โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรควัณโรค กินยาครบ วัณโรคหายขาด

สวพ.FM91

อัพเดต 26 มิ.ย. 2562 เวลา 04.45 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2562 เวลา 04.45 น.

วัณโรค (Tuberculosis) ในสมัยโบราณเรียกกันว่า ฝีในท้อง (ซึ่งในสมัยก่อน วัณโรค ถือว่าเป็นโรคติดต่อที่น่ารังเกียจมาก ถึงขั้นไร้ญาติขาดมิตรเลยทีเดียว) เป็นโรคติดเชื้อเรื้อรัง ที่เกิดจากเชื้อวัณโรค และสามารถแพร่ให้คนที่อยู่ใกล้ชิดได้อย่างง่ายดาย ในสมัยโบราณ ผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค มักจะเสียชีวิต แต่ในปัจจุบัน โรคนี้สามารถรักษาจนหายขาดได้ แต่ก็ถือว่า เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อย และมักพบในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ และผู้ที่มีฐานะยากจน หรืออยู่กันอย่างแออัด
สาเหตุของ วัณโรค เกิดจากการติดเชื้อไมโครแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium Tuberculosis) ที่มีการเจริญเติบโต หรือแบ่งตัวช้ากว่าแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ มีหลายสายพันธุ์ ที่ก่อให้เกิดวัณโรคได้ แต่สายพันธุ์ที่พบได้บ่อย และก่อปัญหาให้กับมนุษย์มากที่สุดคือ เชื้อ ไมโครแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส หรือ เชื้อเอเอฟบี ซึ่งสามารถแพร่กระจายในอากาศ และติดต่อจากคนสู่คนได้
การติดต่อของเชื้อวัณโรค มักจะติดเชื้อผ่านทางการหายใจ สูดเอาเชื้อในฝอยละอองเสมหะขนาดเล็ก ที่ผู้ป่วยปล่อยออกมา จากการไอ จาม พูด หัวเราะ ร้องเพลง หรือหายใจ เชื้อจะเข้าไปภายในปอด และต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด และอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ ได้ทั่วร่างกาย แต่พบที่ปอดได้บ่อยที่สุด และมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเชื้อจะสามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ โดยการ ไอ และเชื้อจะสามารถอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง
ผู้ที่จะรับเชื้อได้ ในปริมาณที่มากพอจนติดโรคได้ คือผู้ที่ต้องอยู่ใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรคเป็นเวลานาน โดยผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ จะสามารถติดเชื้อวัณโรค ได้ง่ายกว่าผู้ที่ร่างกายแข็งแรงมาก
อาการของวัณโรค เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อวัณโรคแล้ว โดยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการทันที เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ป้องกันการจู่โจมของเชื้อในร่างกาย จึงทำให้เชื้อค่อย ๆ พัฒนาอย่างช้า ๆ อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ไปจนถึงหลายปี กว่าอาการของโรค จะเริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็น ซึ่งอาการของวัณโรค สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะใหญ่ ๆ คือ
• วัณโรคระยะแฝง (Latent TB) คือ ระยะที่เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้ว แต่ยังไม่มีอาการแสดงใด ๆ เนื่องจากเชื้อยังไม่ได้รับการกระตุ้น แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และสามารถก่อให้เกิดอาการป่วย จนเข้าสู่ระยะแสดงอาการได้ โดยผู้ป่วย 90% จะไม่มีอาการแสดง และไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ แต่อีกประมาณ 10% ที่เหลือจะป่วยเป็นวัณโรค
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ครึ่งหนึ่งจะมีอาการของโรค ภายใน 2 ปี และอีกครึ่งหนึ่ง จะเกิดอาการหลังจากติดเชื้อภายใน 10 ปี และหากไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยมากกว่าครึ่ง จะเสียชีวิตภายใน 2 ปี
• วัณโรคระยะแสดงอาการ (Active TB) คือ ระยะที่เชื้อวัณโรค ได้รับการกระตุ้นจนแสดงอาการออกมา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรก ๆ จนถึงหลายปีหลังได้รับเชื้อ โดยส่วนใหญ่แล้ว วัณโรคจะแสดงอาการที่ปอด หรือวัณโรคปอด โดยผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอด จะมีอาการแสดงที่สำคัญคือ มีไข้ และ ไอเรื้อรัง นานหลายสัปดาห์ ถึงหลายเดือน
