โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

New Normal แบบฉบับยักษ์ใหญ่ ปตท.-ดุสิตธานี-แสนสิริ-สยามพิวรรธน์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ส.ค. 2563 เวลา 04.43 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 11.06 น.

โควิด-19 ส่งผลกระทบแทบทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ลงไปจนถึงคนตัวเล็กตัวน้อย นอกจากส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและรายได้แล้ว ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการบริโภคของผู้คน ทั้งในช่วงสถานการณ์การระบาดและในระยะต่อไปจากนี้ อย่างที่เราได้ยินคำว่า new normal หรือความปกติใหม่ หรือวิถีชีวิตใหม่

หากมองในมุมของภาคธุรกิจ พฤติกรรมวิถีชีวิตใหม่ของผู้คนที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 นี้ ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว ปรับโมเดลธุรกิจใหม่ให้สอดรับกับวิถีชีวิตใหม่ของผู้อุปโภคบริโภค ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะต้องสูญเสียผู้บริโภคไปให้คู่แข่งที่ปรับตัวได้ดีกว่าแน่ ๆ

หลังจากที่เราอยู่กับโควิด-19 มาราวครึ่งปีแล้ว “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ขอชวนไปสำรวจจากคำบอกเล่าของผู้บริหารธุรกิจยักษ์ใหญ่ 4 บริษัทว่า new normal ในแต่ละอุตสาหกรรมจะเป็นอย่างไรบ้าง และบริษัทใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งพลังงาน, โรงแรม-ท่องเที่ยว-บริการ, อสังหาริมทรัพย์, ศูนย์การค้า เขามีการปรับตัวเพื่อสอดรับกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างไร

ปตท.ใช้ไฮเทคโนโลยี มีวินัยการเงิน เปลี่ยนกระบวนการทำงาน

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.มีธุรกิจหลักคือธุรกิจพลังงาน ผลกระทบทางตรงคือ เมื่อคนหยุดหรือชะลอเดินทาง ส่งผลถึงปริมาณการใช้น้ำมันย่อมลดลง ขณะเดียวกัน ปตท.ต้องมองถึงเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้คนที่กำลังเปลี่ยนไป เพราะในท้ายที่สุดแล้วเทรนด์ที่ว่าจะย้อนกลับสู่ ปตท.อยู่ดี

เทรนด์ที่ ปตท.มองเห็นแยกออกเป็นข้อ ๆ ได้แก่

1.โควิด-19 จะเป็นตัวเร่งให้คนคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้ทุก ๆ ธุรกิจไม่สามารถมองข้าม และต้องให้ความสนใจกับสิ่งนี้

2.ผลจากโควิด-19 ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใส่ใจสุขภาพ ใส่ใจในเรื่องความสะอาดเพิ่มขึ้น

3.คนจะมีวินัยการเงินมากขึ้น เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่ามีรายได้ มีงานทำอยู่ดี ๆ แต่เกิดการพลิกผันอย่างฉับพลัน ฉะนั้น เรื่องการบริหารจัดการการเงินของทั้งคนทั้งบริษัทจะมีความระมัดระวังมากขึ้น

“ปตท.เองต้องมานั่งคิดว่าหากการระบาดของโควิด-19 ยืดเยื้อไปนาน ๆ ที่เคย projection ยอดขายหรือผลกำไรเอาไว้ เมื่อไม่เป็นตามที่ตั้งเป้าไว้จะทำอย่างไร เราต้องบริหารพอร์ต บริหารสภาพคล่องอย่างไรต่อไป สิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเริ่มต้องคิดว่า จากเดิมที่เคยแบ่งเงินเดือนกันไว้ท่องเที่ยว จากนี้ไปจะต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้ยามฉุกเฉินด้วย”

4.ไฮเทคโนโลยีประเภทโรโบติกออโตเมชั่น ฯลฯ จะถูกเร่งให้เข้ามาแทนที่คนมากขึ้น เพราะสามารถควบคุมความเสี่ยงจากการสัมผัส

5.กระบวนการทำงานกับต่างประเทศ (globalization) ต้องเปลี่ยนไป เช่น ที่ผ่านมาธุรกิจจะพยายามหาแหล่งลงทุนที่ได้ต้นทุนต่ำที่สุด ส่งผลให้ประเทศจีนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิต แต่เมื่อจีนเกิดปัญหาไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนหรือสินค้าให้ได้ ส่งผลกระทบถึงระบบซัพพลายเชน “ถึงขั้นว่าเราอาจต้องมาออกแบบการลงทุนกันใหม่ พยายามยืนอยู่บนขาตัวเองมากขึ้น ไทยอาจได้รับผลกระทบในเรื่องปัจจัย 4 น้อยกว่าคนอื่น ๆ เราไม่มีปัญหาขาดแคลนอาหาร สาธารณสุขเราก็ถือว่าโอเค และเป็นตัวพิสูจน์ว่าไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน”

