โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปิดกองทุน”...แค่ความเสี่ยงเฉพาะกอง-ไม่ล้มเป็น ‘โดมิโน’

Wealthy Thai

อัพเดต 13 มิ.ย. 2563 เวลา 23.24 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2563 เวลา 23.24 น. • wealthythai
ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีปรากฎการณ์สะท้านอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีปรากฎการณ์สะท้านอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย หลังการตื่นตระหนกแห่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนอย่างหนักใน 4 กองทุน ของ บลจ.ทหารไทยEastspring” จนนำสู่การตัดสินใจ ปิดกองทุน ในที่สุด
แม้แบงก์ชาติ จะออกมาตรการมาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ ประเภท กองทุนตราสารตลาดเงิน และกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป-เปิดซื้อ/ขายได้ทุกวัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนแล้วก็ตาม
ทั้ง 4 กองทุนนี้มีสินทรัพย์รวมกัน (ณวันที่ 13 มี.ค. 20) อยู่ที่254,099.99 ล้านบาท แต่ขนาดเมื่อปิดกองทุนนั้นเหลืออยู่ประมาณ 149,028.05 ล้านบาท หายไปกว่า 105,071.94 ล้านบาท หรือลดลง -41.35% ในระยะเวลาประมาณ 9 วันเท่านั้น!!!
ปรากฎการณ์นี้มีอะไรที่น่าค้นหามากกว่าแค่การล่มสลายของ ‘กองทุนตราสารหนี้’ 4 กองทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

เมื่อการเติบโตที่ขาดความเข้าใจ’…นำสู่การล่มสลาย ในท้ายที่สุด

การปิดกองทุนตราสารหนี้ที่ถือว่ามีขนาดใหญ่อันดับต้นๆของอุตสาหกรรมทั้ง 4 กองของบลจ.ทหารไทยEastspring” ถือเป็นภาพสะท้อนความคุ้นเคยของนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ที่อิงรูปแบบของ เงินฝาก ในระบบธนาคารพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี
เจตนาในการดึงกลุ่มผู้มีเงินฝากขยับเข้ามาเรียนรู้การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั้งในและต่างประเทศ สภาพคล่องก็ตามการวาง อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้(Duration)’ ของกองทุน แต่ก็แลกมาด้วย ผลตอบแทน ที่ดีขึ้น เพื่อนำสู่การจัดทัพลงทุนผ่านกลุ่ม กองทุนตราสารหนี้ ที่วาง Duration ไว้แตกต่างกันไปเป็นสำคัญ รวมถึงการผสตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่มีคุณภาพดี และผลตอบแทนดีกว่าเข้ามาด้วย
“แน่นอนว่า…ทั้งหมดกำเนิดด้วยเจตนาที่ดีและเชื่อมั่นว่ามีการสื่อสารกับผู้ลงทุน เพื่อทำความเข้าใจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเช่นกัน เพราะกลุ่มเป้าหมายคือการดึง กลุ่มเงินฝาก เข้ามาเรียนรู้การลงทุนโดยเริ่มจากกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก ทำให้กองทุนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นตามลำดับจนมีขนาดใหญ่ติดกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรมกองทุนเลยทีเดียว”

แต่ในยามวิกฤติ ภาวะตลาดตราสารหนี้ไม่ปกตินั้น กำลังเป็นแบบทดสอบที่นักลงทุนต้องเผชิญ ความตื่นกลัว ของนักลงทุนจนเข้าแห่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนขนานใหญ่เกิน50% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน เกินกว่าสภาพคล่องปกติที่กองทุนสำรองไว้เพื่อรองรับการไถ่ถอน จนทำให้ต้องไปขายตราสารหนี้ในพอร์ตเพื่อแปลงเป็นเงินสดกลับมาคืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน
“สภาพการณ์ไม่ต่างจากหุ้น ที่ถูกเทขาย ในยามภาวะตลาดยิ่ง ไม่ปกติ การไปเทขายตราสารหนี้จำนวนมากแม้จะเป็นตราสารหนี้ภาครัฐ อย่างพันธบัตรรัฐบาล เมื่อถูกเทขายออกมาในระยะเวลาอันสั้น ก็ทำให้ราคาดิ่งเหวได้เช่นกัน ไม่ต่างจากหุ้นใหญ่พื้นฐานดี ที่เวลาเจอขายหนักๆ ก็ลงมาติด Floor ได้ ในตลาดตราสารหนี้เมื่อราคาดิ่งเหว Yield ก็เด้ง ซ้ำเติมภาพรวมกองทุนที่ต้องตีราคาสินทรัพย์ที่ลงทุนตามราคาตลาด (Mark to Market) เพราะราคาปักหัวลง นักลงทุนเห็น NAV ลดลง ก็ยิ่งตกใจ แห่มาไถ่ถอนซ้ำเติมสถานการณ์ให้ยิ่งเลวร้าย กลายเป็นสมการอาภัพซับซ้อนหลายตัวแปรไปในที่สุด”
แสดงว่า…การเติบโต 4 กองทุนที่ถูกปิดไปของบลจ.ทหารไทยEastspring” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เติบโตบนฐาน ความเข้าใจ ของผู้ลงทุนอย่างแท้จริง (อย่างน้อยก็น่าจะเป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่) แต่เชื่อว่าผู้ที่ลงทุนด้วยความเข้าใจก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
ทางบลจ.ทหารไทยEastspring” ให้เหตุผลว่า ส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน แต่ประเด็นนี้ยังมีข้อโต้แย้งพอสมควร แม้ทาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(...)” จะยืนยันว่าบลจ.มีอำนาจที่จะทำได้ก็ตาม
“เมื่อเจตนาในการสร้างกองทุนทั้ง 4 มาเพื่อให้นักลงทุนได้เรียนรู้ การลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่จะก้าวไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อไป แน่นอนการลงทุนในตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นการลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล ก็ตาม เพียงแต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นความเสี่ยงในภาวะ ตลาดปกติ นักลงทุนส่วนใหญ่เหมือนจะเข้าใจได้ (ส่วนจะเข้าใจจริงหรือไม่นั้น…อีกเรื่อง) แต่ในวันที่ ตลาดไม่ปกติ ก็สะท้อนความจริงส่วนหนึ่งว่า…นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนนั้น ไม่เข้าใจ (หรือเลือกจะเข้าใจเฉพาะตลาดปกติ ไม่กระทบผลตอบแทนตัวเองมากนัก)”

 

 

ปิดกองทุน”…ตัดวงจรการเรียนรู้ ของนักลงทุนขาดสะบั้น

ธรรมชาติของสินทรัพย์ แต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป การลงทุนใน ตราสารหนี้ นอกจากเรื่องคุณภาพของตราสารหนี้แล้ว เรื่องอายุของตราสารที่ลงทุนก็เป็นอีกหนึ่งที่สำคัญ สั้น-กลาง-ยาว ผลตอบแทนและ ความเสี่ยงก็ต่างกันออกไป โดยเฉพาะในภาวะตลาดไม่ปกติ
จึงไม่น่าแปลกใจว่ากลุ่มกองตราสารตลาดเงิน และ กองตราสารหนี้ระยะสั้น จะเป็นกลุ่มใหญ่ของกองทุนตราสารหนี้ มีเพียงส่วนน้อยที่เป็น กองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว และถึงจะเป็นกองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวก็ตามผู้จัดการกองทุน ก็ไม่มีค่ายไหนกล้าวาง Duration ออกไปยาวมากได้ เฉลี่ยเต็มที่ไม่เกิน3 ปี (ในขณะที่กองตราสารหนี้ต่างประเทศ Duration อาจมากถึง 5 – 7 ปี)
แล้วคงไม่มีบลจ.ไหนตั้งกองทุนมาแล้วต้องการจะให้มาตายปิดกอง ในลักษณะนี้แน่นอน

 

 

การปิดกองทุน ทั้ง4 กอง ถูกต้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนแล้วจริงหรือ?