เริ่มแรก ผู้ป่วยจะมีอาการคล้าย ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือหลอดลมอักเสบ โดยที่มีอาการไอเป็นหลัก ระยะแรกจะไอแห้ง ๆ ก่อนจะไอมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว มักมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ ๆ ในช่วงบ่าย อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย และอาจมีอาการเหงื่อออกชุ่มในตอนกลางคืน
ผู้ป่วยจะมีอาการเรื้อรังเนื่อง 2-3 สัปดาห์ ก่อนที่อาการไอจะถี่ขึ้น ความอยากอาหารลดลง และน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุ อาจไอออกมาเป็นเลือดได้ แต่มักจะออกมาในปริมาณไม่มาก
ภาวะแทรกซ้อนของวัณโรค มักเกิดขึ้นจากการรักษาที่ล่าช้า หรือการรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง เมื่อเกิดขึ้น จะมีอาการตั้งแต่ไม่รุนแรง ไปจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ โดยภาวะแทรกซ้อน ที่มักพบในผู้ป่วยวัณโรค ได้แก่
ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด
ภาวะมีลมในโพรงเยื่อหุ้มปอด
ถุงลมปอดโป่งพอง
ฝีในปอด
ไอออกเป็นเลือดมากจนช็อก
นอกจากนี้ เชื้อวัณโรคอาจกระจายผ่านกระแสเลือด หรือระบบน้ำเหลือง จนทำให้กลายเป็นวัณโรคอวัยวะต่าง ๆ ได้ เช่น วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง วันโรคต่อมน้ำเหลือง วัณโรคกล่องเสียง วัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ วัณโรคลำไส้ วัณโรคไต วัณโรคกระดูก เป็นต้น
การป้องกันวัณโรค
• ฉีดวัคซีนบีซีจี หรือวัคซีนป้องกันวัณโรค โดยฉีดให้ทารกตั้งแต่แรกเกิดทุกราย จะเกิดภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนประมาณ 4-6 สัปดาห์ และอยู่ไปได้นาน 10-15 ปี สามารถ ป้องกันวัณโรค ได้สูงถึง 60-90%
• รักษาสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช้ยาเสพติด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเชื้อเอชไอวี และตรวจสุขภาพและเอกซเรย์ปอดทุกปี
• หากมีอาการผิดปกติ ที่สงสัยว่าจะเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง ไอเกิน 2 สัปดาห์ ไอมีเลือด มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด หอบ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เหงื่อออกมากตอนกลางคืน ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกาย ถ้าพบว่าเป็นวัณโรค จะได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆสามารถป้องกันไม่ให้โรคลุกลาม และแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้
• ผู้ที่ป่วยเป็น วัณโรค เมื่อกินยาแล้วอาการดีขึ้น ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะการกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือกินยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง อาจทำให้เชื้อดื้อยา ทำให้รักษาให้หายได้ยากกว่าเดิม และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมาได้
• ขณะที่ผู้ที่ป่วยไอ หรือจาม ควรใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู่ปิดปากทุกครั้ง ควรบ้วนเสมหะลงในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด และถ้าเป็นไปได้ ควรนำเสมหะไปเผาไฟหรือฝังดินเพื่อกำจัดเชื้อวัณโรค
• ถ้าอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยวัณโรค ควรดูแลให้ผู้ป่วย ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ในช่วงที่ผู้ป่วยกินยารักษาวัณโรค ได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือยังไม่หายจากอาการไอ ให้หลีกเลี่ยงการนอนในห้องเดียวกับผู้ป่วย ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อเสมอ
• สำหรับผู้ปกครองที่ป่วยเป็นวัณโรค ควรแยกออกห่างจากลูก ไม่กอดจูบลูก สำหรับคุณแม่ไม่ควรให้ลูกดูดนมตัวเอง จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อ
