โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

66 ปี "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ศิษย์หลวงพ่อวิริยังค์ บ่นเสียงดัง "โลกโซเชียลเดินห่างจากกาลามสูตร"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 เม.ย. 2563 เวลา 05.13 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2563 เวลา 05.12 น.

“ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นอีกคนที่ใช้วันเวลาว่างในวัยเกษียณไปกับเรื่องพุทธศาสนา ขณะที่ก่อนหน้านี้เคยบวชมาแล้วหลายครั้ง และเป็นศิษย์คนสำคัญของพระพรหมมงคลญาณ วิ. หรือหลวงวิริยังค์ สิรินธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล กทม. ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ

โดย ดร.บวรศักดิ์รับหน้าที่เป็นเลขาธิการมูลนิธิสถาบันดังกล่าว

ก่อนจะนัดวันเพื่อสนทนากันนั้นเจ้าตัวพูดไว้ก่อนเลยว่า “ไม่ขอพูดเรื่องการเมือง” ด้วยเหตุนี้เองหัวข้อพูดคุยจึงหนักไปทางพุทธศาสนา มีเรื่องครอบครัวแจมบ้าง พร้อมทั้งคำแนะนำที่ฝากไปถึงนักการเมืองและผู้คนในโลกโซเชียล

พูดถึงชื่อเสียงเรียงนามของนักกฎหมายอาวุโสท่านนี้ ผู้คนในแวดวงวิชาการและการเมืองย่อมรู้จักฝีไม้ลายมือกันดี เพราะในอดีตเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย อาทิ เคยเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ, เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558

วันนี้แม้เกษียณอายุมาหลายปีแล้ว แต่ด้วยความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย และเป็นผู้มีประสบการณ์ทั้งในส่วนภาครัฐและฝ่ายการเมือง หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนก็ยังเชื้อเชิญให้ไปเป็นกรรมการและเป็นที่ปรึกษา อย่างเช่น เป็นกรรมการกฤษฎีกา เป็นราชบัณฑิต และเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ฯลฯ

ในวันที่สนทนากันที่บ้านพักส่วนตัวย่านเหม่งจ๋าย ดร.บวรศักดิ์อยู่กับลูกสาวคนโต “อ้อนแอ้น” อิสริยภรณ์ และหลานชาย (ดร.บวรศักดิ์มีลูกสาว 2 คน ลูกสาวคนเล็กชื่ออ้อมอก “อธิฎฐานพร”)

ดร.บวรศักดิ์เกริ่นว่า “ตอนนี้อายุ 66 ปี ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ส่วนใหญ่เป็นงานประชุมกฤษฎีกา ราชบัณฑิตและหน่วยงานต่างๆ ก็ใช้ชีวิตแบบคนเกษียณ”

ด้วยความที่ไม่ได้ทำงานประจำ นักกฎหมายระดับตำนานคนนี้เลยมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

“ผมมีเวลาอยู่กับครอบครัว โดยเฉพาะกับหลาน (ลูกชายของลูกสาวคนโต) ลูกไม่ต้องดู โตๆ กันแล้วทั้งนั้น ก็เล่นกับเขา พาไปเที่ยว แต่ให้เลี้ยงผมไม่เลี้ยงเพราะผมเลี้ยงลูก 2 คนมาตลอดคนเดียว เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวมาตั้งแต่ลูกสาวอายุไม่เท่าไหร่ 2-3 ขวบ มีหลานชายหนึ่งคน อายุ 4 ขวบกว่า การเล่นกับเขาก็ไม่มีอะไร ซื้อหนังสือนิทานให้อ่าน หรือนำสวดมนต์ อย่างตอนนั่งรถกลับบ้านรถติดก็บอกเขาว่ามีคาถา ถ้าอยากถึงบ้านเร็วๆ ให้ท่องนะโมพุทธายะ และบอกแม่เขาว่าก่อนนอนก็สอนให้ลูกท่องพุทโธ พุทโธ แล้วหลับไปด้วยกัน”

“เด็กก็เหมือนแก้วน้ำ เราเติมอะไรลงไปก็เป็นสิ่งนั้น เติมสิ่งที่ดีไปเขาก็จะได้สิ่งดีๆ”

หลายคนอาจจะสงสัยที่มาที่ไปของการเข้ามาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวิริยังค์ รวมถึงการดำเนินงานต่างๆ ในส่วนของพุทธศาสนา

ประเด็นนี้ ดร.บวรศักดิ์เล่าให้ฟังว่า “ผมคิดว่าการสร้างถาวรวัตถุหรืออาคารต่างๆ ถือเป็นสิ่งที่ดี ผมก็ทำ สร้างพระ ถวายเสนาสนะพระ สร้างวัดอะไรอย่างนี้ แต่ว่าที่สำคัญไม่แพ้การสร้างถาวรวัตถุคือสร้างคน ซึ่งการสร้างคนสร้างได้หลายอย่าง อาทิ ให้มีความรู้เพื่อจะไปทำมาหากินได้ กับอีกด้านหนึ่งคือให้เขามีความดี”

“ความดีนั้นก็คือหลักศาสนานั่นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าต้องดีพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ ถ้าดูในโอวาทปาติโมกข์ ท่านบอกว่าไม่ทำความชั่ว นี่ก็คืองดเว้นทางกาย วาจา ไม่ไปทำสิ่งที่เป็นโทษกับคนอื่นและกับตัวเอง พองดเว้นไม่ทำแล้ว ก็ให้ทำความดีคือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น และท่านก็สอนต่อไปว่าให้ทำจิตใจให้ผ่องใส”

“เพราะฉะนั้น ตอนหลังผมถึงศรัทธาแนวทางของหลวงพ่อวิริยังค์ ท่านชวนคนเข้ามาปฏิบัติธรรม ปฏิบัติสมาธิ ผมพยายามไปขออนุญาตให้ท่านทำหลักสูตรให้กับผู้บริหาร ท่านก็ทำหลักสูตรที่เรียกว่า วิทันตสาสมาธิ ไปเปิดสอนแห่งแรกที่สถาบันพระปกเกล้า ในวันนี้ขยายไปหลายสิบสาขาแล้วทั่วประเทศ”

ดร.บวรศักดิ์บอกด้วยว่า ได้พยายามนำหลักสูตรนี้เข้าในชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยได้ไปติดต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ช่วงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตอนนั้น นพ.ธีระเกียรติตั้งกรรมการขึ้นมา ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่เพื่อนำหลักสูตรนี้เข้าไปให้นักเรียนประถมและมัธยมได้เรียนกัน

“นี่คือการสร้างคนแต่เป็นการสร้างคนในมิติของคุณงามความดี เพราะว่าการเจริญสติโดยติดอยู่กับคำว่าพุทโธ พุทโธ พุทโธ แล้วทำให้เกิดสมาธิเป็นการสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง และเมื่อมนุษย์มีพลังจิตที่เข้มแข็งแล้ว เขาจะมีความรับผิดชอบ ไม่กล้าทำชั่ว มีจิตเมตตา ช่วยเหลือผู้อื่น”

“ถ้าทำสมาธิกันทั้งโลกสงครามจะไม่เกิด การใช้วาจาทำร้ายกัน ด่าทอกันก็จะไม่มี นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นทางที่น่าปฏิบัติบูชาถวายกับสมเด็จพระบรมศาสดาได้ดีที่สุดทางหนึ่ง เลยพยายามมาทางนี้”

ว่าไปแล้วในช่วงวัยหนุ่ม ดร.บวรศักดิ์ก็ศึกษาพุทธศาสนามาในระดับหนึ่งและได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันด้วย โดยเฉพาะเมื่อยามเกิดวิกฤตในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตัดสินใจเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ช่วงเป็นที่ปรึกษา พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี และถูกทหารยึดอำนาจ ต้องถูกกักตัวอยู่นาน 15 วัน นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องลาออกจากการเป็นเลขาฯ ครม.ในยุค “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี

วิกฤตในชีวิตดังกล่าวทำให้เจ้าตัวต้องใช้หลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามาช่วยคลายทุกข์ กระทั่งได้ไปบวชที่วัดสระเกศ และอีกหลายปีต่อมาก็ไปบวชที่อินเดีย

“หลังจากออกจากเลขาฯ ครม. ปี 2549 ผมเดินทางไปอินเดียกับคุณปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ต่อมาก็เชิญ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ ซึ่งตอนนั้นเป็นกรรมการแพทยสภา เพราะพระธรรมโพธิวงศ์ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราปรารภว่าสร้างโรงพยาบาลแล้วไม่มีหมอก็เชิญคุณหมออิทธพรไปด้วย กลับมาก็ไปบอกรัฐมนตรีเวลานั้นคือคุณวิทยา แก้วภราดัย ว่าให้ส่งหมอไปช่วยที ท่านก็ช่วย หลังจากนั้นผมกลับไปอินเดียอีกหลายครั้ง และเข้ามาสู่การศึกษาสมาธิกับหลวงพ่อวิริยังค์”

ดร.บวรศักดิ์พูดถึงการปฏิบัติตนในฐานะพุทธศาสนิกชนว่า “ผมสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิ พยายามทำทุกวัน วันไหนเหนื่อยจริงๆ จะสวดสั้นๆ และเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นความดี เพราะฉะนั้น เราก็จะสะสมไว้เรื่อยๆ”

ในฐานะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีคำแนะนำอะไรไหมเพื่อให้นักการเมืองและคนรุ่นใหม่หันมาสนใจปฏิบัติธรรมกัน

“ใครสนใจก็มาเรียนวิทันตสาสมาธิได้ ไม้แก่ดัดยาก เว้นแต่ว่าตัวเองจะเห็นประโยชน์เอง ผมทำแบบในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงไม่บังคับให้ใครมาเรียนทฤษฎีของพระองค์ท่าน แต่ทรงทำศูนย์พัฒนา ใครจะนำไปใช้พระองค์ท่านก็ทรงเปิดโอกาส”

“เรื่องการปฏิบัติธรรมต้องมาทำกันเอง เหมือนอย่างการบรรยายรสเผ็ดรสหวานให้กับคนที่ไม่เคยกิน คนฟังไม่รู้เรื่องหรอก เขาจะฟังๆ จำๆ ไปอย่างนั้น ต้องลองเข้ามาทำเอง สวดมนต์ทุกวัน ฝึกสติ อยู่กับคำว่าพุทโธ อยู่กับลมหายใจ ฝึกสมาธิ หากทำทุกวันแล้วจะรู้ผลได้ด้วยตัวเองเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านบอก ผู้ที่รู้จะรู้ได้ด้วยตัวเอง”

ผมเองไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษที่จะไปแนะนำใคร เอาของมาตั้งให้ดูแล้วถ้าอยากจะเข้ามาลองก็มา แต่ถ้าไม่อยากก็ช่วยไม่ได้ และการทำงานด้านพุทธศาสนาของผมในปัจจุบันก็ไม่มีเป้าหมายอะไร ปล่อยไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ”

“ผมอยากให้ผู้คนในสังคมไทยเข้าใกล้คำสอนของพระพุทธศาสนามากขึ้น เพราะเวลานี้โลกโซเชียลเดินห่างจากกาลามสูตร ข่าวลือสะพัด ให้ร้ายกันด้วยโซเชียลทั้งหลาย คือมุสาวาททั้งนั้น ผิดศีลแบบใหญ่โต พวกนี้ถ้าหากว่ากลับมาปฏิบัติหลักพุทธธรรมนูญเรื่องไม่ทำบาป ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส สังคมจะไปดีกว่านี้เยอะ”

คงได้เห็นกันแล้วว่าวันนี้ ดร.บวรศักดิ์ลึกซึ้งกับรสพระธรรมและได้ปฏิบัติตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ทั้งยังมุ่งมั่นเพื่อให้นักเรียนนักศึกษามีโอกาสเรียนรู้สู่การเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...