“คนอาจพูดถึง new normal ซึ่งผมคิดว่าจะยังไม่เห็นภาพนั้นได้อย่างชัดเจนจนกว่าจะมีวัคซีนออกมา ถ้าจะพูดกันตอนนี้น่าจะใช้คำว่า near normal มากกว่า แต่สุดท้ายแล้วยังเชื่อว่าคนเรายังต้องพบปะใช้ชีวิตตามปกติสุขเหมือนที่ผ่านมา เพียงแต่ตอนนี้เราอาจต้องระมัดระวังกันอยู่”

ดุสิตธานีเปิดตัว “ดุสิต แคร์” ดูแล-ใส่ใจแบบทวีคูณ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บอกว่า ในช่วงต้น ๆ ที่ได้ยินในเรื่องของโควิด ไม่ได้คิดว่ามันจะรุนแรงขนาดนี้ คิดเพียงว่าอาจจะคล้าย ๆ กับสิ่งที่เคยเจอมาในอดีต แต่ปรากฏว่ามันหนักหนามากกว่าที่คิดไว้มาก

เธอบอกว่าที่ผ่านมาดุสิตธานีพยายามตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย ความประทับใจ และความคุ้มค่า เป็น business model ที่กำลังจะต้องเดินไปข้างหน้า แต่พอมีโควิด-19 เข้ามาก็ต้องมีมาตรฐานให้ความมั่นใจในเรื่องสุขอนามัยเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเว้นระยะห่างทางสังคม สุขอนามัย การทำความสะอาดในบริเวณพื้นที่ให้บริการ ลดจุดสัมผัสต่าง ๆ

เมื่อนำสิ่งที่ทำในอดีตมาขมวดรวมกับสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ซึ่งบางคนอาจเรียกว่า new normal แต่ดุสิตธานีเรียกว่า “ดุสิต แคร์”

“ดุสิต แคร์คือ เราจะต้องให้ความยืดหยุ่นกับลูกค้าในทุก ๆ มิติที่สามารถให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ยืดหยุ่นเวลาเช็กอิน-เช็กเอาต์ การให้บริการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือต้องเปลี่ยนกระบวนการทำงานหลังบ้านเรา ต้องเปลี่ยนระบบความคิดทีมงาน ลูกค้ามาถึงเมื่อไหร่ก็ต้องเช็กอินได้ ลูกค้าอยากจะเช็กเอาต์เมื่อไหร่ต้องเช็กเอาต์ได้”

เรื่องที่สองคือ การเตรียมสถานที่ให้ลูกค้ามีความมั่นใจและรู้สึกปลอดภัยที่สุด สมมุติว่าคนเดินมาจับลูกบิดเพื่อเปิดประตู ต้องมีคนเข้าไปทำความสะอาดลูกบิดทันที

ถัดมาก็คือ เรื่องประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจ สุดท้ายคือเรื่องเทคโนโลยี เนื่องจากปัจจุบันคนทำงานที่บ้านมากขึ้น อาจเปลี่ยนจากบ้านมาเป็นโรงแรม หรือกรณีของเมนูอาหารที่เปลี่ยนเป็น e-Menu เพื่อไม่ต้องสัมผัสกับเมนูกระดาษ

“ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราก้าวเดินไปพร้อมกับชีวิตวิถีใหม่ได้อย่างลงตัว” ซีอีโอคนเก่งแห่งดุสิตธานีกล่าว

แสนสิริปรับดีไซน์ แบ่งสัดส่วนชัดเจน รับเทรนด์ WFH

“new normal เป็นคำที่มีคนใช้เยอะ แต่ผมคิดว่าโควิด-19 ควรเป็นคำว่า wake up call ดีกว่า” คือความเห็นของ เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

เศรษฐาบอกว่า โควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทำให้วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เป็นเรื่องเล็กไปเลย เพราะเรื่องนี้ใหญ่กว่า ผลกระทบกว้างกว่ามาก “ตอนปี 2540 เรามีลูกค้าแค่ไม่กี่พัน แต่ปัจจุบันมีเป็นแสนคน เป็นหน้าที่ของเราต้องดูแล รวมถึงพนักงานของเราอีก 4,000 คน”

“ในเชิงธุรกิจเราต้องบริหารจัดการกันไป การทำแผนการขาย การออกแบบต่าง ๆ อาจต้องเปลี่ยนแปลง จากปกติคนทำงานนอกบ้าน พอคนทำงานที่บ้านมากขึ้นอาจต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน ซึ่งก็จะส่งผลถึงต้นทุน ซึ่งถ้าจะสูงขึ้น ก็ต้องสูง เพราะถ้าคุณสร้างสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการในต้นทุนที่ต่ำกว่า ก็ไม่มีประโยชน์”

