โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แนวคิดการลทุน - ลางหายนะของหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Stock2morrow

อัพเดต 30 ต.ค. 2560 เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2560 เวลา 04.09 น. • Stock2morrow
แนวคิดการลทุน - ลางหายนะของหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วงเร็ว ๆ  นี้เราเริ่มเห็นหุ้นที่มีราคาและมูลค่าตลาดสูงตกลงมาอย่างรวดเร็วจนบางครั้งก็กลายเป็น  “หายนะ”  มูลค่าหุ้นอาจจะตกลงมาเกินครึ่ง  บางตัวตกเกิน 70-80% ในเวลาอันสั้น   หุ้นบางตัวนั้น  ก่อนที่จะตกลงมาอาจจะถูกมองว่าเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก” ในสายตาของ “เซียน” และนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อย  ช่วงที่สูงสุดนั้นหุ้นมี Market Cap. เป็นแสนล้านบาทและผู้บริหารพูดว่าจะโตไปอีกหลายเท่าในเวลาไม่กี่ปี  แต่ภายในเวลาไม่กี่เดือนกลับเหลือมูลค่าแค่หมื่นกว่าล้านบาทอย่าง  “ไม่คาดคิด” 

แต่ความจริงก็คือ  ผมคิดมานานแล้วว่าวันหนึ่งเหตุการณ์นี้ก็น่าจะต้องเกิดขึ้น  เพราะเมื่อวิเคราะห์ดูถึง “พื้นฐาน” ที่ควรจะเป็นตามขนาดของธุรกิจและความสามารถในการทำกำไร “ตามธรรมชาติ”  นั้น  ผมคิดว่าหุ้นไม่ควรมีมูลค่าถึงแสนล้าน  แม้แต่ห้าหมื่นล้านบาทก็ดูเหมือนจะมากเกินไปในความคิดของผม  ผมเองไม่คิดว่าตนเองมีความสามารถในการวิเคราะห์ราคาหรือมูลค่าที่แท้จริงได้ถูกต้อง  แต่ในกรณีที่  “ผิดปกติมาก” นั้น  มันก็เป็นเรื่องที่ง่ายที่จะคาดการณ์ว่าหุ้นจะวิ่งไปทางไหนและมากน้อยเท่าไร

 

ผมอยู่ในตลาดหุ้นมานานและติดตามพฤติกรรมของหุ้นต่าง ๆ  มากมาย หุ้นที่กลายเป็น  “หายนะ”  ในเวลาอันสั้นนั้น  มักมีสัญญาณหรือพฤติกรรมบางอย่างหรือหลายอย่างประกอบกัน ปัจจัยที่แทบทุกตัวเหมือนกันก็คือ  ราคาหรือมูลค่าหุ้นนั้น  “สูงมาก”  ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งก็คือค่า PE มักจะสูงลิ่ว เช่น PE เกิน 50 เท่าเป็นต้น  แต่นี่ก็แน่นอนว่าไม่ใช่ประเด็นเดียว  หุ้นบางตัวค่า PE ก็อาจจะไม่ได้สูงขนาดนั้นแต่ก็เกิด “หายนะ” ได้  และหุ้นที่มีค่า PE เกิน 50 เท่าบางตัวก็อาจจะไม่เกิดหายนะได้เช่นกัน

 

อาการหุ้นที่ในที่สุดอาจจะเกิดหายนะนั้นก็คือ  ผู้บริหารมักจะ  “คุยโม้”  มากเกินไป   พวกเขามักจะคุยว่าจะโตเร็วและมากในช่วงเวลาอันใกล้  ถ้าเบาหน่อยก็จะพูดแค่ว่ายอดขายจะโตเป็นกี่เท่าในเวลากี่ปี  ที่มากขึ้นมาก็คือกำไรของบริษัทจะโตขึ้นเป็นกี่เท่าและที่หนักที่สุดก็คือ  มูลค่าหุ้นหรือ Market Cap. จะโตขึ้นเท่าไรในระยะเวลาอันใกล้ 

 

เช่นเดียวกัน  ไม่ใช่ว่าบริษัทที่ผู้บริหารพูดอย่างนั้นทุกบริษัทจะเกิดหายนะของราคาหุ้น  แต่การคุยโม้มากเกินไปก็เป็นสัญญาณที่ผมเคยพบและเมื่อได้ยินก็จะวิเคราะห์ดูว่าเขาพูดเพื่ออะไร?  และจะเริ่มสงสัยมากขึ้นถ้าราคาหุ้นของบริษัทกำลังวิ่งขึ้นและ Market Cap. สูงอย่าง  “ผิดสังเกต”

