โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ร้องข้าวโพดพม่าทะลัก ‘สวมสิทธิ’ ทุบราคาดิ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.พ. 2563 เวลา 01.55 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2563 เวลา 00.00 น.
ข้าวโพด Local Caption ภาพ​สแกน​จาก​ฐาน​ข้อมูล​ห้องสมุด​ภาพ

ข้าวโพดเมียนมาทะลักไทย ทุบราคาผลผลิตชาวไร่ดิ่ง รัฐจ่ายประกันรายได้อ่วม “สมาคมพ่อค้าพืชไร่” ออกโรงร้อง กมธ.วุฒิสภา-พาณิชย์ ยื่นข้อเรียกร้องจัดระเบียบนำเข้าวัตถุดิบทดแทนอาหารสัตว์ จี้ตรวจสต๊อก รื้อมาตรการ 3 ต่อ 1 ขึ้นภาษีนำเข้าตามฤดูกาล 10-27% เดินหน้าผลักดันเข้าคณะกรรมการนโยบายข้าวโพด ก่อนชาวไร่ 4.5 แสนครัวเรือนพัง

วันที่ 1 ก.พ. 2563 ไทยได้เปิดให้มีการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อัตราภาษี 0% ตามกรอบการเปิดการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เป็นเวลา 7 เดือน โดยจะสิ้นสุดในเดือน ส.ค. 2563 

ประกันรายได้ทุบราคาข้าวโพด

นายพรเทพ ปู่ประเสริฐ นายกสมาคมการค้าพืชไร่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า สมาคมได้ยื่นหนังสือต่อ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ประธานกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตเกษตรกรรม และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาราคาข้าวโพด 

เนื่องจากในปีนี้เกิดปรากฏการณ์ความผิดปกติ ปริมาณผลผลิตมีน้อย ทั้งจากภัยแล้งและโรคระบาด ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดยังคงที่ แต่ราคาผลผลิตข้าวโพดในตลาดกลับปรับลดลง ข้าวโพดส่วนเกินโผล่ 9 แสนตัน

“กรณีดังกล่าวสวนทางกับความเป็นจริง เพราะผลผลิตปีนี้น้อยกว่าปีก่อน แต่ละปีไทยผลิตข้าวโพดได้ 5 ล้านตัน ความต้องการใช้ข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์อยู่ที่ปีละประมาณ 8 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มอีก 3 ล้านตัน โดยยึดระเบียบที่กำหนดให้เอกชนที่ต้องการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อเป็นวัตถุดิบทดแทนข้าวโพด ต้องซื้อข้าวโพดภายในประเทศ 3 ส่วน ให้นำเข้าข้าวสาลีได้ 1 ส่วน แต่มีปัญหาลักลอบนำเข้า คำนวณจากผลิตข้าวโพดในประเทศ 5.1 ล้านตัน แต่ในความจริงทางปฏิบัติมีการนำเข้าวัตถุดิบทดแทน คือ ข้าวสาลี 2 ล้านตัน เท่ากับเราต้องผลิตข้าวโพด 6 ล้านตัน แต่เราผลิตแค่ 5.1 ล้านตัน จึงน่าคิดว่าข้าวโพดอีก 9 แสนตัน มาจากไหน ที่แน่ ๆ ทำให้ราคาข้าวโพดของเกษตรกรปรับลดลง”

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมายังมีการนำเข้าวัตถุดิบทดแทนอื่น ๆ ซึ่งอยู่นอกเกณฑ์ 3 ต่อ 1 เช่น นำเข้ากากข้าวโพด (DDGS) 8 แสนตัน ข้าวบาร์เลย์ 1.93 ล้านตัน จากประเทศหลัก เช่น ยูเครน อาร์เจนตินา และสหรัฐ รวมแล้ว 4-5 ล้านตัน รวมทั้งมีการนำเข้าข้าวโพดจาก ประเทศเพื่อนบ้านจาก AFTA โดยเฉพาะกัมพูชา

“ล่าสุดก็มีการนำเข้าจากเมียนมา ทางพรมแดน อ.แม่สอด จ.ตาก อีกคาดว่าประมาณเกือบ 2 ล้านตัน เพราะโดยปกติเมียนมาผลิตข้าวโพดได้ 3 ล้านตัน ขายจีนตอนใต้ 1.6-1.7 ล้านตัน แต่ปลายปีที่ผ่านมา จีนปิดพรมแดนจึงต้องมาขายไทย”

