นายกฯย้ำ 4 จุดยืนเจรจากัมพูชา“ปราบสแกมเมอร์-แก้ล้ำแดน”-เคาะงบลงทุน รสก. 51 แห่งปี’69 กว่า 1.5 ล้านล้าน
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯตั้ง ‘เอกนิติ’ ประธานฯเจรจาภาษีสหรัฐ
- ย้ำ 4 จุดยืนไทยเจรจากัมพูชา “ปราบสแกมเมอร์-แก้ล้ำแดน”
- ปรับไทม์ไลน์งบฯปี’70 รองรับรัฐบาลใหม่
- มติ ครม.เคาะงบลงทุน รสก. 51 แห่ง ปี’69 กว่า 1.5 ล้านล้าน
- ทุ่ม 455 ล้าน เจ้าภาพจัด “ซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์”
- โยก 45 บิ๊กมหาดไทย ‘พรพจน์’ คุมกรมที่ดิน
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินได้มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
จี้ชงงบฯเยียวยาน้ำท่วมเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า
นายสิริพงศ์ รายงานว่า นายกฯ ได้กล่าวขอบคุณคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกท่านตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่ได้ลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเยียวยาให้กับประชาชน สร้างความเชื่อมั่นในการดูแลของรัฐบาลเมื่อประชาชนประสบความเดือดร้อน
นอกจากนี้ นายกฯ ยังมีข้อสั่งการเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยว่า ก่อนหน้านี้คาดว่า มติ ครม. เรื่องเงินเยียวยาฯ จะเข้า ครม. ในสัปดาห์นี้ (14 ต.ค. 2568) แต่เนื่องจากเข้า ครม. ไม่ทัน นายกฯ จึงกำชับว่าสัปดาห์หน้าต้องนำเรื่องเงินเยียวยา ฯ มาเข้า ครม. ให้แล้วเสร็จ
ตั้ง ‘เอกนิติ’ ประธานฯเจรจาภาษีสหรัฐ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ สั่งการให้ ครม. และกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เฝ้าติดตามสถานการณ์การเจรจาภาษีสหรัฐ เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นไปตามกรอบอัตราภาษี 19%
โดยในที่ประชุม นายกฯ ยังกล่าวถึงการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ และการเร่งสรุป FTA กับสหภาพยุโรป เพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศในระยะยาว ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วง 4 เดือน สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งการเจรจาเพื่อลดภาษีให้ต่ำกว่า หรือ อย่างน้อยไม่เกินระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 19 เพื่อปกป้องภาคการส่งออก เกษตร อุตสาหกรรม การจ้างงาน และเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ นายกฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงหลัก เพื่อบูรณาการการทำงานและขับเคลื่อนในระดับนโยบาย และสิ่งที่สหรัฐฯ เรียกร้องหลายประเด็นสอดคล้องกับสิ่งที่ควรปรับปรุงอยู่แล้ว อาทิ กฎระเบียบ การบังคับใช้กฎหมาย หรือมาตรฐานสินค้า
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า นายกฯ ย้ำเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และ FTA ไทย – EU เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ขอให้รัฐมนตรีทุกคนกำชับ และสั่งการในเรื่องที่จำเป็นกับผู้เข้าร่วมการเจรจาในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อช่วยกันหาทางออกให้การเจรจาสามารถจบลงได้ในเวลาอันเหมาะสม และนำมาซึ่งผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ
ย้ำ 4 จุดยืนไทยเจรจากัมพูชา “ปราบสแกมเมอร์-แก้ล้ำแดน”
ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายสิริพงศ์ ให้ข้อมูลว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในข้อต่อรองที่สหรัฐฯ มาพูดคุยกับรัฐบาลไทย โดยนายกฯ ตอบยืนยันจุดยืน 4 เรื่องกับสหรัฐฯ ได้แก่ (1) กัมพูชาต้องถอนกำลัง (2) การปลดกู้ทุ่นระเบิด (3) การปราบสแกมเมอร์ และ (4) กัมพูชาต้องมีท่าทีที่ชัดเจนต่อประชาชนกัมพูชาที่มารุกล้ำแผ่นดินไทย
ทั้งนี้ นายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือประชาชน ในกรณีที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยหลายครั้ง หากมีความจำเป็นต้องทบทวนมติ ครม. ก็ให้เร่งดำเนินการเสนอมาที่ ครม. โดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนมาเลเซียในลักษณะ Working Visit เพื่อเข้าร่วมการหารือ 4 ฝ่าย ระหว่างมาเลเซีย สหรัฐฯ ไทย และกัมพูชา ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยมีความคืบหน้า ผลการหารือไปในทางที่ดีมาก ประเทศไทยได้รับการตอบสนองในเงื่อนไขต่างๆ เพื่อที่จะนำไปสู่การดำเนินการขั้นต่อไป ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเดินทางไปหารืออีกครั้งภายในสัปดาห์นี้
ปรับไทม์ไลน์งบฯปี’70 รองรับรัฐบาลใหม่
นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงเรื่องงบประมาณว่า จากที่รัฐบาลประกาศว่าจะยุบสภาเดือนมกราคม 2569 แต่ยังมีประเด็นเรื่องกรอบวงเงินงบประมาณที่จะเกิดความล่าช้าจากการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ดังนั้น นายกฯ สั่งการให้ปรับระยะเวลาไทม์ไลน์ของกรอบงบประมาณปี 2570 หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว และให้พยายามดำเนินการให้ทันปีงบประมาณ 2570 เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า โดยสำนักงบฯ รับประเด็นดังกล่าวไปพิจารณา
มติ ครม.มีดังนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ บริเวณโถงกลาง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ทุ่ม 455 ล้าน เจ้าภาพจัด “ซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์”
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมีมติเห็นชอบการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) วงเงินงบประมาณ 455,962,200 บาท ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอประกอบด้วย
1. ค่าใช้จ่ายสาขาพิธีเปิด – ปิดการแข่งขัน และไฟพระฤกษ์ จำนวน 166,282,000 บาทรายละเอียด ดังนี้
1.1 จ้างจัดงานพิธีเปิด – พิธีปิด การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) จำนวน 147,953,000 บาท
