ทุนไม่จม ทำนาไม่เจ๊ง! ถ้ารู้วิธีรับมือกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
"เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล" เป็นแมลงศัตรูข้าวประเภทปากดูด อยู่ในอันดับโฮม็อพเทอร่า แมลงที่อยู่ในอันดับนี้ ได้แก่ แมลงประเภทเพลี้ยต่างๆ เช่น เพลี้ยกระโดด, เพลี้ยจักจั่น, แมลงหวีขาว, เพลี้ยแป้ง เป็นต้น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีความเฉพาะเจาะจงต่อพืชอาหารเพียงชนิดเดียว คือ ข้าวเท่านั้น ทั้งระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำ ท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวเหนือน้ำ ต้นข้าวจะแสดงอาการ ใบเหลืองเหี่ยวแห้งตายเป็นหย่อมๆ เรียกว่า อาการฮ็อพเพอร์เบิร์น นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นแมลงพาหะนำเชื้อโรคไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคใบหงิก หรือ "โรคจู๋"
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ภาพประกอบจาก : http://2.bp.blogspot.com/เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
โดยเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการระบาดรุนแรงหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน, เวียดนาม, อินเดีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, ลาว, มาเลเซีย และไทย สำหรับประเทศไทยนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2552 ว่ามีการระบาดมากกว่า 13 จังหวัด พื้นที่ความเสียหายมากกว่า 2 ล้านไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ทำการทดสอบหาสารที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกลุ่มกีฏและสัตววิทยาได้นำสารที่เคยแนะนำในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวซึ่งเกิดอย่างรุนแรงเมื่อประมาณเกือบสิบปีมาแล้ว นำมาทดสอบทั้งรูปแบบสารเดี่ยวที่เพิ่มอัตราการใช้แล้ว กับการผสมสาร 2 ชนิด ที่มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันและผสมสารฆ่าแมลงกับสารเสริมประสิทธิภาพมาทำการทดสอบในสภาพรุนแรงเช่นปัจจุบัน
การระบาดรุนแรงในปัจจุบัน เรียกว่า เป็นการระบาดมากกว่าระดับเศรษฐกิจ (Economic threshold) โดยทดสอบในแปลงข้าวที่มีการระบาดอยู่ในระดับ 100-200 ตัวต่อกอ ผลพบว่าทุกวิธีการไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ระบาดในปัจจุบัน ดังนั้นวิธีที่จะลดความรุนแรงของการระบาดที่เหมาะสมที่สุดในระยะวิกฤตนี้คือ การเว้นการปลูกข้าวในช่วงนี้เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและการปลูกข้าวในฤดูกาลถัดไป เกษตรกรต้องดูแลเอาใจใส่แปลงให้เข้มข้นมากกว่าปกติ
สาเหตุของการระบาด : คือ
1. มีการปลูกข้าวตลอดทั้งปีโดยไม่พักดิน ปัจจุบันในเขตชลประทานมีการทำนา 6-7 ครั้งต่อ 2 ปี ซึ่งข้าวมีอายุประมาณ 110-120 วัน ทำให้ไม่มีการพักดิน ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีแหล่งพืชอาหารตลอดปี ทำให้เพลี้ยมีวงจรชีวิตต่อเนื่องหลายชั่วอายุในช่วงเวลาเดียวกันส่งผลให้ลูกหลานของเพลี้ยพัฒนาความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง ทำให้การพ่นสารไม่ได้ประสิทธิผลเท่าที่ควร
2. การปลูกข้าวพันธุ์ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เพลี้ยระบาด ดังนั้นชาวนาต้องเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานต่อการทำลายของโรคและแมลง ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาของศัตรูข้าวตั้งแต่ต้น แต่ปัญหาก็คือ ชาวนาชอบปลูกพันธุ์ข้าวที่พ่อค้าให้ราคาดี ซึ่งไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล นอกจากนี้การใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่ใช่พันธุ์ที่ทางราชการแนะนำ อาจไม่ใช่พันธุ์บริสุทธิ์อาจมีการปลอมปนอีกประการหนึ่งก็คือ การปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพลี้ยปรับตัวเข้าทำลายได้