เอ็มดีแสนสิริมองว่า โควิด-19 เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เป็นอะไรที่ไม่ได้คิดว่าจะเกิดขึ้น บางคนตลอดชีวิตการทำงานยังไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ ทั้งสนามบินปิด นักเรียนต้องเรียนออนไลน์ มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นเยอะ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเตรียมตัวสำหรับความไม่แน่นอนนี้

เศรษฐาบอกอีกว่า การเงินเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนก็ต้องใช้เงินเพื่อดำรงชีวิต ดังนั้น การออมจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหรือโรงเรียนต้องปลูกฝังเรื่องนี้ให้แก่เด็ก ๆ “การหยอดกระปุกทุกวัน คือการปลูกฝังวัฒนธรรมใหม่ ถ้ามีเยอะก็เก็บเยอะ ในอีก 30 ปีข้างหน้า พอเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมา นิสัยรักการเก็บออมจะเป็นผลดีต่อตัวเขาเอง”

สยามพิวรรธน์พร้อมจะอยู่รอดฝ่าเทรนด์ช็อปออนไลน์

ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด แสดงความเห็นว่า โควิด-19 เป็นวิกฤตที่มาเร็วและแรง ปฏิกิริยาของคนจึงเยอะตามไปด้วย คำว่า new normal จะยังไม่เกิดขึ้นตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และจะอยู่ในภาวะ now normal แบบนี้ไปอีกนาน เนื่องจากสถานการณ์จะยืดเยื้อ เชื่อว่าพฤติกรรมคนจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกสักพักหนึ่ง จากนั้นจะปรับตัว แต่จะเปลี่ยนไปอย่างไรเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

ซีอีโอแห่งสยามพิวรรธน์บอกว่า ในภาคธุรกิจคนที่จะอยู่รอดต่อไปต้องพร้อมจริง ๆ และตัวเธอมองว่าโควิด-19 คือตัวเข้ามารีเซตทำให้ทุกอย่างกลับมาอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น

“ที่ผ่านมาคนใช้ชีวิตแบบไม่ได้มองไกล ๆ ถึงอนาคต คนทำธุรกิจไม่กลัวขาดทุน โควิดทำให้คน back to basic กลับมามีความเป็นคนมากขึ้น ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม นี่คือความจริง”

ในเรื่องการช็อปปิ้งออนไลน์ที่อาจจะดิสรัปต์ธุรกิจศูนย์การค้า ชฎาทิพพูดถึงเรื่องนี้ว่า มีคนบอกว่าช่วงล็อกดาวน์คนที่ซื้อของทางออนไลน์อยู่แล้วจะซื้อเยอะขึ้น คนที่ไม่เคยซื้อก็เริ่มเรียนรู้ที่จะซื้อ ตัวเธอเองเคยกลัว ซึ่งความกลัวนี้มีมาตั้งแต่ 5-6 ปีก่อน เมื่อคิดว่าเทรนด์นี้ก็ต้องมา จึงทำการบ้านเยอะมากทำให้ตอนนี้ไม่ค่อยกลัวแล้ว

“เรามีช่องทางออนไลน์ในแนวทางของเรา ช่วงที่ล็อกดาวน์คนออกไปไหนไม่ได้ ใช้ชีวิตอยู่บ้านก็ต้องซื้อของออนไลน์ นี่คือการพัฒนาควบคู่ไปกับการมาของวิกฤต ที่เราทำคือ omnichannel ด้วยยุทธศาสตร์ collaborate to win จับมือกับคนอื่นเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำช่องทางออนไลน์ให้เกิด digi-tal experience”

ชฎาทิพบอกอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในภาพใหญ่ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์ได้ก้าวข้ามจากขาย “สินค้า” สู่การขาย “คุณค่า” มาไม่น้อยกว่า 2 ปีแล้ว และจะเดินหน้าในทิศทางนี้ต่อไป

“สุดท้ายแล้วโดยวิถีชีวิตของคนไทย ยังไง ๆ ก็อยากออกจากบ้าน ปาร์ตี้ ช็อปปิ้ง เดินตลาด ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านร่วมกับผู้คนในสังคม” ซีอีโอสยามพิวรรธน์กล่าวอย่างมั่นใจ

ประชาชาติธุรกิจ นำเสนอซีรีส์ “รวมพลังสู้ โควิด-19” ภายใต้เนื้อหาที่มาจากประชาชน นักคิด นักเขียน ผู้รู้ นักธุรกิจ สตาร์ตอัพ ผู้ประกอบการทุกระดับ ที่นำเสนอแนวคิด ความรู้ และทางออกจากปัญหาไปด้วยกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...