1.2 จ้างจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ ในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (ค.ศ. 2025) และการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 (ค.ศ. 2025) จำนวน 14,683,500 บาท
1.3 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสำรวจ/เข้าร่วมพิธี เปิด – ปิด/เข้าร่วมงานการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ฯ/งานพิธีไฟพระฤกษ์ของคณะกรรมการสาขา/คณะทำงาน/เจ้าหน้าที่ จำนวน 3,645,500 บาท
2. ค่าใช้จ่ายสาขาการประชาสัมพันธ์ การดำเนินการศูนย์ถ่ายทอดสัญญาณฯ (IBC) จำนวน 30,000,000 บาท
3. ค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างดำเนินการจัดหาที่พัก อาหาร ขนส่ง และ ค่าซักรีด ของนักกีฬาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากต่างประเทศ จำนวน 259,680,200 บาท
โดยให้การกีฬาแห่งประเทศไทย ดำเนินการจัดหารายได้จากการแข่งขัน ตลอดจนการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดภาระต่องบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณากำหนดกลไกในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้านให้ครอบคลุมในทุกมิติ รวมถึงสถานการณ์หรือผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความปลอดภัยในการจัดการแข่งขันด้วย และเพื่อให้การจัดการแข่งขัน กีฬาซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ฯ เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยที่ประชุม ครม.เห็นควรให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผน แนวทาง กลยุทธ์และเป้าหมายในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สังคม และองค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ขอให้การกีฬาแห่งประเทศไทยรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับการจัดงานในครั้งนี้ให้สำนักงบประมาณทราบด้วย
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
(1) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมอาเซียน ผ่านการถ่ายทอดสดการแข่งขันฯ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนนานาชาติ ให้เห็นถึง ศักยภาพความพร้อมของประเทศในทุก ๆ ด้าน ทั้งในด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสามารถสร้างรายได้ ให้กับประเทศเกิดการหมุนเวียนในระบบ
(2) แสดงความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกีฬาอีกทั้งยังสร้างชื่อเสียง ในฐานะเป็นประเทศที่มีการจัดกิจกรรมการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการจัดกิจกรรมกีฬาและการแข่งขันกีฬาทุกระดับเพิ่มขึ้น
(3) สร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬาไทย และเยาวชนที่รักการออกกำลังกาย และแข่งขันกีฬา มีความมุ่งมั่นใฝ่ฝันที่จะก้าวมาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย สร้างแรงกระตุ้นในการมีส่วนร่วมและความภูมิใจของประชาชนชาวไทย ในการที่ประเทศไทยได้เป็นประเทศเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025)
(4) ประเทศไทยและนักกีฬา ประสบความสำเร็จเป็นเจ้าเหรียญทอง โดยมีเป้าหมายเหรียญรางวัลในการแข่งขันฯ ได้แก่ กีฬาซีเกมส์ 252 เหรียญทอง และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 233 เหรียญทอง
(5) ประมาณการมูลค่าทางเศรษฐกิจ จำนวน 5,285,000,000 บาท
เคาะงบลงทุน รสก. 51 แห่ง ปี’69 กว่า 1.5 ล้านล้าน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมีมติเห็นชอบตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒนาฯ) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีวงเงินดำเนินการ 1,479,199 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 265,577 ล้านบาท ประกอบด้วย
(1) กรอบการลงทุนสำหรับงานตามภารกิจปกติและโครงการที่ได้รับอนุมัติตามขั้นตอนแล้ว (วงเงินดำเนินการ 1,179,199 ล้านบาทและวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 215,577 ล้านบาท) และ
(2) กรอบการลงทุนสำหรับการเพิ่มเติมระหว่างปี วงเงินดำเนินการ 300,000 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 50,000 ล้านบาท เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการและให้รัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการได้ทันทีภายในปีงบประมาณ
2. เห็นชอบให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 ให้สอดคล้องกับผลการจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมถึงงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม งบกลาง หรืองบประมาณที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการงบประมาณหรือได้รับความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณ (สงป.) แล้ว และปรับเพิ่มกรอบวงเงินดำเนินการและกรอบวงเงินเบิกจ่ายลงทุนให้สอดคล้องกับผลการอนุมัติตามขั้นตอนของกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
3. มอบหมายให้สภาพัฒนาฯ โดยประธานสภาพัฒนาฯ เป็นผู้พิจารณา อนุมัติการเปลี่ยนแปลงงบลงทุนระหว่างปีภายใต้กรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 ที่ได้รับความเห็นชอบไว้แล้ว (ตามข้อ 1.) เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินการ สำหรับโครงการลงทุนที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบตามขั้นตอนและการลงทุนที่ใช้เงินงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เห็นควรให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการได้เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ทั้งนี้ กำหนดเป้าหมายให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของวงเงินอนุมัติเบิกจ่ายลงทุน
4. เห็นชอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ระดับกระทรวง และระดับรัฐวิสาหกิจ โดยให้กระทรวงเจ้าสังกัดและรัฐวิสาหกิจรับข้อเสนอแนะในส่วนที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ และเห็นควรให้รัฐวิสาหกิจรายงานผลความก้าวหน้าของการดำเนินงานและการลงทุนปี 2569 ให้ สศช. ทราบภายในวันที่ 5 ของเดือนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะและความก้าวหน้าการดำเนินโครงการลงทุน ทุกไตรมาส เพื่อประโยชน์ในการติดตามประเมินผลการดำเนินงานและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจได้อย่างต่อเนื่อง