รัฐต้องจ่ายประกันรายได้เพิ่มเมื่อนำเข้าข้าวโพด รวมทั้งวัตถุดิบทดแทนทะลักเข้ามาแข่งในรูปแบบที่ถูกและไม่ถูกกฎหมาย จึงทุบราคาข้าวโพดในประเทศ จากที่ควรจะได้ กก.ละ 9-10 บาท ตอนนี้เหลือต่ำกว่า 8.50 บาท ทำให้ภาครัฐต้องจ่ายชดเชยประกันรายได้ กลายเป็นว่าการประกาศราคาประกันทุบราคาผลผลิตภายในประเทศลง ผู้ได้ประโยชน์มีเพียงกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์ เพราะแม้ราคาวัตถุดิบลดลงก็ไม่เคยปรับลดราคาจำหน่ายอาหารสัตว์ หรือราคาเนื้อสัตว์ลง

นายพรเทพ กล่าวว่า ทางสมาคมกังวลว่าหากเกษตรกรอยู่ไม่ได้ อนาคตผู้ปลูกข้าวโพดที่ขณะนี้มี 4.5 แสนครัวเรือน จะเลิกปลูกข้าวโพด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดกับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง

ในอดีตที่ต้องเลิกปลูก ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% ปัจจุบันเกษตรกรไทยประสบปัญหาต่อเนื่องมาหลายปี และปีนี้มีภัยแล้ง โรคระบาดในข้าวโพด ทำให้ต้นทุนเกษตรกรเฉลี่ยจากที่เคยผลิตที่ กก.ละ 4.90 บาท (เช่าที่ดิน) ขยับเป็น กก.ละ 5.90 บาท ราคาตลาดที่ขายจึงต้องอยู่ที่ 9-10 บาท แต่ขยับตามกลไกตลาดไม่ได้ เพราะแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ 

นอกจากนี้ การที่ราคาข้าวโพดจากเมียนมาข้ามมา อ.แม่สอด ราคาอยู่ที่ กก.ละ 7.50 บาท ตลาดส่งออกข้าวโพดทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จึงเริ่มหันไปซื้อข้าวโพดเมียนมาแล้ว จี้แก้ข้าวโพดสวมสิทธิ์

ด้าน ดร.สุจิต จิตติรัตนากร รองเลขาธิการ หอการค้าจังหวัดนครสวรรค์ และกรรมการสมาคมพ่อค้าพืชไร่ กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดที่ กมธ.จะสรุปส่งรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดแห่งชาติ ประกอบด้วย 1) ขอให้ภาครัฐตรวจสอบสต๊อกผู้ผลิตก่อนให้นำเข้า ป้องกันปัญหาการลักลอบนำข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์เป็นข้าวโพดไทย

2) มาตรการดูแลวัตถุดิบทดแทน ขอให้ลดระยะเวลาเปิดนำเข้าข้าวโพดจากประเทศอาเซียนตามกรอบ AFTA จาก 7 เดือน ให้เหลือ 5 เดือน เริ่มจาก เม.ย.-ส.ค. และขอให้ “ขยาย” มาตรการดูแลสัดส่วนการนำเข้า 3 ต่อ 1 จากเดิมที่ใช้เฉพาะข้าวสาลี ให้ครอบคลุมวัตถุดิบทดแทนชนิดอื่น ๆ ทั้งข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรซ์ กากข้าวโพด (DDGS)เก็บภาษีตามฤดูกาลผลิต

3) มาตรการด้านภาษีนำเข้าวัตถุดิบทดแทน ควรปรับให้สอดรับกับฤดูกาลผลิตตั้งแต่ 10-27% เช่น ช่วงใดไทยมีผลผลิตข้าวโพดมาก ก็ให้ใช้อัตราภาษีสูง 27% ช่วงใดไทยไม่มีผลผลิตข้าวโพดก็ปรับลดภาษีลงเหลือ 10% ส่วนกากข้าวโพด หรือ DDGS ควรมีอัตราภาษีตามสัดส่วนการใช้ ประมาณ 73% เพราะสามารถใช้แทนเทียบเท่าข้าวโพด 2 ส่วน และต้องยกเลิกโควตาสัดส่วน 3 ต่อ 1 ที่เป็นปัญหา

และ 4) กรมปศุสัตว์ควรกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์

นอกจากนี้้ ควรมีการตรวจสอบพฤติกรรมการกำหนดราคาซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์ เนื่องจากมีการประกันรายได้เกษตรกรที่ กก.ละ 8.50 บาท แต่ราคาที่โรงงานซื้อในพื้นที่ปรับลดลงมาเรื่อย ๆ จาก 8.80-9.05 บาท มาเป็น 8.35-8.70 บาท และล่าสุดเหลือเพียง 8.20 บาทแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...