 

หุ้นที่มี Volume หรือปริมาณการซื้อขายที่สูง “ผิดปกติ” และราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นหรือลงแรง เช่น วันละหลายเปอร์เซ็นต์  บางวันขึ้นไปเกือบ 10% หรือลงแรงในระดับใกล้เคียงกันโดยที่ไม่ได้มีข่าวอะไรใหม่ที่น่าสนใจก็เป็นอาการอย่างหนึ่งว่าหุ้นตัวนั้นมีการเก็งกำไรสูงมากและอาจมีคนที่เข้ามา “จัดการดูแลหุ้น” ก็เป็นหุ้นที่ต่อมาเกิด “หายนะ”  มากกว่าหุ้นที่ไม่ได้มีอาการแบบนั้น

 

บริษัทที่มีการลงทุนสูงมากใน “ธุรกิจใหม่”  หรือในธุรกิจเดิมแต่ในสถานที่ใหม่ที่บริษัทไม่คุ้นเคยเช่นในต่างประเทศมักจะมีโอกาสที่จะเกิดหายนะมากกว่าบริษัทที่ไม่ได้ทำอย่างนั้น   เหตุผลนั้นนอกจากเกิดจากความล้มเหลวของตัวธุรกิจที่บริษัทไม่มีความสามารถและประสบการณ์พอแล้ว  ยังอาจจะเป็นเพราะว่าผู้บริหารมีความตั้งใจที่จะใช้การลงทุนนั้นเพื่อเป็นการฉ้อฉลไซฟ่อนเงินหรือใช้ในการแต่งบัญชีให้บริษัทมีรายได้และกำไรที่ดีเยี่ยมเพื่อที่จะสร้างราคาหุ้นและทำกำไรจากหุ้นที่มีราคาวิ่งขึ้นสูงลิ่วก็เป็นได้

 

ต่อจากเรื่องของการลงทุนทำธุรกิจในปริมาณที่สูงมากก็คือ  การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและ/หรือเจ้าของและผู้บริหาร   นี่ก็เป็นกรณีที่ผมเห็นว่ากลายเป็น “หายนะ” จำนวนไม่น้อย   เหตุผลก็คือ  หลาย ๆ  บริษัทนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากธุรกิจเดิมตกต่ำลงมากจนบริษัทอาจจะทำต่อไปไม่ได้แล้ว  ราคาหุ้นก็ตกต่ำลงมากจนแทบไม่มีค่า  

 

ดังนั้น  การ “ฟื้นฟู” หรือ “Turnaround”  จึงต้องอาศัยธุรกิจใหม่ที่มีความเป็นไปได้หรือมีโอกาสสูงที่จะทำกำไรได้ในสายตาผู้บริหารใหม่  อย่างไรก็ตาม  ธุรกิจใหม่อาจจะล้มเหลวเนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ  ซึ่งทำให้ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปสูงมากก่อนหน้านั้นตกลงมาอย่างหนักเหลือราคาเท่าเดิม  กลายเป็น “หายนะ” ของหุ้นที่ “ไม่ Turnaround”

 

กิจการที่ใช้เงินกู้สูงมากโดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เงินกู้หรือตราสารหนี้ผิดประเภท  เช่น การออกตั๋ว BE ในวงเงินที่สูงเพราะหวังที่จะจ่ายดอกเบี้ยต่ำหรือต้องการหลีกเลี่ยง  “การตรวจสอบเครดิต” โดยผู้ซื้อตราสารเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสเกิดหายนะมาก  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือในกรณีที่กิจการของบริษัทเป็นการขายสินค้าที่มีความผันผวนของรายได้และกำไรสูง   เมื่อเกิดปัญหาการชำระหนี้ก็ทำให้คนเกรงว่าบริษัทจะล้มละลาย  ดังนั้น  ราคาหุ้นก็อาจจะตกลงมาแรงมากจนเกิด “หายนะ”

 

บริษัทที่ผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตหรือมีหมายเหตุที่ “น่ากลัว” เพราะเป็นเรื่องที่มาจากหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทโดยตรงที่มีนัยสำคัญ  ไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจหรือกฎเกณฑ์ทั่ว ๆ  ไป  ก็เป็นหุ้นที่มีโอกาสเกิดหายนะได้มากกว่าบริษัทที่มีงบการเงินที่ “สะอาด”  ยิ่งมีข้อสังเกตที่ซับซ้อนก็ต้องยิ่งระวังว่ามันอาจจะมีอะไรที่ไม่ดีซ่อนอยู่และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นก็อาจจะทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อถือในความโปร่งใสของผู้บริหาร  และนั่นสามารถนำไปสู่การเทขายหุ้นทำให้เกิดหายนะได้ 