ย้อนอดีตไปเมื่อสิ้นปี2006 มี กองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว ของบลจ.แห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งกองมาเพื่อเล่นตลาดนี้โดยตรง ชื่อก็สื่อ ชัดเจน ปลายปี2006 มีขนาดกองทุนประมาณ 855.64 ล้านบาท ไม่ถึง 6 เดือน ขนาดกองทุนพุ่งไปถึง 15,000 ล้านบาท เมื่อมิ..2007 ก่อนจะถูกเทขายอย่างหนักจากวงจรดอกเบี้ย ที่เปลี่ยนไป จนมาเหลือสิ้นปี2007 ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท เท่านั้นเอง 
“แต่กองทุนนี้ ไม่ปิด และยังมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน มีขนาดกองทุนตอนนี้ประมาณ 7,500 ล้านบาท อาจเพราะกลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนมีความเข้าใจจริงๆ”

 

“ถ้าในตลาดหุ้น จะมีคำที่พูดกันบ่อยๆ เวลา ตลาดไม่เป็นใจ คือ ไม่ขายไม่ขาดทุน (จะปลอบใจตัวเองหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นวลีที่ยังยืนหยัดถึงปัจจุบัน) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหุ้นดิ่งเหว ปิดกอง เพื่อผลประโยชน์ผู้ถือหน่วย? แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในกองทุนหุ้น…เพียงทำให้กองปิด ขยับมาสู่กองเปิด ในยุคหลัง เพื่อให้นักลงทุนเผ่นได้ด้วยตัวเองเลย ถ้าคิดว่า…หุ้นไม่ใช่แล้ว มาแบบนี้ ไม่ไหวแล้ว ก็ขายออกไปเลย ส่วนคนที่ยังอยากลงทุนต่อ ก็ถือกันต่อไป เพราะไม่ขาย…ไม่ขาดทุน แต่ถ้าบลจ. ปิดกอง ขึ้นมา ก็อีกเรื่องนะ”
กระบวนการเรียนรู้ที่ไม่ครบวงจรก็ไม่ได้สร้างภูมิรู้ ที่จะเป็น ภูมิคุ้มกัน ให้นักลงทุนได้ก้าวเข้าสู่โลกการลงทุน ขยับจาก เงินฝาก สู่สินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ได้ตามปณิธานที่ได้ตั้งกันไว้ตั้งแต่ต้นเมื่อครั้งออกแบบกองทุนทั้ง 4 มาแต่ประการใด
“ในจำนวนผู้ถือหน่วยส่วนน้อยที่ลงทุนอยู่หากเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจการลงทุนและใช้ประโยชน์จากกองทุนทั้ง 4 โดยสุจริตการปิดกองทุน เท่ากับบังคับให้รับสภาพสุดท้ายของกองทุนโดยปริยาย จะชอบหรือไม่ก็ตาม จะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม จะ กำไร หรือ ขาดทุน นี่คือ ความจริงที่ผู้ถือหน่วยทุกคนต้องรับสภาพไปพร้อมกัน (Realized Gain/Loss) โดยเจตนาดีของบลจ.ผู้บริหารกองทุนนั่นเอง เสมือนหนึ่งกองทุนทั้ง 4 จะเจ๊ง แล้วจะไม่มีวันฟื้นตัวขึ้นมาได้แต่ประการใด? หรือเป็นการตัดวงจรการเรียนรู้ของผู้ลงทุนที่เพียรสร้างกันมา หรือตัดโอกาสของนักลงทุนที่มีความเข้าใจและยังลงทุนอยู่? หรือเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยทุกคนจริงๆ?”
อนาคตข้างหน้าเมื่อทุกคนลืมจะมีการออกกองเพื่อให้นักลงทุนได้เรียนรู้อีกหรือไม่? วิกฤติ ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ตราสารหนี้คุณภาพ ไม่ต้องกลัว…จนวิกฤติ ครั้งถัดไปมาเยือน ทุกอย่างก็จะวนวัฏจักรอีกรอบหรือเปล่า? เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ครบวงจร!!!

