัลฟ์ ในฐานะศูนย์กลางการเงินและการท่องเที่ยว

3.การไปเรียนต่อต่างประเทศ

การไปเรียนต่อต่างประเทศและทำเรื่องขอสัญชาติ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มีแพลนจะไปอยู่ต่างประเทศแบบถาวร อาจจะใช้ทุนตัวเองในการไปเรียนต่อ หากมีงบฯไม่มากพอในปัจจุบันหลายประเทศก็มอบทุนการศึกษาให้กับคนต่างชาติเข้าศึกษาต่อในสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศนั้น ๆ ทั้งในรูปแบบของทุนเต็มจำนวน ทุนที่ให้เฉพาะค่าเล่าเรียน ซึ่งอาจจะต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศที่เราจะไปเรียนต่อ เพราะมีเงื่อนไขที่ต่างกันออกไป

สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความหลากหลาย มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายแห่งตั้งอยู่ที่นี่ เป็นโอกาสที่หลายคนอาจจะได้ทำงานต่อ อย่างไรก็ตามนักเรียนต่างชาติจะต้องออกจากสหรัฐอเมริกาทันทีหลังสำเร็จการศึกษา หรือสามารถอยู่ต่อได้อีก 1 ปี สำหรับการฝึกงาน ส่วนการขอสัญชาติของนักเรียนต่างชาติ ทำได้โดยการขอวีซ่าประเภท H1B เป็นวีซ่าทำงานสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแขนงต่าง ๆ จากนั้นจึงจะสามารถสมัครกรีนการ์ดได้

ออสเตรเลีย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เหมาะกับการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา แม้ว่ามหาวิทยาลัยในออสเตรเลียจะมีค่าเล่าเรียนสูง แต่ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำหรับนักเรียนต่างชาติในการย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะชาวเอเชียใต้ เนื่องจากในปี 2013 ออสเตรเลียเปลี่ยนนโยบายวีซ่าสำหรับนักเรียนที่จะอนุญาตให้ทำงานนอกเวลา และอาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้นานถึง 5 ปี

สิงคโปร์ ประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว มีระบบการศึกษาที่ไม่แพ้ชาติไหนในโลก และอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนไทยที่ต้องการย้ายไปเรียนต่อและอยู่ถาวร จากสถิติตั้งแต่ปี 2008-2017 มีนักศึกษาต่างชาติ 7,251 คน สมัครเป็นผู้พำนักถาวร ซึ่ง 5,932 คน หรือเกือบ 82% ของผู้สมัครได้เป็นผู้พำนักถาวร และต่อมานักศึกษาต่างชาติ 1,072 คน ในจำนวนนั้น หรือคิดเป็น 18% ได้เปลี่ยนสถานะเป็นพลเมืองในปลายปี 2017

4.การแต่งงาน และ/หรือให้ญาติสัญชาตินั้นรับรอง

วิธีสุดท้ายในการย้ายประเทศและกลายเป็นพลเมืองของประเทศที่เราตั้งใจไว้คือ การแต่งงานกับคนสัญชาตินั้น ๆ หรือให้ญาติใกล้ชิดทางสายเลือดที่ถือสัญชาตินั้นอยู่แล้วเป็นผู้ยื่นเรื่องขอสัญชาติให้ อย่างการขอกรีนการ์ดในอเมริกา ฟังดูเหมือนจะง่าย ซึ่งแต่ละประเทศก็มีข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ที่ต่างกัน

สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝันของใครหลาย ๆ คน นอกจากธรรมชาติที่สวยงามแล้ว เรื่องของรัฐสวัสดิการก็ถือว่าดีติดอันดับต้น ๆ ของโลก การแต่งงานกับชาวสวิสทำให้เราได้วีซ่าเข้าไปพักอาศัย แต่การได้สัญชาติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยมีข้อกำหนดว่า จะต้องแต่งงานกับชาวสวิสมาแล้วนานกว่า 3 ปี และต้องพักอาศัยอยู่สวิตเซอร์แลนด์นานกว่า 5 ปี จึงจะสามารถยื่นขอสัญชาติได้ ทั้งนี้ยังต้องผ่านการสอบ การสัมภาษณ์กับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ก็คุ้มค่าหากเทียบกับสิทธิประโยชน์ในการเดินทางเข้าออกมากกว่า 155 ประเทศโดยไม่ต้องใช้วีซ่า รวมถึงสามารถเรียน ทำงาน และพำนักอาศัยใน 27 ประเทศทั่ว EU

สวีเดน หนึ่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงมาก การยื่นขอเป็นพลเมืองสวีดิชจากการแต่งงาน มีข้อกำหนดว่า จะต้องอยู่กินกับคู่สมรสมากกว่า 2 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถยื่นขอวีซ่าอยู่อาศัยถาวร Permanent Residence Permits (PUT) ได้ และจะต้องทำใหม่ทุก ๆ 5 ปี เหมือนกับบัตรประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...