3. การใช้สารเคมีบางชนิดอาจทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นเช่น การใช้สารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์หรือกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตบางชนิดป้องกันกำจัดแมลงชนิดอื่น เช่น หนอนกอ อาจทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลซึ่งอาจมีอยู่เพียงเล็กน้อยเพิ่มการระบาดมากขึ้นได้ และอาจมีสาเหตุเกิดจากสารบางชนิดไปทำลายตัวห้ำตัวเบียนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
สาเหตุที่ป้องกันกำจัดไม่ได้ผล : ประกอบด้วยหลายปัจจัย คือ
1. การหว่านข้าวที่หนาแน่นเกินไป ทำให้การพ่นสารไม่ทั่วถึง เนื่องจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะอยู่ที่บริเวณโคนต้น ถ้าต้นข้าวแน่นเกินไปจะทำให้สารที่พ่นไปไม่ถูกตัวเพลี้ย โดยเฉพาะการใช้เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงลมจะมีปัญหามาก เนื่องจากส่วนใหญ่สารจะถูกแรงลมตกลงส่วนบนต้นข้าวมากกว่าส่วนล่าง ดังนั้นชาวนาควรเลือกเครื่องพ่นสารที่สามารถกดหัวฉีดให้ละอองสารลงให้ถูกโคนต้นข้าว
2. การใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพปัจจุบันสารเคมีแบ่งกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์ ซึ่งจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น สำหรับสารเคมีที่ประสิทธิภาพในช่วงการระบาดที่ยังไม่รุนแรง ได้แก่ กลุ่มนีโอนิโตนอยด์ เช่น ไดโนทีฟูแรนด์, ไทอะมีโทแซม, คลอไทอะนิดิน, อิมิดาคลอพริด เป็นต้น กลุ่มฟินิลไพราโซล เช่น อิทิโพร์ล, กลุ่มคาร์บาเมท เช่น ฟีโนบูคาร์บ, ไอโซโพรคาร์บ, คาร์โบซัลแฟน กลุ่มสารยับยั้งการสร้างไคติน หรือยับยั้งการลอกคราบของแมลง เช่น บูโพรเฟซีน (ใช้ได้เฉพาะตัวอ่อน) กลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น อีโทเฟนพร็อก (เป็นสารเพียงชนิดเดียวในกลุ่มไพรี-ทรอยด์ที่ยังแนะนำให้ใช้ในนาข้าว) และสารผสม 2 กลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ เช่น บูโพรเฟซิน + ไอโซโพรคาร์บ
จากข้อมูลหลายๆประเทศ พบว่า การปล่อยให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดรุนแรงเป็นร้อยตัวต่อกอ การใช้สารเคมีจะไม่ได้ผล ดังนั้นหลังจากที่มีการงดปลูกข้าวอย่างน้อย 2 เดือนแล้ว การปลูกข้าวในฤดูกาลหน้า ต้องมีวิธีการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยวิธีผสมผสาน ดังนี้
ขั้นแรก เลือกพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และไม่ควรปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง เพื่อลดโอกาสที่เพลี้ยจะปรับตัวไม่ง่าย
ขั้นที่สอง ต้องทำการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์หลังจากข้าวงอก ถ้าพบจำนวนตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ยังไม่ถึง 10 ตัวต่อกอ ให้ใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งในกลุ่มนิโอนิโคตินอยด์ดังกล่าวข้างต้น
ถ้าเริ่มพบมากกว่า 10 ตัวต่อกอ ให้ใช้สารบูโพรเฟซีน หรือสารชนิดใดชนิดหนึ่งในกลุ่มคาร์บาเมท ดังกล่าวข้างต้น กรณีที่รุ่นแรงมากขึ้นควรใช้สารบูโพรเฟซีนผสมกับคาบาร์เมทชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยให้ใช้อัตราเดียวกับการพ่นสารเดี่ยว โดยไม่ต้องลดปริมาณเนื่องจากจะทำให้เพลี้ยรุ่นลูกหลานพัฒนาความต้านทานได้ ข้อสำคัญ คือ ไม่ควรปล่อยให้การระบาดรุนแรง เพราะการป้องกันกำจัดจะไม่ได้ผลเนื่องจากการระบาดรุนแรงจะทำให้มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทุกระยะในแปลงนาช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ระยะไข่ ระยะตัวอ่อนทุกวัย รวมทั้งระยะตัวเต็มวัย ทำให้การใช้สารควบคุมได้เพียงระยะสั้นๆ หลังจากพ่นสาร 3 หรือ 5 วัน ก็จะพบตัวอ่อนที่เพิ่งฟักออกมาอีกทำให้ต้องพ่นสารบ่อยครั้ง ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างความต้านทานต่อสารเคมี ดังเช่นที่พบในปัจจุบัน