• หากผู้ป่วยมีแผนย้ายที่อยู่ ระหว่างทำการรักษา ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อที่แพทย์จะได้วางแผนการรักษา ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
24 มีนาคม  คือวัน "วัณโรคสากล"
ขอบคุณ บทความจากเว็ปไซต์ ชีวิตดีดี GEDGOODLIFE
ไทยติดอันดับ 1 ใน 14 ประเทศ มีผู้ติดเชื้อวัณโรคสูงอัตรา 1.2 แสนคนต่อปี เข้าถึงการรักษาแค่ 60%เสียชีวิตปีละ 1.2หมื่นราย สมาคมปราบวัณโรคฯ รณรงค์เปิดตัว “โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค” เน้นความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อก้าวสู่เป้าหมายการยุติวัณโรค
การเสวนา "โครงการประเทศ“ไทยปลอดวัณโรค” โดย สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในโครงการมีกิจกรรมหลัก คือ ทุนสนับสนุนโครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับการดูแลและควบคุมวัณโรค ปี 2561 (TB Grant 2018) เพื่อกระตุ้นให้โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตื่นตัวและคิดหานวัตกรรมเพื่อการควบคุมวัณโรคที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีทุนสนับสนุนรวม 3แสนบาทโดยจะมอบให้ปีละ3โครงการ โครงการละ 1 แสนบาท โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถส่งรายละเอียดโครงการขอรับทุน รวมทั้งหลักฐาน เอกสารสนับสนุน ซึ่งจะต้องเป็นโครงการที่ไม่เคยได้รับรางวัลมาก่อน และสามารถขยายผลและปฏิบัติลงสู่พื้นที่อื่นได้
โดย ศ. เกียรติคุณ นพ. อรรถ นานา นายกกรรมการบริหาร สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เปิดเผยว่า โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค ซึ่งรวมถึงการให้ทุน TB Grant 2018 จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชน เสนอนวัตกรรมเพื่อการควบคุมวัณโรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนวัตกรรมนั้นควรสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาโมเดลความร่วมมือของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ที่ร่วมกับเครือข่ายงานวัณโรคภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับทุน TB Grant เมื่อพ.ศ. 2553 และได้ดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบัน สามารถขยายเครือข่ายให้ความรู้และเข้าถึงชุมชนได้ถึง 469 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 2,066 หมู่บ้าน นับเป็นอีกโมเดลตัวอย่างที่ดำเนินงานได้โดยประชาชนมีส่วนร่วม หากได้นำแนวคิดและวิธีการไปปรับใช้และขยายผลในจังหวัดอื่นๆ ก็จะสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยได้ และมุ่งสู่เป้าหมายในการยุติวัณโรคใน พ.ศ. 2578 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายยุติวัณโรคขององค์การอนามัยโลก
พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้จัดให้ประเทศไทยติด 1 ใน 14 ประเทศที่พบผู้ป่วยวัณโรคสูงโดยพบอัตรา 1.2 แสนคน/ปี มีผู้เข้าถึงระบบการรักษาเพียงร้อยละ 60 และเสียชีวิตสูงถึงปีละ 12,000 ราย ทั้งวัณโรคที่ติดเชื่อ HIV สูง และมีวัณโรคดื้อยารุนแรงเนื่องจากไม่มียารักษาประมาณปีละ 4,500 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก ดังนั้น สธ.ก็ได้มีมาตรการเร่งรัดค้นหาเพื่อเอาผู้ป่วยที่ติดเชื้อมารักษาให้ เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อเพราะการแพร่เชื้อง่ายมาก มีการติดต่อในระบบทางเดินหายใจ เพราะฉะนั้นการที่ใช้บริการรถไฟฟ้า การเดินในห้างสรรพสินค้า มีโอกาสรับเชื้อสูงมาก ทั้งนี้ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่อยู่ในที่แออัด เช่น กลุ่มนักโทษ กลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรค HIV และกลุ่มที่สัมผัสผู้ป่วย เช่นพ่อแม่พี่น้อง กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีการเคลื่อนย้ายไปมา เพราะในประเทศเพื่อนบ้านมีวัณโรคสูงมากกว่าบ้านเรา และกลุ่มบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ต้องมีการนำมาคัดกรองว่ามีการติดเชื้อในระยะแฝงหรือไม่ ซึ่งต้องรีบคัดกรองเพราะวัณโรคมีระยะฟักตัวที่นาน อย่างในปี 2560 แล้วสำนักวัณโรคกรมควบคุมโรค ก็ได้มีการนำรถเอ็กซเรย์เคลื่อนที่ ไปเอ็กซเรย์นักโทษทั้งหมด 3 แสนคน เพื่อวินิจฉัยว่าป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่ หากพบว่าติดเชื้อก็ต้องรีบนำมาให้ยาป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคในอนาคต ซึ่งทั้งสองส่วนต้องมีการดำเนินการค้นหาควบคู่กันเพื่อให้การควบคุมในอนาคตมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้สำหรับแผนปฏิบัติการเพื่อควบคุมวัณโรค ได้มีการนำเรื่องเข้า ครม.