โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ยาซุย เท็ทสึ ครูญี่ปุ่น กับความขมขื่นในสยามยุคแรกเริ่มการศึกษาของสตรีไทยสมัยใหม่

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ม.ค. 2565 เวลา 07.13 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2565 เวลา 07.11 น.
อาจารย์ใหญ่ยาซุย (คนกลางใส่เสื้อกิโมโน) กับนักเรียนโรงเรียนราชินี รูปนี้ถ่ายที่หน้าตึกสุนันทาลัย (ภาพจากหนังสือ

หากกล่าวถึงการศึกษาของสตรีในประเทศไทย หนึ่งในโรงเรียนที่มีความสำคัญต่อการศึกษาสตรีไทยคือ “โรงเรียนราชินี” ซึ่งก่อตั้งในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ปูพื้นฐานและมีอิทธิพลทางการศึกษาของสตรีไทยสมัยใหม่ในยุคแรกเริ่มคือหญิงชาวญี่ปุ่นนามว่า “ยาซุย เท็ทสึ”

อิชิอิ โยเนะโอะ และโยชิกาวะ โทชิฮารุ เขียนถึงเรื่องราวชีวิตของยาซุยในดินแดนสยามไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ “ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น 600 ปี” โดยเรียบเรียงเรื่องราวและความรู้สึกนึกคิดของยาซุยครั้งเข้ามาเป็นอาจารย์ในโรงเรียนราชินีเอาไว้

ยาซุย เท็ทสึ สตรีตระกูลซามูไรในเมืองกรุงโตเกียว เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2412 ยาซุยเติบโตมาในช่วงที่การศึกษาสมัยใหม่ของญี่ปุ่นกำลังพัฒนาขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่าง ในวัย 15 ปี ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนฝึกหัดครูแห่งกรุงโตเกียว สำเร็จการศึกษาสาขาครูสตรีในปี พ.ศ. 2432 จากนั้นได้ทำงานเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยแห่งเดิม ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 3 ปี และถัดมาอีก 4 ปีได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ในปี พ.ศ. 2446

ในปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2446 ยาซุยต้องระหกระเหินเดินทางมาสยามประเทศเพื่อเป็นอาจารย์ในโรงเรียนราชินี ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาของญี่ปุ่น ซึ่งยาซุยเดินทางมาอย่างไม่เต็มใจนัก เนื่องจากไม่รู้จักประเทศสยามมาก่อน และปรารถนาจะสอนในวิทยาลัยเดิมมากกว่า ประกอบกับการเปลี่ยนศาสนามานับถือคริสต์ ซึ่งในญี่ปุ่นขณะนั้นถือว่าเป็นแนวคิดที่เป็นภัย จึงทำให้ยาซุยรู้สึกเหมือนถูกขับไล่ไสส่งมากกว่า เห็นได้จากจดหมายที่ยาซุยเขียนถึงเพื่อนหลังจากมาอยู่สยามได้ครึ่งปี

“ฉันอยากจะไปต่างประเทศอย่างเงียบๆ อยากจะลาออกจากตำแหน่งอาจารย์แล้วออกไปเที่ยวตามลำพังอย่างสบายใจเท่าที่จะมีเงินพอ และเมื่อใครๆ พากันลืมเรื่องของฉันไปแล้ว ฉันก็จะกลับมาอย่างเงียบๆ ใช้ชีวิตสบายๆ ในชนบทที่ไหนสักแห่ง เลิกอาชีพครู และคิดว่าอยากจะสร้างหอพักให้คนเช่าอย่างเธอบ้าง ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป เดี๋ยวนี้รู้สึกเกลียดผู้คนเอามากๆ คงมีแต่ความไร้เดียงสาของเด็กเท่านั้นที่น่ารักและทำให้มีชีวิตอยู่ได้จนทุกวันนี้”

จดหมายฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าช่วงครึ่งปีแรกในสยามของยาซุยนั้นไม่ใคร่จะสุขใจนัก มีแต่ความทุกข์เป็นส่วนมาก

