โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

HSBC วางแผนถอนหุ้น Hang Seng Bank ออกจากตลาด มูลค่าดีล 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ต.ค. 2568 เวลา 10.05 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2568 เวลา 03.05 น.

HSBC Holdings ประกาศแผนเข้าซื้อกิจการ Hang Seng Bank เพื่อนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่ารวม 37,000 ล้านดอลลาร์ ลุยปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

วันที่ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 09.18 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคาร HSBC Holdings Plc มีแผนจะเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ Hang Seng Bank Ltd. เพื่อนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ (take-private) ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในฮ่องกง ท่ามกลางความพยายามของศูนย์กลางการเงินแห่งนี้ในการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาหลายปีที่ผ่านมา

HSBC ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ราคาข้อเสนออยู่ที่ 155 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น หรือประมาณ 19.92 ดอลลาร์สหรัฐ จ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุดราว 30% ภายใต้ข้อเสนอนี้ หุ้นของ Hang Seng Bank ที่จดทะเบียนในตลาดจะถูกเพิกถอนทั้งหมด

Georges Elhedery ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของHSBC กล่าวกับ Bloomberg Television ว่าการลงทุนครั้งใหญ่นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนเศรษฐกิจของฮ่องกง

ปัจจุบัน HSBCซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในลอนดอน ถือหุ้นใน Hang Seng Bank อยู่ราว 63% และจะใช้เงินประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้ HSBCจะระงับการทำ buyback หุ้นของตนเองในช่วง 3 ไตรมาสถัดไป เพื่อรักษาอัตราส่วนเงินกองทุนให้อยู่ในระดับเป้าหมายการดำเนินงาน

หลังการประกาศข่าว หุ้นของ Hang Seng Bank พุ่งขึ้นกว่า 26% ขณะที่หุ้นของ HSBC ร่วงลงประมาณ 6% ในช่วงเช้าของการซื้อขายที่ฮ่องกง แม้ซีอีโอจะย้ำว่าการซื้อกิจการนี้ สร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นมากกว่าการทำ buyback

ดีลครั้งนี้ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของHSBC ต่ออนาคตของฮ่องกง ซึ่งกำลังฟื้นตัวจากภาวะซบเซา โดยเฉพาะการกลับมาของตลาด IPO และธุรกรรมทางการเงิน ที่ได้รับแรงหนุนจากบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งนี้สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ผลักดันให้ใช้ศักยภาพของอุตสาหกรรมการเงินในฮ่องกง เพื่อระดมทุนสนับสนุนธุรกิจยุทธศาสตร์ของประเทศ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

การซื้อกิจการครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เอลเฮดเดอรีกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดของ HSBC ในรอบทศวรรษ โดยได้จัดองค์กรออกเป็น 4 หน่วยธุรกิจใหม่ พร้อมทยอยถอนการลงทุนและขายกิจการในยุโรปและอเมริกาเหนือ เพื่อหันมาเน้นตลาดเอเชียเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามธนาคารในฮ่องกงยังคงเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งในช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยมีการหารือถึงแนวคิดจัดตั้งธนาคารรับหนี้เสีย (Bad Bank) เพื่อจัดการหนี้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ประเมินว่ามีมูลค่ารวมราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานการเงินฮ่องกง (HKMA)

ที่ผ่านมา HSBCได้ผลักดันให้ Hang Seng Bank ลดภาระหนี้เสียจากสินเชื่อพาณิชย์ด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2568 พบว่าหนี้กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพิ่มขึ้นถึง 85% จากปีก่อนหน้า

เอลเฮดเดอรียืนยันว่า การเข้าซื้อครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้เสีย และเป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตโดยเฉพาะ พร้อมระบุว่าดีลนี้จะช่วยให้ Hang Seng สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้น และเข้าถึงเครือข่ายระดับโลกของHSBC ได้มากขึ้น โดยยังคงมีคณะกรรมการบริหารและโครงสร้างการกำกับดูแลของตนเองต่อไป

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ของการปรับลดพนักงาน เขากล่าวว่า “เรายังคงมีแผนที่จะลงทุนในบุคลากรในฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง”

ขณะเดียวกันสำนักงานการเงินฮ่องกง (HKMA) ระบุว่าได้หารือกับทั้งHSBC และ Hang Seng Bank เกี่ยวกับกระบวนการอนุมัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว และยืนยันว่าทั้งสองธนาคารจะยังคงดำเนินงานแยกจากกัน แม้ HSBCจะเพิ่มการลงทุนในฮ่องกงอย่างมีนัยสำคัญ

Michael Makdad นักวิเคราะห์จาก Morningstar ให้ความเห็นว่า “โครงสร้างบริษัทแม่และบริษัทย่อยที่จดทะเบียนแยกกันเป็นสิ่งที่สร้างความซับซ้อนด้านธรรมาภิบาล การควบรวมครั้งนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีและสมควรเกิดขึ้นมานานแล้ว” พร้อมระบุว่าด้วยราคาพรีเมียมที่ HSBC เสนอ ถือเป็นข้อตกลงที่ดีกว่าสำหรับผู้ถือหุ้นรายย่อยในระยะสั้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...