5. รับทราบประมาณการงบทำการประจำปีงบประมาณ 2569 ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 86,492 ล้านบาท และประมาณการแนวโน้มการดำเนินงานช่วงปี 2570 – 2572 ของรัฐวิสาหกิจในเบื้องต้นที่คาดว่าจะมีการลงทุนเฉลี่ยประมาณปีละ 353,702 ล้านบาท และผลประกอบการจะมีกำไรสุทธิเฉลี่ยประมาณปีละ 90,287 ล้านบาท
สาระสำคัญ
1. สภาพัฒนาฯ รายงานว่า รัฐวิสาหกิจ จำนวน 46 แห่ง ภายใต้สังกัด 15 กระทรวง ได้ส่งข้อเสนองบลงทุนประจำปีงบประมาณ 2569 ให้ สศช. พิจารณาตามนัยพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2561 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2550 ซึ่งสภาพัฒนาฯ ได้กำหนดแนวทางการพิจารณากลั่นกรองการลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 โดยเน้นให้ความสำคัญกับประเด็นต่าง ๆ เช่น (1) ความสอดคล้องกับกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศ และ (2) ความพร้อมในการดำเนินการทั้งด้านกายภาพและฐานะการเงิน ทั้งนี้ สภาพัฒนาฯได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณางบลงทุนประจำปีของรัฐวิสาหกิจ (คณะอนุกรรมการฯ) ซึ่งมีเลขาธิการ สศช. เป็นประธาน เพื่อพิจารณารายละเอียดข้อเสนอดังกล่าวก่อนเสนอสภาพัฒนาฯ พิจารณา รวมทั้งได้เชิญผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดเข้าร่วมพิจารณาด้วย
2. สภาพัฒนาฯ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ได้พิจารณากรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 ตามผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ โดยมีมติสรุปได้ ดังนี้
2.1งบลงทุน :เห็นชอบกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงินดำเนินการ จำนวน 1,479,199 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน จำนวน 265,577 ล้านบาท ประกอบด้วย
(1) กรอบการลงทุนสำหรับงานตามภารกิจปกติและโครงการต่อเนื่องวงเงินดำเนินการ จำนวน 1,179,199 ล้านบาท (งบลงทุนผูกพัน จำนวน 1,009,977 ล้านบาท และงบลงทุนที่เสนอขอใหม่ในปีนี้ จำนวน 169,222 ล้านบาท) และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน จำนวน 215,577 ล้านบาท (งบลงทุนผูกพัน จำนวน 160,062 ล้านบาท และงบลงทุนที่เสนอขอใหม่ในปีนี้ จำนวน 55,515 ล้านบาท) โดยส่วนใหญ่เป็นการเบิกจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน [เช่น กระทรวงพลังงาน (พน.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.)] คิดเป็นร้อยละ 38.8 และรัฐวิสาหกิจด้านคมนาคมขนส่ง ร้อยละ 37.7 ของวงเงินเบิกจ่ายลงทุนในภาพรวม ทั้งนี้ มีโครงการลงทุนที่สำคัญปี 2569 เช่น โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานครเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 4,489 ล้านบาท โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยง ภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 11,896 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 11,326 ล้านบาท และโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 3,814 ล้านบาท
(2) กรอบการลงทุนสำหรับการเพิ่มเติมระหว่างปี วงเงินดำเนินการ จำนวน 300,000 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน จำนวน 50,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ เมื่อรวมการลงทุนของรัฐวิสาหกิจประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและบริษัทในเครือ จำนวน 5 แห่ง (รวมรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 51 แห่ง) แล้วทำให้ในภาพรวมจะมีการลงทุนตามภารกิจปกติและโครงการที่ได้รับอนุมัติตามขั้นตอนแล้ว (ไม่รวมกรอบสำหรับการปรับเพิ่มเติมระหว่างปี) ประกอบด้วย วงเงินดำเนินการ จำนวน 1,560,059 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน จำนวน 441,616 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
อย่างไรก็ดี สำหรับการลงทุนที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบหรือดำเนินการตามขั้นตอน และการลงทุนที่ใช้เงินงบประมาณ ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการได้เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว รวมทั้งให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของวงเงินอนุมัติให้เบิกจ่ายลงทุน
2.2 งบทำการ : รับทราบประมาณการงบทำการประจำปีงบประมาณ 2569 ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ จำนวน 86,492 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณร้อยละ 21.4 โดยมีรายได้รวม จำนวน 2,043,459 ล้านบาท และรายจ่ายรวม จำนวน 1,956,967 ล้านบาททั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตว่า ผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจในปี 2569 อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสมมติฐานและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น (1) ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน (2) สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก (3) ความสามารถในการดำเนินการตามแผนธุรกิจ (4) ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (5) ความผันผวนของราคาสินค้าด้านการเกษตร และ (6) การจัดสรรเงินงบประมาณเพื่ออุดหนุนการดำเนินงานเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกาศใช้
2.3 แนวโน้มการดำเนินงานปี 2570 – 2572 : รับทราบประมาณการแนวโน้มการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ (จำนวน 46 แห่ง) ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายลงทุนรวม จำนวน 1,061,107 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 353,702 ล้านบาท และผลประกอบการ จะมีกำไรสุทธิรวม จำนวน 270,861 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 90,287 ล้านบาท