ยาซุยประสบปัญหาใหญ่ในการสอนหนังสือบนดินแดนสยามคือเรื่อง “ภาษา” เพราะไม่สามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสอนได้ ใช้ได้เพียงภาษาไทย ทำให้หลังจากสอนเสร็จยาซุยต้องเรียนภาษาไทยต่ออีก 1 ชั่วโมง ใช้เวลาถึงสามปีกว่าจะสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยได้ ฉะนั้นในช่วงสองปีแรกเป็นช่วงที่ยาซุยต้องประสบปัญหาเรื่องภาษาอย่างหนัก

ยาซุยเขียนบันทึกเล่าถึงความรู้สึกแปลกใจ และอึดอัดใจหลายๆ อย่างในแดนขวานทองเอาไว้มากมาย โดยยาซุยได้วิจารณ์ความเป็นอยู่ของชาวสยามไว้ดังนี้

“ไม่ใส่เสื้อ มีความเป็นอยู่ง่ายๆ ยิ้มอยู่เป็นนิจราวกับไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย ฉันรู้สึกประหลาดใจมากที่ได้เห็นความเป็นอยู่เช่นนี้”

“ไม่มีระเบียบอะไรในสังคม ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น แม้แต่คนต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่นั้น ก็ดูไม่ใคร่จะมีความกระตือรือร้นเท่าไหร่”

ด้วยความที่เติบโตมาในตระกูลซามูไร ยาซุยจึงค่อนข้างมีปัญหากับการใช้ชีวิตในสังคมสยาม การได้มาอยู่ในวัฒนธรรมและภูมิประเทศที่แตกต่าง ได้ก่อให้เกิดปัญหาทั้งความเป็นอยู่ และสภาพอากาศแก่ยาซุย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้สร้างความอึดอัดใจและกายแก่ยาซุยอย่างมาก ซึ่งยาซุยได้บันทึกไว้ดังนี้

“การที่จะใช้ชีวิตอย่างถูกต้องภายใต้ผู้มีอำนาจแต่ขาดความยุติธรรมเป็นเรื่องลำบาก คือจะต้องเลือกเอาว่าจะยอมเลวตามหรือว่าจะยืนยันความถูกต้องของตัวเองอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น”

“การที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในขนบประเพณีที่ต่างกันเช่นนี้ และยังต้องยุ่งกับเรื่องของเด็ก ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทำงานตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงชั้นสูง ในบางครั้งก็อยากได้ยินคำปลอบประโลมแม้เพียงคำหนึ่งก็ยังดีกว่า”

“อากาศแต่ละวันร้อนมาก แต่ไม่ยอมปริปากบ่นเลย ตกกลางคืนปิดห้องนอน (เพราะกลัวขโมย) พอเข้ามุ้งก็เหงื่อแตกพลั่กๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ด ใช้พัดพัด ถึงกระนั้นก็ยังไม่ช่วยคลายร้อนนัก จนเหนื่อยแล้วก็หลับไปเอง”

นอกจากนี้ยังมีบันทึกของยาซุยอีกมากถึงความลำบากทั้งกายและใจคราวมาอยู่ในสยาม จะมีก็เพียงแค่คัมภีร์ไบเบิลที่ยาซุยศรัทธา และเด็กๆ ลูกศิษย์ตัวน้อยเท่านั้นที่สร้างความสุขให้แก่เธอได้

ยาซุยเดินทางออกจากประเทศสยามในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2449 เพื่อไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษอีกครั้งท่ามกลางความอาลัยของเหล่าบรรดาลูกศิษย์และผู้ปกครอง อย่างไรก็ดีช่วงเวลา 3 ปีในโรงเรียนราชินีของยาซุยในฐานะครู ได้รับความเคารพรักจากลูกศิษย์มากมาย ทั้งยังได้ปูพื้นฐานการศึกษาและสร้างบุคลากรคุณภาพซึ่งมีบทบาทในโรงเรียนราชินีและการศึกษาของสตรีไทยในเวลาต่อมา

อ้างอิง
“ยาซุย เท็ทสึ กับโรงเรียนราชินี”. อิชิอิ โยเนะโอะ และ โยชิกาวะ โทชิฮารุ. ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น 600ปี. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2

ปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 28 กันยายน 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...