 

 

ความเสี่ยงเฉพาะกองทุน”…ไม่ลามสู่ระบบล้มเป็นโดมิโน

หลังประกาศปิด 4 กองทุนของบลจ.ทหารไทยEastspring” ทำให้ตลาดกังวลว่าจะลามจนล้มเป็น โดมิโน สู่กองทุนตราสารหนี้อื่นๆ หรือไม่ ทำไมแบงก์แม่ไม่เข้ามาช่วย
ต้องบอกว่า ‘ช่วย’ แต่วิธีการต่างออกไปมาตรการช่วยเหลือของบมจ.ธนาคารทหารไทย นั้น อาจจะไม่ได้ตรงจุดเท่าไร เพราะไม่ได้ให้สภาพคล่องกับ บลจ.’ โดยตรง แต่ช่วย ผู้ถือหน่วย ให้นำมาเป็นหลักประกัน ขอสินเชื่อ ได้ ต่างจากรูปแบบของแบงก์ชาติที่ให้ ธนาคารพาณิชย์ ซื้อหน่วยลงทุนจาก บลจ.’ ได้โดยตรง และสามารถนำมาเป็นหลักประกันกับ แบงก์ชาติ ได้ด้วย นี่คือจุดที่แตกต่าง!!!
ทางสมาคมบริษัทจัดการลงทุน(AIMC)” เชื่อมั่นว่าจะไม่กระทบกองทุนตราสารหนี้ในภาพรวม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงเฉพาะกองทุนเท่านั้น
ไม่ต่างกับสำนักงานก.ล.ต. ที่มองว่าเป็นความเสี่ยงเฉพาะกองทุนที่มีโครงสร้างต่างจากกองทุนตราสารหนี้อื่นด้วยขนาดของกองทุนที่มีขนาดใหญ่ จึงมีความจำเป็นต้องกระจายการลงทุนไป ต่างประเทศ จนทำให้สัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างสูงเฉลี่ย 50% ของ NAV ซึ่งทำให้ไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขในการช่วยเหลือของแบงก์ชาติ การปิดกองทุนไปนั้นก็ถือว่าสามารถทำได้เพราะอยู่ในอำนาจของบลจ.
“แต่โดยภาพรวมของกองตราสารตลาดเงิน และ กองทุนตราสารหนี้ทั่วไป-ซื้อ/ขายได้ทุกวัน ในระบบนั้นมีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ประมาณ 60% ลงทุนพันธบัตรรัฐบาล และอีก 40% ลงทุนในหุ้นกู้ โดยมากกว่า 80% ของหุ้นกู้นั้น ลงทุนใน Investment Grade มากกว่า A ขึ้นไป ซึ่งเข้าเกณฑ์เงื่อนไขการช่วยเหลือของแบงก์ชาติ ซึ่งหากตัด 4 กองทุนนี้ออกไปแล้ว กองทุนตราสารหนี้ที่เหลือก็ไม่มีปัญหาอะไร”
ด้านสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA)” ระบุว่า หลังจากมีมาตรการเสริมสภาพคล่องจากแบงก์ชาติออกมานั้น สภาพการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ก็กลับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ดังนั้นไม่น่ากังวลเรื่องจะลามไปจนเป็นความเสี่ยงของระบบแต่ประการใด
“แต่จะเห็นว่า…ไม่ว่าจะมาตรการขอแบงก์ชาติ หรือ บมจ.ธนาคารทหารไทย ก็คือ กล้าที่จะถือหน่วยลงทุนของ กองทุนตราสารหนี้ ที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ (ในขณะที่นักลงทุนตื่นกลัว ขายทิ้ง) ซึ่งเป็นหน่วยที่นักลงทุนรายย่อยแห่กันขายนั่นแหละ” 
นี่สะท้อนถึงมุมมองความเข้าใจ ในเรื่องการลงทุนได้เป็นอย่างดี และสื่อได้อีกทางหนึ่งว่าการเติบโตของกองทุนตราสารหนี้ทั้ง4 กองนั้น ยังไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ และเข้าใจ ธรรมชาติการลงทุนในตราสารหนี้ให้กับนักลงทุนได้ดีมากเพียงพอ เมื่อโตมาแบบไร้ความเข้าใจ ในท้ายที่สุดก็ต้องจบเกมส์ไปแบบงงๆ(แบบค้านสายตาคนดู) เป็นEndgame ไปเท่านั้นเอง!!!

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...