เป็นที่เรียบร้อย โดยในระยะเวลา 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2560-2564ต้องลดอัตราผู้ติดเชื้อ 172 คน/1 แสนประชากร ให้เหลือ 88 คน/1แสนประชากรซึ่งเราก็พยายามเดินไปตามเป้าขององค์การอนามัยโลกว่าภายใน20 ปีข้างหน้า หรือ 2578 ต้องลดให้น้อยกว่า10 คน/1 แสนประชากร ซึ่งการดำเนินงานนั้นเนื่องจากมติได้ผ่าน ครม.แล้ว เพราะฉะนั้นก้มีการทำงานร่วมกับทุกกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสอนให้เด็กนักเรียนรู้จักการเฝ้าระวังตัวเองรู้จักว่าวัณโรคเป้นอย่างไร นอกจากนี้ก็มีกระทรวงแรงงาน พม. กระทรวงยุติธรรม ที่อนุญาตให้เราเข้าดูลนักโทษในเรือนจำ ซึงทุกกระทรวงได้รับการรับรองว่าจะให้ความร่วมมือในการป้องกันวัณโรคจึงจะผ่านมติ ครม.ได้
นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สำหรับกรุงเทพมหานคร นอกจากจะมีการเร่งรัดการดำเนินงานวัณโรคแล้ว ยังได้มีมาตรการใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา โดยมีการลงทุนงบประมาณในการจัดตั้ง ‘TB Referral Center’ ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรค เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการขาดยา รวมถึงเพื่อกำกับการกินยาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน โดยศูนย์ฯ จะมีการส่งต่อผู้ป่วยที่วินิจฉัยแล้วจากสถานที่หนึ่ง แต่สมัครใจจะไปรักษาที่อื่น หรือส่งต่อผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งไปยังแห่งอื่นทั้งในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด รวมถึงช่วยติดต่อสถานที่ทำ DOT (การกินยาโดยมีพี่เลี้ยงกำกับ) ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย มีการติดตามผลเมื่อรักษาครบ เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่คอยประสานและติดตามผลเพื่อให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้บริการศูนย์ ‘TB Referral Center’ จำนวน 488 คน
ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยเป็นวัณโรคจำเป็นต้องรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่องทุกเม็ด ทุกมื้อตลอด 6 เดือนจนหายขาด ซึ่งจะใช้ค่ายารักษาประมาณ 3,000 กว่าบาทต่อราย ทั้งนี้รัฐบาลให้บริการการรักษาฟรี ทั้งค่ารักษาค่ายา แต่หากผู้ป่วยกินยาไม่สม่ำเสมอ และหรือหยุดยาเองจะทำให้เป็นวัณโรคดื้อยา ทำให้ต้องเปลี่ยนกลุ่มยาซึ่งจะมีราคาแพงขึ้นเป็นหลักแสนบาท และต้องกินยาไม่น้อยกว่า 18 เดือน และถ้าเป็นวัณโรคเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรง ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง 1.2 ล้านบาทต่อราย
ขอบคุณเว็ปไซต์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 
วัณโรค โรคติดต่อร้ายแรง 1 ใน 10 สาเหตุการตายที่สำคัญ
 
วัณโรค เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อโดยการสูดเอาอากาศที่มีตัวเชื้อวัณโรคเข้าไป เมื่อ 20 ปีก่อน วัณโรคเป็น 1 ใน 10 สาเหตุของการตายที่สำคัญที่สุด แต่เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ปัจจุบันวัณโรคจึงไม่จัดอยู่ในสิบสาเหตุการตายที่สำคัญ
ในปัจจุบันวัณโรคได้รับความสนใจจากองค์การอนามัยโลก เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และเชื้อเริ่มดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ประมาณปีหนึ่งมีคนติดเชื้อเพิ่มถึง 8 ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ 3 ล้านคนต่อปี
วัณโรคคืออะไร?