สำหรับระยะยาว ชาวนาควรใช้ระบบการปลูกพืชเข้าช่วยด้วย โดยปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี ช่วงเวลาที่เหลืออาจเว้นการปลูกเพื่อพักดินหรือปลูกพืชตระกูลอื่นสลับ เช่น ถั่วเหลือง, ถั่วเขียว, ข้าวโพดฝักอ่อน, ข้าวโพดหวาน หรือพืชปรับปรุงดิน เช่น ถั่วพร้าหรือปอเทือง เป็นต้น แม้ว่าการปลูกพืชอื่นอาจได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการทำนา แต่เป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล รวมทั้งศัตรูข้าวชนิดอื่นๆ เช่น โรค, แมลงชนิดอื่น หรือข้าววัชพืชเป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ในฤดูถัดไป อาจลดต้นทุนในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าว และลดต้นทุนค่าปุ๋ยไนโตรเจนได้ ในกรณีการปลูกพืชตระกูลถั่วสลับ ทำให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของการปลูกพืชสลับจะใกล้เคียงกับการทำนาอย่างเดียว นอกจากนี้ยังเป็นการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างยั่งยืนอีกด้วย
สรุปภาพรวมในการป้องกันควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล :
1. ตรวจสอบก่อนว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอยู่ในระยะวัยไหน หากพบว่า แมลงอยู่ในระยะตัวแก่ตั้งท้อง ลักษณะแมลงจะมีท้องป่องเหมือนผู้หญิงตั้งท้อง และแมลงจะมีปีก แนะนำให้เกษตรกรปล่อยน้ำท่วมขัง 7-8 วันถึงกาบใบข้าว เพื่อทำให้ไข่ของแมลงเน่าตาย เพราะช่วงอายุในระยะไข่ของแมลงมีเพียง 7-8 วันเท่านั้น ซึ่งในระยะนี้ ควรมีการฉีดพ่นด้วยเชื้อราขาวบิวเวอร์เรียที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วย โดยแนะนำให้ฉีดพ่นช่วงเย็นเนื่องจากไม่มีแสงแดดเป็นระยะเวลายาวนาน
2. หากพบแมลงในระยะปีกยาวและแมลงเข้าทำลายต้นข้าวจนเกิดอาการไหม้ หรือ hopper burn แล้วไม่ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีเนื่องจากแมลงที่มีปีกจะบินหนีจากแปลงที่ฉีดพ่นไปแปลงอื่นๆ ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางมากขึ้น ในระยะนี้แนะนำให้ใช้กับดักแสงไฟที่มีเครื่องดูดแมลงช่วยในการดูดเพลี้ยไปทำลาย อย่างไรก็ตามหากพบว่า การใช้กับดักแสงไฟที่มีเครื่องดูดแมลง กลับพบว่ามีแมลงที่เป็นประโยชน์ ในเครื่องดูดแมลง เช่น มวนเขียวดูดไข่ มากกว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ก็ควรหยุดการใช้เครื่องดูดแมลง และปล่อยให้กลไกลการรักษาสมดุลตามธรรมชาติของแมลงที่เป็นประโยชน์ในแปลงนา ควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเอง โดยที่ชาวนาต้องหมั่นตรวจแปลงนาว่าเพลี้ยอยู่ในวัยไหน หากพบว่าเพลี้ยอยู่ในระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยที่ไม่อยู่ในระยะตั้งท้อง ควรปล่อยน้ำออกจากแปลงนาเพื่อทำให้เกิดสภาพไม่เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตของเพลี้ย
3. หากแมลงไม่อยู่ในระยะมีปีกและจำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรฉีดพ่นสารเคมีชนิด อัตราและเวลาตามที่กรมการข้าวแนะนำและฉีดพ่นด่านล่างของใบข้าว เพราะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่บริเวณโคนต้นข้าว จึงแนะนำว่าการตัดใบข้าวไม่ช่วยลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ นอกจากนี้การพ่นสารเคมีบนบริเวณด้านบนใบข้าวที่ชาวนานิยมทำกันจะเป็นการฆ่าแมลงที่เป็นประโยชน์เช่นแมลงมุม ฯลฯ มากกว่าเป็นการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล