โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทรนด์เงินบาทปี'63 "แข็งค่า" คลังเคาะตั้งบอร์ดรับมือผันผวน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ธ.ค. 2562 เวลา 03.07 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 02.24 น.

ปี 2562 เป็นปีที่ค่าเงินบาท “แข็งค่า” ต่อเนื่อง โดยบางช่วงแข็งค่าไปถึง 30.15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติ “แข็งค่าสุด” ในรอบกว่า 6 ปีครั้งใหม่ ทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องงัดมาตรการออกมา “ลดแรงกดดัน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปปีหน้า (ปี 2563) ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ยัง “เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย” ประกอบกับปัจจัยพิเศษที่ประเทศไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง การที่ต่างชาติมองไทยเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาท ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจยังไม่ได้คลี่คลายนัก จึงได้เห็นหลายหน่วยงานต่างทบทวนคาดการณ์ค่าเงินบาทปีหน้ากันใหม่

โดย “กอบสิทธิ์ ศิลปชัย” ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่า ช่วงครึ่งปีแรกปีหน้าค่าเงินบาทจะแข็งค่าระดับ 29.75 บาท/ดอลลาร์ และภายในสิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 29.25 บาท/ดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงกว่า 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของไทย ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่สมดุลของเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนที่ยังต่ำ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง

“ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์” นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มองว่า ในระยะสั้นค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า โดยภายในปลายปี 2562 นี้จะเห็นค่าเงินอยู่ที่ระดับ 29.75 บาท/ดอลลาร์ แม้ว่าการส่งออกอาจจะติดลบ 3% แต่การนำเข้าจะติดลบมากกว่า ขณะเดียวกัน ช่วงปลายปีเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว ทำให้เงินไหลเข้า ขณะที่ภายในครึ่งปีแรกปี 2563 อาจจะเห็นบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ได้ จากดุลการค้าที่ยังเกินดุลต่อเนื่อง

“ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดทุนสายงานธุรกิจตลาดเงินทุน ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า ปีหน้าค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าไปแตะ 28.70 บาท/ดอลลาร์เลยทีเดียว จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยลง โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสลดดอกเบี้ย 0.25-0.50% ถ้าตลาดหุ้นสหรัฐปั่นป่วนก่อนเลือกตั้ง ซึ่งก็จะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อีก 2.สงครามการค้า ที่น่าจะสามารถจบได้ภายในปีหน้า และ 3.เงินทุนเคลื่อนย้ายคาดว่า 50% อยู่ในสหรัฐ ส่วนที่เหลือจะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่

นอกจากนี้ การเลือกตั้งสหรัฐจะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด ถ้ามองจากในอดีต เงินดอลลาร์มักแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักราว 3.4% เมื่อมีการเลือกตั้ง แต่ในปีหน้าอาจต่างออกไป ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง โดยหากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ อาจเห็นดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ 3-5% ในไตรมาส 4 แต่ถ้าแพ้ ตลาดอาจกังวลกับการเปลี่ยนแปลงและอาจสลับไปถือยูโรแทน ซึ่งในกรณีนี้เงินบาทก็จะแข็งค่าตามด้วย

“ปีหน้าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะเห็นการไหลเข้ามากกว่าไหลออก โดยคาดว่าจะมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นราว 1 หมื่นล้านบาท เข้าตลาดตราสารหนี้ 2 หมื่นล้านบาท จึงเป็นโอกาสให้บาทแข็งค่า โดยคาดว่าครึ่งปีแรกค่าเงินจะผันผวน จะเห็นเงินบาทแข็งค่าและอ่อนค่าได้ แต่ในครึ่งปีหลังจะเห็นเงินดอลลาร์อ่อนค่าขาเดียว ทำให้เงินบาทจะแข็งค่า โดยคาดว่าปีหน้าเงินบาทจะแข็งค่าราว 5% ไปที่ 28.7 บาท/ดอลลาร์” ดร.จิติพลกล่าว

ทั้งนี้ “ดร.จิติพล” บอกด้วยว่า ผู้ประกอบการควรหาทางใช้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทให้มากขึ้น ทั้งการปรับปรุงการผลิต ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ หรือปรับเปลี่ยนต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เพื่อลดแรงต้านของการอ่อนค่าของดอลลาร์ลง

ฟาก “เมธี สุภาพงษ์” รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทและค่าเงินในภูมิภาคมีโอกาสเคลื่อนไหวอ่อนค่าได้มากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มปรับมุมมองที่ไม่ได้มองเงินบาทและค่าเงินในตลาดเกิดใหม่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) อีกต่อไป ส่วนหนึ่งมาจากเงินบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานที่จะลงทุน และจากการที่ ธปท.ได้มีมาตรการผ่อนคลายในหลายเรื่อง อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปค่าเงินบาทคงจะเคลื่อนไหวได้ 2 ทิศทางมากขึ้น ซึ่งหลัง ธปท.มีมาตรการผ่อนคลายถือว่าช่วยลดแรงกดดันได้ รวมถึงในช่วงที่เงินไหลเข้ามามาก ธปท.ก็จะเข้าไปแทรกแซงไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป

ด้าน “อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง กล่าวว่า เตรียมเสนอรัฐบาลตั้งคณะกรรมการดูแลเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทั้งกระทรวงการคลัง ธปท. ตลาดทุน และภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อเตรียมการรับมือความผันผวนในระยะข้างหน้าได้แต่เนิ่น ๆ ซึ่งต้องเสนอผู้ใหญ่เห็นชอบก่อน

“นโยบายการเงินการคลังก็จะประสานกัน แต่ยังต่างคนต่างทำงาน โดย ธปท.ก็ดูแลการเงิน ส่วนกระทรวงการคลังก็ดูนโยบายการคลัง แต่มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ซึ่งแนวทางนี้ประเทศอื่น ๆ ก็ทำกันเยอะ” รมว.คลังกล่าวปีหน้าตลาดเงินทั่วโลกคงยังผันผวนอยู่มาก เพราะปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีในปีนี้ยังคงลากยาว โดยแนวโน้มค่าเงินบาทจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญค่ายต่าง ๆ ก็ยังคงคาดว่าจะ “แข็งค่า” ต่อไป ซึ่งผู้ประกอบการคงต้องปรับตัว พึ่งตัวเองกันให้มากขึ้นด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...