วัณโรค โดยปกติเรียกว่าโรค (TB) เป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังที่เกิดจากไวรัส Mycobacterium Tuberculosis โดยส่วนใหญ่จะเกิดการอักเสบบริเวณปอด ที่เรียกว่า วัณโรคปอด แต่ก็สามารถเกิดได้กับทุกอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น ต่อมน้ำเหลือง สมอง และลำไส้ ในสมัยก่อนนั้น เนื่องจากทางการแพทย์ยังไม่พัฒนา ผู้ป่วยวัณโรคเป็นแล้วก็มักจะเสียชีวิต แต่ในปัจจุบันด้วยเพราะการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้นจึงทำให้วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา
วัณโรคนั้นแตกต่างการจากติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเชื้อวัณโรคสามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน โดยไม่แสดงอาการแต่อย่างใด เรียกว่าวัณโรคระยะแฝง ทั่วโลกมีผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคระยะแฝงอยู่ประมาณ 2,000 ล้านคน โดยสถิติเฉลี่ยแล้ว 10 % ของวัณโรคระยะแฝงจะพัฒนาไปเป็นวัณโรคปอดภายใน 10 ปี
เชื้อวัณโรคจัดเป็นเชื้อโรคในกลุ่มเป็นแท่ง (Bacilli) มีความคงทนต่อความแห้งได้ดี และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองได้นานเชื้อวัณโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วย โดยทางเสมหะ และละอองเสมหะ หรือน้ำลายจากการไอ หรือจาม หรืออาจออกมากับน้ำหนองในกรณีป่วยเป็นวัณโรคของต่อมน้ำเหลือง หรือผิวหนังการติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจสูดดมเอาฝุ่นละอองหรือละอองเสมหะ ที่มีตัวเชื้อโรคแขวนอยู่
เมื่อพูดถึงวัณโรค ชาวบ้านทั่วไปมักจะนึกถึงโรคปอด คือวัณโรคปอด แต่ความจริงวัณโรคอาจเป็นได้ในทุก ๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น ลำไส้ ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังเละเยื่อหุ้มสมอง บางครั้งอาจพบว่าผู้ป่วยไม่เป็นวัณโรคปอด แต่พบวัณโรคของอวัยวะอื่น เช่น ที่ต่อมน้ำเหลืองเพียงอย่างเดียว หรือเยื่อหุ้มสมองเพียงแห่งเดียว อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าจะต้องเริ่มต้นจากปอดก่อนเสมอ ที่ไม่พบในปอดก็เพราะซ่อนเร้นอยู่ โดยการฉายเอ็กซเรย์ปอดตรวจไม่พบ หรือการตรวยเสมหะเพื่อหาตัวเชื้อแล้ตรวจไม่พบเท่านั้น
วัณโรค ติดต่อได้อย่างไร?
วัณโรค เป็นโรคติดต่อทางการหายใจ โดยปกติเชื้อจะแพร่จากผู้ป่วยวัณโรคปอด ไปสู่บุคคลอื่นทางละอองเสมหะขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเกิดจากการไอ จาม หรือพูด ซึ่งละอองเสมหะเหล่านี้ สามารถมีชีวิตลอยอยู่ในอากาศหลายชั่วโมง และเมื่อมีผู้สูดเข้าไปจะเข้าไปจนถึงถุงลมปอด และเกิดการอักเสบได้ ซึ่งพบว่าการไอหนึ่งครั้งนั้น สามารถก่อให้เกิดละอองเสมหะมากถึง 3,000 ละอองเสมหะ
หลังจากวัณโรคเข้าสู่ถุงลมปอด
ในระยะแรกนั้น เมื่อเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายแล้ว ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาทางกายภาพ และยังไม่สามารถตรวจพบ ต้องรอหลังจากนั้นประมาณ 4 อาทิตย์ ร่างกายจะเริ่มมีปฏิกริยากับเชื้อวัณโรค โดยปกติในร่างกายของคนที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงก็ย่อมสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบนิ่งได้ โดยเรียกระยะนี้ว่าระยะแฝง ซึ่งจะไม่มีอาการของโรค และยังไม่แพร่เชื้อ แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กจะไม่สามารถควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบนิ่งได้ ทำให้เกิดวัณโรคปฐมภูมิ คือ วัณโรคที่แสดงอาการตั้งแต่ครั้งแรกที่ติดเชื้อ
อาการแสดงของวัณโรคปอด
ระยะแรกจะมีการไอแห้ง ๆ อย่างเดียว อาการจะมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น ระยะต่อมาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย และมักจะมีอาการไข้ต่ำ ๆ โดยเฉพาะในเวลาเย็น และกลางคืน ในระยะที่เป็นโรคมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ และไอมีเสมหะติดเลือดปนด้วย จนถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้ ถ้าเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มปอดอาจมีน้ำเกิดขึ้นในช่องปอด และมีอาการเจ็บอก น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้อาการหอบเกิดมากขึ้น
อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอดคือ ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการไอ ที่นานมากกว่า 3 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มต้นจะเริ่มไอแห้ง ๆ ก่อน ต่อมาจะเริ่มมีเสมหะจนอาจไอเป็นเลือดได้ อาการอื่น ๆ ที่พบได้บ่อยคือ อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง และมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน
อาการแสดงของวัณโรคที่อวัยวะอื่น
ถ้าเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง มักมีไข้ และมีก้อน (ต่อมน้ำเหลือง) ที่พบบ่อยมักจะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝี และแตกมีน้ำหนองซึมออกมาได้ ถ้าเป็นที่เยื่อหุ้มสมองจะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วย
การรักษาจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ด้วยการปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอดโรงพยาบาล หรือคลีนิคแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปี หรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนโดยปฏิบัติตัวตามสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่ง
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจวินิจฉัยวัณโรคนั้น ทำโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่
เอ็กซเรย์ปอด ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ตรวจพบความผิดปกติของปอดที่เข้าได้กับลักษณะของวัณโรคปอดเช่น พบการอักเสบของปอด ที่ปอดกลีบบน เนื่องจากเป็นส่วนที่ได้รับออกซิเจนมากที่สุด
การย้อมสีวัณโรคจากเสมหะ วิธีจะทำในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคปอด เพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยจะใช้การเก็บเสมหะตอนตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้สามารถรู้ผลการตรวจภายใน 30 นาที แต่มีข้อเสียคือ วิธีนี้มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเท่านั้นเอง ดังนั้นหากผู้ป่วยที่เคยตรวจวัณโรคโดยวิธีนี้แล้วไม่พบการติดเชื้อวัณโรคในเสมหะ ก็ยังไม่อาจยันยืนได้ว่าเป็นวัณโรคปอดหรือไม่
การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ ข้อดีของการใช้วิธีนี้คือ สามารถตรวจพบเชื้อได้สูงถึง 80 – 90% แต่ข้อเสียคือใช้ระยะนานเกินไป ต้องใช้เวลานานถึง 2 เดือนจึงจะทราบผล
วิธีสังเกตอาการ เมื่อผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการ ตรงตามอาการของผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 3 อาทิตย์ และมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักตัวลด แพทย์จะทำการเอ็กซเรย์ปอด ซึ่งถ้าหากพบอาการผิดปกติที่ปอดที่ตรงตามกับลักษณะของวัณโรค แพทย์ก็จะให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะ ตรวจย้อมเชื้อวัณโรค ซึ่งถ้าพบเชื้อวัณโรค ก็สามารถวินิจฉัยได้อย่างแน่นอน แต่ในบางครั้งผู้ป่วยที่ได้รับการเอ็กซเรย์ปอดและมีอาการตรงตามลักษณะของวัณโรค
แต่เมื่อย้อมสีเสมหะแล้ว กลับไม่พบเชื้อวัณโรค แพทย์อาจให้การวินิจฉัย และให้การรักษาแบบวัณโรคปอดได้ แต่ต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
ข้อควรปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวัณโรค
รับประทานยาวัณโรค ตามที่แพทย์แนะนำจนครบกำหนด เพื่อป้องกันเชื้อวัณโรคเกิดการดื้อยา ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการผิดปกติหลังจากเริ่มรับประทานยาวัณโรค เช่น อาเจียน ปวดข้อ มีผื่น และปวดข้อ ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อปรับยาให้เหมาะสม และที่สำคัญต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย 
ในช่วงแรกของการรักษานั้น โดยเฉพาะในช่วงสองอาทิตย์แรกนั้นถือว่าเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยควรอยู่แต่เฉพาะในบ้านเท่านั้น อยู่ในห้องที่แสงแดดส่องถึง และมีอากาศถ่ายเทสะดวก และควรแยกห้องนอนต่างหากด้วย ไม่ควรออกไปในที่ชุมชน และแออัด หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรสวมหน้ากากควรสวมหน้ากากอนามัยด้วย
ปิดปากทุกครั้งเวลาไอหรือจาม
งดสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล้า บุหรี่ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ และเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังควรพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วย
คนที่อยู่ใกล้ชิดควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายและเอ็กซเรย์ปอด ซึ่งในผู้ใหญ่นั้นหากเอ็กซเรย์แล้ว ไม่พบความผิดปกติของปอด จะถือว่าไม่เป็นวัณโรค ไม่จำเป็นต้องมีการรักษา แต่ถ้าในเด็กเล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติ และหลังจากเอ็กซเรย์แล้วไม่พบความผิดปกติของปอด ยังต้องมีการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งเรียกว่าการตรวจทูเบอร์คูลีน ถ้าผลออกมากเป็นบวก แพทย์จึงจะให้การรักษาวัณโรค
การป้องกันวัณโรค
การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ใช้สารเสพติดทุกชนิด และควรตรวจเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี
ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ให้ทารกแรกเกิดทุกราย ซึ่งวัคซีนชนิดนี้ สามารถป้องกันวัณโรคชนิดรุนแรงในเด็กเล็กได้ แต่ไม่มีผลในการป้องกันวัณโรคปอดสำหรับผู้ใหญ่ ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีมาแล้ว ก็ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอดได้ ถ้าหากมีอาการผิดปกติและสงสัยว่าเป็นวัณโรค เช่น มีอาการไอเรื้อรังมากกว่า 3 อาทิตย์ มีไข้ เจ็บหน้าอก เหงื่อออกตอนกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หากมีอาการเหล่านี้อยู่ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่
ในขั้นตอนของการรักษานั้นผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนในกรณีของผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรียน้อย คือ ตรวจย้อมเสมหะแล้วไม่พบเชื้อวัณโรค แต่ยังมีเชื้ออยู่เมื่อในเสมหะไปเพาะเชื้อเพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่ค่อยแพร่เชื้อ แต่ก็ยังต้องมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐาน
สาเหตุของการรักษาโรคที่ล้มเหลว