 

พูดถึงเรื่องนี้ผมเองคิดว่าตลาดหลักทรัพย์ควรที่จะให้บริษัทรายงานสรุปงบการเงิน โดยการเพิ่มเติมข้อสังเกตและหมายเหตุให้นักลงทุนทราบทุกครั้งด้วยเพื่อที่จะเป็นการ “เตือน”  ให้รู้ว่าข้อมูลงบการเงินนั้นอาจจะมีปัญหาได้ในภายหลังซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุน  เพราะบ่อยครั้ง  คนไม่ค่อยได้ดูงบเต็มที่ยืดยาวและมักจะเข้าใจยาก

สุดท้ายที่อาจจะเป็นลางของการหายนะก็คือหุ้นที่ขาย “Story” หรือเรื่องราวมากเมื่อเทียบกับความเป็นจริงของผลประกอบการปัจจุบัน   นี่คือหุ้นที่มี  “อนาคตที่ยิ่งใหญ่” ที่ผู้บริหารพร่ำบอกกับนักลงทุนที่เชื่อว่าบริษัทจะสามารถทำได้  ซึ่งก็ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงมากอย่างต่อเนื่อง    แต่เมื่อเวลาผ่านไป “อนาคต” นั้นก็ยังไม่เกิดขึ้น  การเลื่อนความสำเร็จออกไปเรื่อย ๆ  จนถึงวันหนึ่งที่นักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นก็จะทำให้หุ้นกลายเป็นหายนะได้

 

โดยปกติ  การหายนะของหุ้นมักจะใช้เวลานานพอสมควรหลังจากที่มี  “ลางหายนะ”   คร่าว ๆ ผมคิดว่าน่าจะอย่างน้อย 2-3 ปีขึ้นไปแต่ก็มักจะไม่เกิน 5 ปี   ในระหว่างนั้น  หุ้นก็มักจะอยู่ในช่วง  “ขาขึ้น”  และมีความคึกคักมีคนสนใจต่อเนื่องพร้อม  ๆ  กับปริมาณการซื้อขายหุ้นที่สูงกว่าปกติ   แน่นอน  การปรับตัวลดลงเกิดขึ้นตลอดเวลา  บางครั้งก็แรง  แต่พอ “เผลอ ๆ”  หุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปใหม่โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก  *ราคาหุ้นนั้นดูเหมือนว่าจะขึ้นไปสูงจนบางที  “ไม่น่าเชื่อ” ว่าทำไมจึงมีคนจะซื้อในราคานั้น   *

 

พวกเขาคิดอย่างไรจึงกล้าที่จะจ่ายเงินซื้อในราคาที่บางคนบอกว่า  “ร้อยปีคืนทุนหรือห้าสิบปีคืนทุน”  เราคงไม่รู้คำตอบของแต่ละคน   คนอาจจะคิดว่าเขาไม่ได้ซื้อเพื่อรอคืนทุน  แต่เขาอาจจะซื้อเพราะเชื่อว่าพรุ่งนี้หรือปีหน้าราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไปอีก  คนส่วนใหญ่คงไม่ได้คิดถึง  “หายนะ”  ที่หุ้นอาจจะตกลงไป 50% หรือ 70% หรือมากกว่านั้น  หรือถ้าเกิด  เขาก็คิดว่าจะ  “Cut loss”  หรือขายหุ้นทิ้งก่อนที่มันจะตกลงมาจนกลายเป็นหายนะ 

อย่างไรก็ตาม  ประวัติศาสตร์สอนเราเสมอว่า  หายนะอาจจะเกิดขึ้นเร็วมากจนขายหุ้นไม่ทัน  หรือบางทีคนที่ถือหุ้นอยู่ก็ไม่ขายเพราะคิดว่ามันไม่ใช่หายนะแต่จะกลับขึ้นมาใหม่จนทำให้สายเกินการณ์   ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  ความเสียหายมักจะใหญ่หลวงเทียบกับการได้กำไรจากหุ้นที่มีลางแห่งหายนะรออยู่

 

แหล่งข้อมูล ThaiVI /โดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...