2.4 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการ เช่น
อนุมัติ 264 ล้าน จัด “Amazing Thailand Marathon Bangkok”
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) รายการ Amazing Thailand Marathon Bangkok ประจำปี 2568 – 2570 (3 ปี) เพื่อเป็นค่าลิขสิทธิ์และค่าภาษีที่เกี่ยวข้องในการจัดการแข่งขันดังกล่าว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 264,352,941.15 บาท ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ
การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมตามข้อคิดเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดสรุป ดังนี้
1. แนวทางการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 1.1 การกีฬาแห่งประเทศไทย (คณะทำงานฝ่ายสิทธิประโยชน์) ได้มีการหารือล่วงหน้ากับภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีความพร้อมในการให้การสนับสนุนงบประมาณของการจัดการแข่งขันในส่วนที่ยังไม่เพียงพอ และ 1.2 จะสร้างรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 1,459 ล้านบาท ผ่านการจ้างงาน การเดินทางมาท่องเที่ยวและแข่งขัน และการประชาสัมพันธ์และการถ่ายทอดสดทั่วโลก
2. แนวทางการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ เช่น จัดเตรียมความพร้อมของสถานที่แข่งขันให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสนามกรีฑาโลก และจัดเตรียมความพร้อมด้านเส้นทาง การแข่งขัน การจราจรและความปลอดภัย รวมทั้งการบริหารผลกระทบที่จะมีต่อ ผู้พักอาศัยตลอดเส้นทางแข่งขัน ตลอดจนหารือร่วมกับกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติถึงความเป็นไปได้ในการขอรับการสนับสนุนงบฯ จากกองทุนฯ เพิ่มเติม
3. แนวทางบริหารความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น เลือกใช้วัสดุการจัด การแข่งขันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดการเส้นทางและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่เพื่อลดความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้น และจัดเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม
กก. จึงขอเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) รายการ Amazing Thailand Marathon Bangkok ประจำปี 2568 – 2570 (3 ปี) เพื่อเป็นค่าลิขสิทธิ์และค่าภาษีที่เกี่ยวข้องในการจัดการแข่งขันดังกล่าว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 264,352,941.15 บาท
ทั้งนี้ ประเทศไทยจะมีรายได้จากการใช้จ่ายเงินจากผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ผู้ติดตามและผู้ชมการแข่งขัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่จะเดินทางมาร่วมการแข่งขัน ตลอด 3 ปี ไม่น้อยกว่า 3,297 ล้านบาท (ปีละไม่น้อยกว่า 1,099 ล้านบาท) เกิดการว่าจ้างงาน สำหรับเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ อาสาสมัคร นักเรียนและนักศึกษา ที่จะมาปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ตลอด 6 เดือนก่อนการแข่งขัน ตลอด 3 ปี มากกว่า 21,000 อัตรา (ปีละไม่น้อยกว่า 7,000 อัตรา) ในส่วนของมูลค่าด้านการประชาสัมพันธ์ตลอดทั้งโครงการที่ประกอบไปด้วยการถ่ายทอดสดการแข่งขันไปทั่วโลก การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในทุกแพลตฟอร์มคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 870 ล้านบาท (ปีละไม่น้อยกว่า 290 ล้านบาท) ครอบคลุมปีละไม่น้อยกว่า 180 ล้านครัวเรือนทั่วโลก (หรือประมาณ 450 ล้านคนต่อปี) คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฯ ตลอดทั้งโครงการ (3 ปี) เป็นจำนวนทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 4,377 ล้านบาท
โยก 45 บิ๊กมหาดไทย ‘พรพจน์’ คุมกรมที่ดิน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่าวันนี้ ที่ประชุม ครม.มีมีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 45 ราย ดังนี้
1. ให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
2. ให้นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสงขลา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
3. ให้นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระยอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
4. ให้นายชรินทร์ ทองสุข พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดขอนแก่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
5. ให้นายชำนาญ ชื่นตา พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุบลราชธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
6. ให้นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
7. ให้นายศักระ กปิลกาญจน์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสตูล และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
8. ให้นายสมภพ สมิตะสิริ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดหนองคาย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
9. ให้นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระนอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
10. ให้นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาญจนบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
11. ให้นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการปกครอง
12. ให้นายสยาม ศิริมงคล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรปราการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการพัฒนาชุมชน
13. ให้นายพรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมที่ดิน
14. ให้นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุทัยธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
15. ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
16. ให้นายอังกูร ศีลาเทวากูล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกระบี่
17. ให้นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสกลนคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์
18. ให้นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมที่ดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดขอนแก่น
19. ให้นายชูชีพ พงษ์ไชย พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงราย
20. ให้นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงราย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่
21. ให้นายพิริยะ ฉันทดิลก พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดสุพรรณบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด
22. ให้ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครพนม
23. ให้นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดศรีสะเกษ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา
24. ให้นางสาวชุติพร เสชัง พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดแม่ฮ่องสอน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครสวรรค์
25. ให้นายเชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนนทบุรี
26. ให้นายวีระพันธ์ ดีอ่อน พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดปราจีนบุรี
27. ให้นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
28. ให้นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนนทบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพิษณุโลก
29. ให้ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเพชรบุรี
30. ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการปกครอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต
31. ให้นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำปาง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดแม่ฮ่องสอน
32. ให้นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดเพชรบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระยอง
33. ให้นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำพูน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำปาง
34. ให้นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดศรีสะเกษ
35. ให้นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดสกลนคร
36. ให้นายรัฐศาสตร์ ชิดชู พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดกระบี่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสงขลา
37. ให้นายศุภมิตร ชิณศรี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครสวรรค์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรปราการ
38. ให้นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี
39. ให้นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัด สุราษฎร์ธานี
40. ให้นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดหนองคาย
41. ให้นายสุรศักดิ์ อักษรกุล พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการพัฒนาชุมชน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดหนองบัวลำภู
42. ให้นายนที มนตริวัต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยนาท และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอ่างทอง
43. ให้นายสันติ รังษิรุจิ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุตรดิตถ์
44. ให้นายสมบัติ ไตรศักดิ์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดสิงห์บุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุทัยธานี
45. ให้นายณรงค์ เทพเสนา พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดอุบลราชธานี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอแต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว
3. เรื่อง ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ 4 ปี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2569
4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเสนอแต่งตั้ง พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นางสาวกนิษฐา กังสวนิช รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ตำแหน่ง ดังนี้
1. นายพิษณุ พลธี ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
2. นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย คือ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้
1) นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
2) นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจโท สรรเพชญ สุขภิมนตรี เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปและรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงอุตสาหกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมืองดังนี้
1. นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
2. นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม [ปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ)]
3. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
4. นายพีรวัส สมวงศ์ ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ)]
11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงกลาโหม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสนอแต่งตั้ง พลเอก คำรณ เครือวิชฌยาจารย์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปและรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
13. เรื่อง เรื่อง การมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้
1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์)
2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายอัครา พรหมเผ่า)
14. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร (สายงานบริหาร) ระดับสูง ตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอแต่งตั้งนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ตำแหน่งรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ประเภทบริหาร ระดับสูง) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
15. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหาร ระดับสูง) (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ การรับโอน นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มาแต่งตั้งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
16. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงกลาโหม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. นายวันวิชิต บุญโปร่ง เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2. พลตรี เฉลิม สีเจริญ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
3. พลโท วรพรต แก้ววิจิตร เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้ง พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 5 ราย ดังนี้
1. นายสมภพ ผ่องสว่าง ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)
2. นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
3. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
4. นายจำลอง ช่วยรอด ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
5. พลตำรวจตรี สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
19. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายธนฑิตย์ รักตะบุตร เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง 19 ราย ดังนี้
1. นายสาโรจน์ สามารถ ตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)
2. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายโสภณ ชารัมย์)
3. นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ ตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ)
4. นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า)
5. นางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ ตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น)
6. นายคารม พลพรกลาง ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์)
7. นางสาวนารา หนูแดง ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ)
8. นายนิโรธ สุนทรเลขา ตำแหน่ง ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า)
9. นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล)
10. นายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)
11. นายปัญญา ชวนบุญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์)
12. นายอรุณ คงเจริญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสันติ ปิยะทัต)
13. นางสาวกาญจนาพร เหลืองขจรวิทย์ ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล)
14. นางสาวพรพิมล ธรรมสาร ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)
15. นางพรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี (นายสันติ ปิยะทัต)
16. พลตำรวจตรี ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ตำแหน่ง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
17. นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ตำแหน่ง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
18. นายภุชงค์ วรศรี ตำแหน่ง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
19. นางสาวจิรัฐิติกาล จันทราทิพย์ ตำแหน่ง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1) นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
2) นายเศรษฐจักร ลียากาศ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวรภัค ธันยาวงษ์] ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
22. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ ตำแหน่ง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2. นางจตุพร โรจนพานิช ตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
3. นางเตือนใจ คงสมบัติ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
23. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 328/2568 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 302/2568 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568 นั้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 302/2568 ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568 ดังนี้
1. รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)
1.1 ให้ยกเลิกข้อ 1.1.3
1.2 ให้ยกเลิกข้อ 1.5 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“1.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
1.5.1 รองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
1.5.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้
1.5.3 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
1.5.4 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
1.5.5 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ”
2. รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ)
– ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 3.3.9 “3.3.9 คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์”
3. รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)
3.2 ให้ยกเลิกข้อ 4.5 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“4.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
4.5.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
4.5.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
4.5.3 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
4.5.4 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
4.5.5 รองประธานกรรมการ คนที่ ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ”
4. รองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น)
– ให้ยกเลิกข้อ 6.5.2
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เพิ่มเติม