สาเหตุส่วนใหญ่ของการรักษาที่ล้มเหลวนั้นเกิดจากตัวของผู้ป่วยเอง ที่ไม่ปฏิบัติตัวให้เคร่งครัดตามคำสั่งของแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว และต้องอาศัยความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ตรวจย้อมเสมหะ แล้วพบเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อวัณโรคให้กับคนใกล้ชิดได้ ดังนั้นตัวผู้ป่วยเองควรงดการมีปฏิสัมพันธ์การบุคคลอื่นหลังจากเริ่มรักษาเป็นเวลา 2 อาทิตย์ จากสถิติแล้วผู้ป่วยรายใหม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่า ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาไปแล้ว แต่รับการรักษาไม่ครบ แล้วกลับมารักษาใหม่ ดังนั้นจึงควรรักษาให้หายขาดตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น
การรักษาวัณโรค แบ่งออกเป็น 2 ระยะ
ระยะเข้มข้น เป็นช่วงเดือนแรกของการรักษา ช่วงนี้จะใช้ตัวยา 4 ชนิด ซึ่งตัวยาอาจจะอยู่ในยาแยกเม็ด หรือยารวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน ระยะเข้มข้นนี้เป็นระยะสำคัญมาก เพราะจะช่วยลดปริมาณของเชื้อวัณโรคในปอดได้มากที่สุด และช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อด้วย
ระยะต่อเนื่อง ในช่วง 4 เดือนต่อมา การรักษาใช้ยา 2 ชนิด เพื่อกำจัดเชื้อวัณโรคที่เหลืออยู่ ซึ่งตัวยาอาจจะอยู่ในรูปของยาแยกเม็ด หรือยารวมอยู่ในเม็ดเดียวกันเช่นกัน หากกินยาตามสูตรนี้ ก็จะช่วยรักษาวัณโรคได้ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือการทานยาอย่างต่อเนื่อง หากทานยาไม่ครบ เชื้อวัณโรคอาจเกิดการพัฒนา และทำให้เกิดการดื้อยาในที่สุด  ทำให้ต้องรักษาด้วยยาราคาแพงและใช้ระยะเวลาในการรักษานานกว่า 18 เดือน และอาจจะเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าหากเชื้อที่ดื้อยานี้แพร่ออกไป ก็จะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อรักษาได้ยากมากขึ้น
อวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากวัณโรค
อาการที่พบมากที่สุด คือ วัณโรคที่เป็นที่ปอด แต่อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อยังสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือด ไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายได้ ทำให้เยื้อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่นกระดูก ไต ระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะเพศ ลำไส้ หรือแม้แต่บนผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองบริเวณปอดและลำคอ ก็อาจติดเชื้อได้ด้วย และในบางครั้งอาจพบเยื้อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค ในเด็กที่เพิ่งรับเชื้อใหม่ ซึ่งเป็นอาการที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
หากพบว่ามีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะปนเลือด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย และทำการรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามมากกว่าเดิม พร้อมกันนี้ หลังจากผู้ป่วยสูดดมเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ โดยมีเพียง 1 ใน 10 ของผู้รับเชื้อที่จะมีโอกาสติดเชื้อ และเชื้อวัณโรคมักไปฟักตัวอยู่ที่ปอดกลีบบน ซึ่งเป็นส่วนที่มีออกซิเจนมากที่สุด โดยปกติเชื้อวัณโรคจะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4 – 8 สัปดาห์ อีกทั้งในระยะเริ่มแรกจะทำให้เกิดการติดเชื้อเล็กน้อย ซึ่งแทบจะไม่มีอาการปรากฏให้เห็น
เชื้อแบคทีเรียจะแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันโรคดี ส่วนใหญ่การติดเชื้อก็จะกลายเป็นแค่การมีเชื้ออยู่เท่านั้น เชื้อวัณโรคจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นหลายเดือน หรือหลายปี ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เกิดโรคขึ้นได้ในหลายอวัยวะ หากภูมิต้านทานโรคอ่อนแอลง และจะเริ่มทำลายเซลล์ที่อยู่รอบ ๆ ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะค่อย ๆ มีอาการ
วัณโรค เป็นโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพอย่างมาก และเป็นโรคเรื้อรัง แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ การรับประทานยาให้สม่ำเสมอ และการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตามคำแนะนำของแพทย์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ขอบคุณข้อมูล www.honestdocs.co

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...